ฉันเรียนเฉพาะทางด้านรังสีวิทยาทั่วไป ก็สนุกดีค่ะ อาจารย์ทุกท่านได้ช่วยเคี่ยวเข็ญฉันจนจบมาได้ ฉันระลึกถึงพระคุณอาจารย์ทุกท่านเสมอ

          ฉันไปใช้ทุนที่จังหวัดพิจิตรค่ะ ตอนนั้นงานด้านx-ray ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนหมอx-ray ที่มีอยู่สองคนรวมฉันแล้วนะคะ ที่นั่นยังไม่มี เครื่องCT SCAN(เครื่องเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์)ในรพ.รัฐ ไม่มีการตรวจangiography(ตรวจเส้นเลือดด้วยการฉีดสารทึบรังสี) คนไข้ที่รพ.จังหวัดพิจิตรมีพอสมควรค่ะ

          งานด้านนี้ส่วนใหญ่คืองานวินิจฉัยโรค ซึ่งมีทั้งใช้x-ray(รังสีเอ๊กซ์) ultrasound (คลื่นเสียง) MRI(ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)เมื่อหมอซักประวัติ ตรวจคนไข้แล้ว อาจจะดูผลเลือดร่วมด้วย แล้วคิดถึงความผิดปกติที่อวัยวะไหนก็จะส่งต่อมาตรวจแผนกนี้ต่อค่ะ เช่นสงสัยว่าอกหักเอ๊ยกระดูกหัก โรคทางกระดูกก็ส่งมาx-ray กระดูกส่วนนั้น สงสัยโรคทางปอดหรือหัวใจโตก็chest x-ray คือเอ๊กซเรย์ปอดนั่นแหละค่ะ แต่ถ้าจะดูพวกลำไส้ก็ใช้กลืนแป้งทึบรังสีในกรณีดูลำไส้ส่วนต้น(UGI STUDY) ถ้าลำไส้ส่วนปลายก็สวนแป้งเข้าไป(barium enema)  ถ้าตรวจอวัยวะที่เป้นเนื้อๆหรือน้ำๆเช่น หัวใจ ตับ ม้าม ไต ถุงน้ำดี ตับอ่อน มดลูกรังไข่ กะเพาะปัสสาวะ ต่อมทัยรอยด์ ลูกอัณฑะ เส้นเลือด เราก็ใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์(ULTRASOUND) เป็นต้น  ถ้าอ่านถึงตรงนี้แล้วเวียนหัวอนุญาตให้กินเส้นเล็กต้มยำใส่เครื่องในครบ 1 ชามค่ะ

          จบใหม่ๆไฟแรงไปอยู่ที่มีคนไข้น้อย ฉันเลยหงอยไปพอสมควร  ตอนนั้นยังขยันค่ะ อายุยังน้อย แถมความงกก็มาก อยากมีรายได้พิเศษเลยหาลำไพ่พิเศษจากอยู่เวรนอกเวลาที่รพ.เอกชน แต่ที่พิจิตรมีเวรที่รพ.เอกชนน้อย ความงกของฉันเยอะเลยนั่งรถกลับบ้านไปอยู่เวรที่พิษณุโลกด้วย โฮ๊ยได้ตังมาเยอะเลยค่ะคุณขา

          ต่อมามีพี่หมอคนนึงที่แผนกx-ray รพ.พุทธชินราชเสียชีวิต ตำแหน่งจึงว่าง ฉันเลยได้ย้ายกลับบ้าน เลยยิ่งสนุกใหญ่ ทำงานๆหาเงินตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน๊อต ฉันเคยอยู่เวรสองรพ.ซ้อนกัน แถมเปิดคลีนิคด้วยอีกนะ ขับรถเดินสาย คล้ายๆร้องเพลงเลยเนอะ สนุกระเริงกับการหาเงิน ได้เงินก็เอาไปซื้อรถ ซื้อของที่อยากได้ ตอนนั้นรู้สึกเหมือนโลกอยู่ในมือเรายังไงไม่รู้  555

             

          จนเมื่อฉันป่วยเป็นไข้ ลุกแทบจะไม่ไหวต้องโทรไปแลกเวร ฉันตระหนักเลยว่า ตอนคนเราไม่สบายนี่ขอแค่หาย สบายดีพอแล้ว เงินทองเอามากองตรงนั้นก็ไม่เอา เริ่มได้สติ ทำงานอะไรหนักหนานะ นั่นแหละถ้าไม่ป่วยฉันคงบ้างานบ้าเงินมากกว่านี้  คุณเคยติดงานไหม พวกหมอๆเป็นกันเยอะ ถ้าอยู่ว่างๆมันรู้สึกไร้ค่าต้องออกไปรับจ๊อบอยู่เวร เปิดร้าน

          ฉันเริ่มเพลาๆงานลง เพราะทั้งงานหลวงงานราษฏร์นัวเนียกันไปหมด ตอนนี้งานมากไปก็เป็นทุกข์เพราะร่างกายเริ่มไม่ไหว อดนอนสะสมมานาน ตอนนั้นงานน้อยก็เป็นทุกข์  เฮ้อหาความพอดีนี่ยากจัง

          เวลาเหนื่อยฉันก็เที่ยวกับเพื่อน ไปเทคไปผับตามประสาคนทำงานค่ะ ดื่มเหล้าบ้าง เอ้อบางทีก็ดื่มมากเหมือนกัน ตอนเที่ยวนี่สนุกจัง ฉันติดใจในบรรยากาศของผับ ความสนุกเวลาเริ่มเมาเพราะเรื่องอะไรที่เราคุยกันมันจะสนุก ขำขำไปหมด แต่พอตอนเลิกราเช็คบิลจากร้าน ฉันจะรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่งานเลี้ยงเลิกรา ความสุขมันอยู่ไม่นานเลย พอตื่นขึ้นมาก็ทุกข์สนัดแหละค่ะ แฮงค์สิคะ พร้อมกับบอกตัวเองว่า จะไม่กินอีก แต่พอเพื่อนมาชวนก็ใจง่ายไปกับเพื่อนอีกจนได้

                

         มีวันนึง เพื่อนฉันมันตื่นมาถามว่า เฮ๊ย นิดเมื่อคืนเรากลับบ้านยังไง ฉันสะดุ้งเลย หนาวไปทั้งตัว ทำไมเพื่อนถามยังงี้ เพราะเมื่อคืนเพื่อนเป็นคนขับรถพาเราทั้งคู่กลับบ้าน แล้วนี่แสดงว่ามันเมามากจนจำเหตุการณเมื่อคืนแทบไม่ได้เลย ฉันประมาทในชีวิตอีกแล้ว ดีนะที่เมื่อคืนไม่เกิดอุบัติเหตุ  ถ้าเกิดอะไรขึ้นพ่อกับแม่คงทุกข์มาก   ฉันขอโทษต่อไปนี้ฉันจะไม่ประมาทอย่างนี้อีกแล้ว