bow

ยังมีให้เห็นอยู่ทุกวัน  และมีอะไรลึกซึ้งกว่าที่เราเห็นนั้นอีกมาก  ที่มาภาพ: http://farm1.static.flickr.com/93/232004616_d9c8390d9d. jpg

ถ้าท่านกำลังอ่านบทความนี้อยู่  อย่างน้อยคิดว่าท่านน่าจะเป็นคนไทย 

 

อยากเชิญให้ท่านลองถามตัวเองว่า  มีมารยาทสังคมไทย ๆ ใดบ้าง  ที่ท่านได้พบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  แล้วท่านรู้สึกประทับใจ 

 

ประทับใจถึงขนาดที่ท่านเองจะตั้งอกตั้งใจทำให้ดีที่สุดด้วย  เพื่อที่จะรักษามารยาทนั้นให้ยืนยงคงต่อสืบไป เหมือนที่บรรรพบุรุษไทยได้รักษาไว้ถึงทุกวันนี้

 

ติ๊ก...ต็อก...ติ๊ก...ต็อก...ติ๊ก...ต็อก.....

 

หมดเวลา!

 

ท่านนึกอะไรได้บ้าง?  กรุณาเขียนใส่ไว้ในคอมเม้นท์ด้านล่าง  เพื่อเราจะได้มาคุยกันต่อไป

สิ่งที่ฉันอยากจะมาเล่าวันนี้  คือ ความประทับใจบางอย่างในมารยาทสังคมที่ญี่ปุ่น 

 

ที่บอกว่าบางอย่าง  ก็เพราะว่ามีหลายอย่าง  อาจจะต้องมาเขียนเพิ่มวันหลังเป็นตอน ๆ 

 

แต่นี่เป็นเรื่องแรกที่นึกได้ จึงนำมาเล่าก่อน

 

เรื่องมีอยู่ว่า ฉันอยากจะเข้าใจจิตวิญญาณของซามูไรยุคโตกุกาว่าได้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้นำไปใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  ฉันก็ได้เรียนวิชาดาบซามูไรจากในประเทศไทย และได้ไปเรียนต่อในสำนักเครือเดียวกันที่ญี่ปุ่นด้วย ระหว่างที่รับทุนวิจัยเมื่อช่วงสามเดือนที่ผ่านมานี้

 

ในวันแรกหลังจากที่ฝึกวิชาดาบซามูไรสารพัดชนิดจากสำนักดาบที่ชิบูย่า ในกรุงโตเกียวเสร็จ 

 

ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว พวกเราทั้ง ๓ คนกำลังเดินไปที่สถานีรถไฟชิบูย่า

 

ในสามคนนั้น นอกจากฉันแล้วก็มี  ทาบูจิเซนเซ  ผู้เป็นเจ้าสำนัก และ รุ่นพี่ผู้ชายชาวญี่ปุ่นสูงยาวเข่าดีคนหนึ่ง

 

ฉันจะขอเรียกเขาว่า เซมปัย  ซึ่งแปลว่า ศิษย์ผู้พี่ 

 

โดยเฉพาะในโดโจ (สำนัก) เซมปัยที่เซนเซสั่งให้มาดูแลเรา จะเสียสละการฝึกของตัวเองในวันนั้น ๆ มาประกบศิษย์ผู้น้องคนใหม่ หรือที่เรียกว่า โคฮัย 

 

เซมปัย จะดูแลทุกอย่างตั้งแต่การใส่ชุดและเครื่องป้องกันให้ถูกต้องไปจนถึงเทคนิคการใช้ดาบเบื้องต้น 

 

ถ้าใครดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai  คงจะจำฉากหนึ่งได้ที่แม่ทัพหนุ่มคนหนึ่งเดินมาตรวจดูทอม ครูซ ในวันที่จะออกรบครั้งสุดท้ายว่า ใส่ชุดเกราะถูกต้องแน่นหนาหรือไม่ 

 

นั่นก็คืออารมณ์เดียวกัน  เพราะวิชาดาบซามูไร  จะละเอียดมาก ไม่เฉพาะเรื่องความปลอดภัย 

 

ว่ากันว่า  เราสามารถบอกระดับของนักดาบได้จากวิธีการแต่งตัวและใส่เครื่องป้องกันของเขาด้วย

 

ซึ่งฉันว่ามันคือเรื่องของการเจริญสตินั่นเอง

เมื่อเดินมาถึงสถานี  เซนเซหันกลับมากล่าวให้โอวาทครั้งสุดท้ายสองสามคำ 

คนญี่ปุ่นโดยเฉพาะครูบาอาจารย์มักจะพูดคำว่า Gambatte อยู่เสมอ 

ความหมายแปลคร่าว ๆ ก็คล้ายกับว่าให้เรามีความเพียรพยายามให้มากเข้าไว้นะ  ก่อนที่ท่านจะหันกลับเดินจากไป

 

พวกเราทั้งสองคน  เซมปัย และ โคฮัย ก็โค้งรับคำท่าน และโค้งลาตั้งแต่ก่อนเซนเซหันหลังกลับแล้วคนละหลายที 

 

พอเซนเซหันหลังเดินไป  ฉันก็หันข้างจะเดินเข้าสถานีด้วย  เพราะเซนเซเดินออกไปด้านข้างที่ท่านจอดจักรยานไว้

 

ปรากฏว่าเซมปัยของฉัน กึ่งคว้า กึ่งกระชากแขนฉันมับแล้วบอกให้กลับมาก่อนแล้วให้ยืนรอส่งเซนเซ ฉันทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก 

 

 

เซมปัยฉันยืนตัวตรงเหมือนนายทหาร แล้วบอกฉันอย่างหน้านิ่งเรียบ และเสียงเข้มเหมือนทหารด้วย คือเน้นเป็นคำ ๆ  ว่า "...นี่เป็นธรรมเนียมญี่ปุ่น!..."

 

 

ตายละวา  ไม่รู้นี่นา  ฉันก็เลยต้องยืนตรงกับเขาด้วย  และหางตาก็ชำเลืองดูพยายามเลียนแบบเซมปัย  เหมือนกับที่ฉันทำมาตลอดการเรียนในวันนั้น 

 

เซมปัยฉันมองตรงไปข้างหน้าในทิศที่เซนเซเดินไป  ฉันก็เลยมองไปด้วย

 

และก็จริงด้วย  ไกลออกไป  ฉันเห็นเซนเซหันกลับมามองและโบกมือให้พวกเรา

 

เซมปัยฉันโบกกลับแล้วโค้งด้วย  ฉันก็ทำบ้าง 

 

เป็นอย่างนี้สักพัก  เพราะเซนเซจะหันกลับมามองเป็นระยะ ๆ   แล้วก็ทำอย่างนี้เป็นระยะ ๆ

 

จนกระทั่งลับตาไป  และพวกเรามองไม่เห็นเซนเซอีก 

 

เซมปัยของฉันมองให้แน่ใจว่าเซนเซออกไปจากสายตาของพวกเราแล้ว  ถึงหันมาบอกด้วยสุ้มเสียงที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนขึ้นแกมโล่งอกว่า 

 

"...เอาล่ะ...พวกเราไปกันได้แล้ว..."      ฉันถึงกล้าขยับแตกแถวออกมา

 

หลังจากนั้น หลังการฝึกทุกครั้ง  ซึ่งส่วนใหญ่พวกเราจะมีจำนวนกันมากกว่านั้น ฉันก็จะได้ร่วมยืนส่งเซนเซกับบรรดาเซมปัยทั้งหลาย

 

ในครั้งแรกนั้น  ฉันจำได้ว่าฉันเกิดความรู้สึกขึ้นมาสองอย่างพร้อม ๆ กัน 

 

อย่างแรกคือ "....โอ้โฮ....นี่ฉันอยู่ในกลางกรุงโตเกียวในศตวรรษที่ ๒๑ หรือเปล่านี่..." 

 

เพราะอารมณ์มันสุดแสนจะเป็นศตวรรษที่ ๑๗ มากเลย  โดยเฉพาะเมื่อนึกว่าต่างคนต่างพกดาบกันมาด้วยเนี่ยนะ ถึงแม้จะแพ็คในกระเป๋าอย่างมิดชิดก็เถอะ 

 

แถมเซนเซยังใส่ชุดแบบญี่ปุ่นของท่านอีก

 

แต่อย่างที่สองนั้น  ฉันกลับรู้สึกประทับใจในการให้ความเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์อย่างสูงสุดของคนญี่ปุ่น 

 

เพราะทุกครั้งที่ฉันยืนตรงเป็นนายทหารอยู่กับบรรดาเซมปัยทั้งหลายนั้น  ใจของฉันสัมผัสได้ถึงภาษาของร่างกาย หน้าตา สีหน้า แววตา

 

และอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่มันทำให้ฉันรู้ได้ว่า  เขาไม่ได้ทำไปเพียงกิริยา  และไม่ได้ทำไปเพียงเพราะมันเป็น "มารยาทสังคม"  แต่ด้วยความเคารพจากใจจริง ๆ

 

แต่ก็นั่นแหละ  ฉันอาจจะโชคดีได้เรียนกับครูบาอาจารย์ที่เป็นครูโดยจิตวิญญาณเนื้อแท้ มีความเมตตากรุณาต่อลูกศิษย์ 

 

อีกทั้งฉันอาจโชคดีได้เรียนกับผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทิตาธรรมกันทั้งหมดก็ได้  ฉันเคยคิดอย่างนั้น

 

แต่เมื่ออยู่ ๆ ญี่ปุ่นไป  ฉันได้มีโอกาสสังเกตุ scene ลักษณะเดียวกันนี้อีกบ่อยมากอย่างนับครั้งไม่ถ้วน  ทั้งตามสถานีรถไฟ  และตามร้านอาหาร 

 

กล่าวคือ เวลาที่ผู้ใหญ่จะกลับไปก่อน  และกลุ่มผู้น้อยจะพากันพรวดลุกขึ้นยืนระวังตรง

 

คอยส่งท่านเป็นหมู่คณะจนลับสายตาไปด้วยความเคารพ 

 

จะไม่มีใครหลุกหลิก แตกแถว หรือแม้แต่ละสายตาไปจากที่อื่นเลย 

 

จนกระทั่งท่านลับสายตาไปจริง ๆ แล้วนั่นแหละ

 

นอกจากนี้  มารยาทอื่น ๆ ที่ฉันสังเกตุอีกก็คือ


 

  • คนญี่ปุ่นจะไม่พูดโทรศัพท์มือถือในรถไฟใต้ดิน หรือ บนดิน ก็เถอะ  เอาเป็นว่า public transportation ทั้งหมดนี่แหละ 

 

รวมทั้งในร้านอาหารด้วย  เพราะถือว่าเป็นการรบกวนผู้อื่น  เขาจะส่งแต่ข้อความกันเท่านั้น

 

 

  • คนญี่ปุ่นจะไม่ใช้ริงโทนกันเลยสำหรับมือถือ  ใช้แต่ระบบสั่นเท่านั้น  ด้วยเหตุผลเดียวกัน 

 

และถ้าใครบ้าจี้จะใช้จริง ๆ ในรถไฟจะมีประกาศขอความร่วมมือให้ทำเป็นแบบเงียบ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องประกาศก็ได้เพราะไม่มีใครทำอยู่แล้ว นอกจากคนต่างชาติมั้ง  

 

และรู้ไหมว่า ระบบสั่น หรือ เงียบ ของมือถือในญี่ปุ่นเรียกว่าอะไร?  เรียกว่า ระบบมารยาท ครับท่าน!! (Manner Mode) (マナーモダ)

 

 

  • เวลาใช้บันไดเลื่อน  ทุกคนจะยืนชิดซ้ายมากและเป็นระเบียบ  เลนขวาเปิดโล่งไว้ให้คนที่รีบมากหรือเหตุฉุกเฉิน 

 

คนที่ใช้เลนขวาไม่มีใครหยุดยืนเฉย ๆ เลย  ทุกคนรีบเดินหมด  หรือไม่ก็ปล่อยว่างไว้  ฉันชอบระบบนี้มาก  ทุกคนควบคุมตัวเอง อย่างมีระเบียบรู้ตัวทั่วพร้อมในทุกย่างก้าวดีจริง ๆ

 

ความจริงมีอีกเยอะ  แต่วันนี้ขอนำเสนอแค่นี้พอเป็นการเปิดประเด็นคุยกัน 

 

ส่วนตัวแล้วฉันอยากให้นำกม.การใช้มือถือและบันไดเลื่อนมาใช้เมืองไทยด้วย

ท่านคิดว่าคนไทยจะทำได้ไหม?

 

 

ว่าแล้วก็ขอฟังความเห็นท่านทั้งหลายเรื่องมารยาทสังคมของคนไทยที่ท่านพบเห็นในชีวิตประจำวันและประทับใจด้วย 

 

ให้สมกับเวบนี้เป็นเวบแห่งการ ลปรร

 

ขอบพระคุณอย่างยิ่งที่แวะมา

 

どうもありがと ございます!

(Doumo arigato Gozaimasu!)

 

Kraab

การฝึกการกราบแบบสติปัฏฐาน ๔ ทำให้ระลึกรู้ได้ว่า การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ของไทย กับการโค้งคำนับของญี่ปุ่นในลักษณะท่านั่งหน้าผากจรดพื้นในจังหวะสุดท้ายแทบจะไม่ต่างกัน  ทั้งตอนขึ้น และ ตอนลง  สถานที่: มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ศูนย์ ๒   ภาพ: นิตยสาร Positioning