ครูปิยะ : ภาพสะท้อนแบบฉบับครูบ้านนอกที่สอนคน ไม่ใช่สอนหนังสือ

แผ่นดิน
เนื่องในวันครูปีนี้..ผมอยากเริ่มต้นบันทึกที่เกี่ยวกับครูในอุดมคติที่อาจไม่มีชีวิตอยู่จริงในสังคม

เมื่อสมัยยังเด็ก ๆ  ผมเคยดูภาพยนตร์เรื่อง "ครูบ้านนอก จากรถฉายหนังที่เร่ฉายในลานวัด  ผมนั่งตักแม่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ท่ามกลางค่ำคืนที่ดาวยังห่มฟ้า  และสายลมหนาวก็ยังพัดวู่หวิวและเย็นยะเยือก

ครูปิยะ  แห่งโรงเรียนบ้านหนองหมาว้อ  คือตัวละครเอกที่ใครต่อใครรักและชื่นชม  เป็นขวัญใจของชาวบ้านแทบทุกหมู่บ้าน  และในโลกของความเป็นจริงผมก็เชื่อว่า ครูปิยะ คือ ครูในดวงใจของครูหลาย ๆ คนที่ทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ...

ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้มากกว่า 5 ครั้ง  อ่านนวนิยายที่แต่งโดยคุณคำหมาน คนไท มากกว่า 3 ครั้ง ... และเก็บหนังสือเรื่องนี้ไว้กับตัวเอง 3 ปก

เมื่อสมัยที่เป็นเด็กนักเรียน ไม่มีรองเท้าใส่  ไม่มีกระเป๋าหนังสือก็ยังเฝ้าฝันว่าอยากจะมีครูใจดี ๆ  นิสัยดี ๆ  และเก่งเหมือนครูปิยะ..  แต่พอโตขึ้นผมก็รับรู้ว่านั่นคือ "ภาพลักษณ์ในอุดมคติ"  ของความเป็น "ครู"  ที่สังคมไทยพึงปรารถนา

....

ผมเรียนรู้และเข้าใจโลกและชีวิตตามลำดับของวัยที่เติบโตและงอกงามทั้งจากโรงเรียนและชายคาบ้าน   รวมถึงสังคมรอบข้างที่กว้างใหญ่ไพศาล  ... 

ภาพลักษณ์ของครูเปลี่ยนไปตามยุคสมัย สอดรับกับกระแสโลก  แต่ก็ยังมีความเป็น "ครู"  ที่สูงค่าและสูงส่งเสมอในห้วงนึกของผม

ในโลกและชีวิตแห่งความเป็นจริง..  ผมมีครูที่ผมรักและเคารพอย่างมากมาย  แต่ในโลกแห่งอุดมคติผมก็ยังคงมี "ครูปิยะ"  เป็นครูในดวงใจสืบมาจนถึงทุกวันนี้

....

ผมชอบครูปิยะ  เพราะครูปิยะ  "ดู๋สอน" (ขยันสอน) "เฮ็ดเวียกเก่ง" (ทำงานเก่ง)  เป็นครูบ้านนอกที่รักและศรัทธาในความเป็น "แม่พิมพ์ของชาติ"  ... ครูปิยะพาเด็กเลี้ยงไก่ ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก  สร้างที่อ่านหนังสือพิมพ์  สร้างห้องสุขาในโรงเรียน ครูปิยะคือสายสัมพันธ์ของโรงเรียนกับชุมชน  และอื่น ๆ อีกมากมาย...

......

เนื่องในวันครูปีนี้..ผมอยากเริ่มต้นบันทึกที่เกี่ยวกับครูในอุดมคติที่อาจไม่มีชีวิตอยู่จริงในสังคม  หากแต่มีชีวิตและลมหายใจอยู่แต่เพียงในวรรณกรรมเท่านั้น...  ซึ่งครูท่านนั้น ก็คือ ครูปิยะ  แห่งหนองหมาว้อ..

ผมได้คัดลอกข้อความในนวนิยายเรื่อง "ครูบ้านนอก"  ที่เป็นภาพสะท้อนอุดมคติของครูที่มีต่อพันธกิจของชาติในการบ่มเพาะนักเรียนให้เติบโตและงอกงามอย่างมีคุณค่า   โดยเฉพาะถ้อยคำของครูหนุ่มปริญญาเอกที่ครูปิยะจดจำขึ้นใจ  และถือเป็นแบบแผนในการเป็นครู   ดังว่า

"หลักสูตรเป็นเสมือนเครื่องมือที่จะนำไปสู่เป้าหมาย  ครูเป็นผู้ใช้เครื่องมือ  ดังนั้นครูจึงเป็นผู้กำหนดดอกผลทางการศึกษา  ประเด็นเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร  หรือการจัดการเรียนการสอนของครูมีอยู่สองตอน  ตอนแรก  ครูสอนหรือไม่สอน  ถ้าครูไม่สอนเป็นแต่เพียงนั่งบังเสารับเงินเดือนรอวันเกษียณอายุเพื่อรับบำนาญ  การศึกษาก็พังไปหมดแถบแล้ว  ตอนที่สอง  ถ้าครูสอนก็ต้องถามต่อไปว่า  สอนอย่างไร  สอนโดยวิธีบอก  สอนให้จด  สอนให้จำ  หรือสอนให้ทำ หรือสอนให้รู้จักคิด  การจัดการเรียนการสอนที่พึงประสงค์ คือ สอนคน  ไม่ใช่สอนหนังสือ"

นั่นคือ ทัศนะของผู้เขียนที่ฝากแฝงผ่านตัวละครในนวนิยายเรื่องครูบ้านนอก  เป็นทัศนะวิพากษ์กระบวนการเรียนการสอนของระบบการศึกษาไทยในยุคสมัยหนึ่ง...แต่ปัจจุบันสภาพการณ์ต่าง ๆ วิวัฒน์ไปสู่การพัฒนาติดจรวดไปไกลกว่าที่ปรากฏในนวนิยายมากนัก...

ถ้อยวิพากษ์นั้น..ชวนให้ผมคิดถึงอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอบสัมภาษณ์ผม  ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  แต่ไม่ใช่ มมส แห่งนี้...ท่านถามผมว่าใช้คอมพิวเตอร์เก่งหรือไม่ ?

ผมตอบว่า "ใช้ได้เพียงเล็กน้อย"  ท่านปลอบประโลมและให้กำลังใจว่า "ไม่เป็นไร ถ้ารักจะเป็นนักกิจการนักศึกษา   เราต้องอยู่กับนักศึกษา ดูแลใส่ใจใกล้ชิดกับพวกเขา  ไม่ได้ฝังลึกอยู่กับเครื่องมือเหล่านี้"

ในยุคที่เครื่องมือสื่อสารได้กลายเป็นสะพานการเชื่อมสานและสื่อสารกันและกัน...ผมก็ยังเลือกวิธีการอยู่ร่วมกับนิสิตแบบฝังลึก พูดคุย พบปะและจริงใจที่จะรับรู้และรับฟัง....พวกเขา...มากกว่าการใช้เครื่องมือใด ๆ  หรือจะใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็นจริง ๆ

....

วันครูปีนี้..  คิดถึงความเป็นครูปิยะ  ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของครูผู้ที่สั่งสอนและอบรมผมมายาวนานจากอีกจวบปัจจุบัน   และยังส่งต่อให้ผมมายืนอย่างมีตัวตน ณ วันนี้ ....

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin

คำสำคัญ (Tags)#ครูบ้านนอก#เปลือยความสุข คนของความรัก โลกและชีวิต#ครูปิยะ

หมายเลขบันทึก: 72964, เขียน: 16 Jan 2007 @ 21:32 (), แก้ไข: 24 Jun 2012 @ 01:16 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 21, อ่าน: คลิก


ความเห็น (21)

ประทับใจหนังเรื่องนี้เหมือนกันคะ  เคยดูตอนอยู่มหาลัย

และน่าสนใจคะ ที่คุณแผ่นดิน บอกว่า 

"  ผมก็ยังเลือกวิธีการอยู่ร่วมกับนิสิตแบบฝังลึก พูดคุยพบปะและจริงใจที่จะรับรู้และรับฟัง....

พวกเขา...มากกว่าการใช้เครื่องมือใด ๆ "

เป็นเรื่องที่ดีมากคะ  ตอนเป็นนักศึกษาก็ต้องการอาจารย์ที่

เข้าใจแบบนี้เหมือนกัน 

จิระนันท์
IP: xxx.144.141.130
เขียนเมื่อ 

ขอกราบครูตลอดชีวิต ด้วยดวงจิตอันผ่องใส

มีครูดี เป็นศรีแก่ชาติ มีครูฉลาด ชาติเจริญ

ขอความดีที่ครูทั้งหลายทำมาตลอดชีวิต

จงนำพาครูให้พบแต่สิ่งดีดี แท้แท้ 

หากไม่มีครู  จะไม่มีหนูในวันนี้

หากไม่มีครู  พวกเราจะอยู่ได้อย่างไร

หากไม่มีครู พวกหนูไม่มีวันอันสดใส

ขอพวกเราจงน้อมใจ คารวะไว้แด่ ครูทุกคน

ครูดีดี แท้แท้ มีมากกว่าที่คิด 

Panda
เขียนเมื่อ 
  • แน่นอนครับ การพบกันแบบเห็นหน้าเห็นตากัน (F2F) ย่อมดีกว่า แบบไม่เห็นกัน
  • แต่การใช้เทคโนโลยีช่วย (B2B) ย่อมทำให้ การเชื่อมโยง ในวงกว้างได้รวดเร็วกว่า
  • จะให้ดีต้องมีทั้งสองอย่าง อย่างสมดุลย์ เช่นเดียวกับ เรื่องของ วงจรไม่รู้จบ ระหว่าง การจัดการความรู้แบบ Tacit กับ Expicit ของท่านอาจารย์ ดร. ประพธ์

สัวสดีครับ...คุณ  ดอกแก้ว

  • ขอบคุณมากครับ..
  • ทุกวันนี้ ถ้าเลือกได้ผมไม่ชอบคุยโทรศัพท์กับนิสิตมากนัก  เว้นเสียแต่เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว ถ้าเป็นเวลาปกติ นิสิตจะรู้เองว่าถ้าอยากหารือก็มักจะมาพบ หรือนัดหมายการพบปะด้วยตนเองเสมอ
  • ผมชอบการคุย...ได้เห็นแววตา อารมณ์ ความรู้สึกที่แจ่มชัดกว่าการใช้เทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียทั้งหมด
  • เพราะยังไงก็ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญเสมอ

สวัสดีครับ  คุณ  จิระนันท์

  • ขอบคุณในบทกลอนอันไพเราะ นะครับ
  • และขอบคุณเป็นอย่างยิ่งครับกับข้อคิดอันสำคัญที่ว่า "ครูดีดี แท้แท้ มีมากกว่าที่คิด"
  • ในโลกและชีวิตอันเป็นจริง..ผมก็เชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน

 

อาจารย์  Panda

  • ขอบคุณครับ
  • และแน่นอนอย่างไรเสียในกระบวนการ ลปรร. ก็ยังคงต้องมีทั้งสองทางเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งF2Fและ B2B
  • ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะครับ
nutim
เขียนเมื่อ 
  • เคยดูเหมือนกันค่ะ ภาพยนต์เรื่อง ครูบ้านนอก แต่จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ดีนัก...แต่มาขอร่วมเทอดทูนบูชาครู   อาจารย์ ทุกท่านในบันทึกนี้ค่ะ...นู๋ทิมโชคดีมาตลอดพบเจอแต่ครู อาจารย์ ที่ทำหน้าที่ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ ในฐานะผู้ให้การศึกษาของชาติ และคือผู้กำหนดอนาคตของคนในชาติ ที่ยิ่งกว่านั้นคือเป็นพ่อแม่คนที่สองของลูกศิษย์ค่ะ...หากไม่มีครูในวันนั้น...คงไม่มีเราในวันนี้...

  สวัสดีครับ  nutim

  • ขอบคุณครับ
  • และก้ประทับใจในคำกล่าวของคุณนู๋ทิมนะครับที่ว่า "ครูเป็นพ่อแม่คนที่สองของลูกศิษย์"
  • และครูคือผู้กำหนดอนาคตของคนในชาติ
ลำดวน หงษ์ศิริ
IP: xxx.120.211.34
เขียนเมื่อ 
อยากได้หนังเรื่องนี้มากครับ  จะเก็บไว้เปิดให้ลูกหลานได้ดู ถ้าเป็นไปได้อยากให้นำออกมาฉายอีกครับ เอาแบบเดิม ๆ ไม่รู้จะมีหรือเปล่าครับ ชอบมากครับเคยดูสมัยยังเป็นเด็ก....หนังไทยยังมีอะไรให้คิดอีกเยอะครับ

สวัสดีครับ  คุณลำดวน หงษ์ศิริ

เกือบไม่ได้เจอมามีคนมาทักต่อยอดในบันทึกนี้นะครับ

เข้าใจว่าผมมีอยู่ 1 ชุด ยินดีส่งไปให้ครับ,  แล้วจะรีบค้นและส่งไปในในเร็ววันครับผม

รบกวนขอรายละเอียดเกี่ยวกับที่อยู่ด้วยนะครับ

ลำดวน
IP: xxx.120.205.122
เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณมากครับ ที่อาจารย์ได้สละเวลาหาสิ่งที่ผมต้องการและอีกเรื่องหนื่งที่ต้องการก็คือเรื่อง ลูกอีสาน ไม่รู้จะเป็นการรบกวนมากเกินไปหรือเปล่า แต่เรื่องนี้ก็เป็นชีวิตของชนบทอย่างแท้จริง ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปก็ขอความกรุณาอาจารย์ด้วยครับ ผมก็เป็นลูกอีสานคนหนึ่งที่พยายามอยากให้ลูกอีสานทุกคนที่ไปทำงานที่กรุงเทพรู้สำนึกรักบ้านเกิดบ้าง.....รบกวนอาจารย์ส่งตามที่อยู่นี้นะครับ...

นายลำดวน  หงษ์ศิริ

30/168 หมู่บ้านปลาทอง ซ.12 ถ.ศรีนครินทร์

ต.บางแก้ว  อ.บางพลี..จ.สมุทรปราการ 10540

ขอบคุณครับ

ดาวแฝงหมอก
IP: xxx.147.38.211
เขียนเมื่อ 
ด้วยความศรัทธาค่ะ


การศึกษาพัฒนาคนในชาติ

ให้สามารถสร้างชีวิตประสิทธิผล

เศรษฐกิจบ้านเมืองเรืองถกล

ด้วยเยาวชนของชาติปราชญ์วิทยา


                    ครูคือผู้เสริมสร้างพลังของชาติ

                    สอนเด็กฉลาดสามารถแก้ปัญหา

                    ให้คิดเป็นทำเป็นเน้นพัฒนา

                    เสริมเติมค่านิยมคุณความดี


ครูจึงต้องฝักใฝ่ให้รอบรู้

สมเป็นผู้นำสังคมสมศักดิ์ศรี

มุ่งพัฒนาวิชาชีพให้สอนดี

อีกทั้งมีคุณธรรมประจำใจ


                    เกียรติของครูอยู่ที่เปรื่องปราชญ์วิทย์

                   ยอมอุทิศประพฤติตนเป็นแบบได้

                   สั่งสอนศิษย์คิดช่วยด้วยจริงใจ

                   สังคมไทยเชิดชูครูปูชนียชน


ขอครูไทยทั้งมวลสงวนศักดิ์

สร้างภาพลักษณ์ศักดิ์ศรีทวีผล

ประพฤติตนให้สมเป็นครูคน

สร้างเยาวชนพัฒนาไทยให้เจริญ


          เป็นบทกลอนซึ่งประพันธ์โดย พะนอม แก้วกำเนิด จากหนังสือครูดีคุรุสภา 2532-2533 ดิฉันขออนุญาตนำมาต่อยอดในบันทึกนี้ด้วยคนค่ะ เพราะใจไม่ค่อยดีจากประโยคที่ว่า แต่พอโตขึ้นผมก็รับรู้ว่านั่นคือ "ภาพลักษณ์ในอุดมคติ"  ของความเป็น "ครู"  ที่สังคมไทยพึงปรารถนา ซึ่งแม้ความจริงมีสัดส่วนของครูประเภทนี้มากน้อยยังไม่มีใครยืนยันได้ก็ตาม

        

ประทับใจในภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนกัน   เลยมายึดอาชีพเดียวกันกับครูปิยะ   แม้ว่าครูเอียดจะไม่ใช่ครูบ้านนอก  แต่การปฏิบัติของครูปิยะในภาพยนตร์ยังอยู่ในใจตลอดมา  และถือเป็นแนวปฏิบัติในการสร้างสรรค์เยาวชนให้เป็นคนดี

ขอบคุณที่เล่าเรื่องดีๆให้ฟัง

  • เคยดูรายการอะไรไม่แน่ใจ นักเรียนเขาก็ไม่มีรองเท้าและเสื้อก็เก่า เขามีอมยิ้ม 1 อันเขาแบ่งกันกินน่ารักมากคะ

ขอบคุณครับคุณแผ่นดิน

ครูสอนหนังสือเกิดจากระบบ ครูสอนคนเกิดจากตัวครูเอง

โลกเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ระบบก็เปลี่ยนแปลงตาม

แต่กระผมเชื่อว่าความเป็นครูสอนคนยากจะเปลี่ยนแปลง

ปล. ช่วงลงไปนครฯ ขากลับหากมีเวลาแวะเที่ยวประจวบฯ ยินดีต้อนรับนะครับ ติดต่อที่เบอร์ 0899778987

ขอส่งความสุขสวัสดีปีใหม่

ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ขอให้คุณแผ่นดินและบุคคลอันเป็นที่รักประสบแต่สิ่งที่ดีงาม ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภยันตรายทั้งปวงนะครับ

ประชาชน
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

เคยดูตอนเด็กๆ ยังจำได้ สภาพผมตอนเด็กก็เหมือนลูกศิษย์ครู ปิยะ น่ะเเหละมอมๆ ไม่มีรองเท้า เสื้อสีกากีเก่าๆเมื่อคืนก็เลยเปิดดูอีกรอบ(สั่งซื้อมาสะสม) เศร้ามากน้ำตาจะไหล..........

ผู้ยึดมั่นในอุดมคติ(สภานิสิต๕๑)
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

ไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อเข้าสู่ปี ๒๕๔๘ ได้มาเป็นนิสิตที่ มมส สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ ๑ อาจารย์ธัญญาได้เปิดเรื่อง ครูบ้านนอกให้ดู ครั้งแรกที่ดูก็ประทับใจมาก ตลอดระยะเวลาสี่ปีที่อยู่ที่นี่เรื่องนี้ผมดูไม่น้อยกว่าสิบรอบแล้ว และยังได้อ่านฉบับของครูคำหมาน คนไค ที่เขียนเป็นนวนิยายก่อนถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ก็อ่ายหลายครั้งพอสมควร และมีบางอย่างที่ในภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนอเอาไว้ อยากฝากผู้ที่เคยดูแต่ภาพยนตร์ลองอ่านดูบ้างจะได้เห็นอะไรบางอย่างที่มากกว่าเดิม ยอมรับว่าชอบและจะยึดมั่นเป็นแบบอย่างตลอดไป

สหายเฉลิมพล
IP: xxx.42.83.243
เขียนเมื่อ 

ได้ดูหนังเรื่องนี้เเล้ว บอกว่าเข้ากับอุดมการณ์และความรู้สึกของตัวเองจริงๆครับ พี่นัส

แต่ว่าฉากจบก็แสดงให้เห็นเลยว่าความอยุติธรรมในสังคมมันมีเสมอมา ผมเองเห็นฉากที่ครูปิยะโดนยิงเสียชีวิตแล้วก็เศร้าใจ ครับ

พิม
IP: xxx.42.98.64
เขียนเมื่อ 

หลงรักครูปิยะเลยละ

toom
IP: xxx.53.106.51
เขียนเมื่อ 

ผมอ่านนิยายครูบ้านนอกเป็นนิยายที่สอนให้ผมรู้จักรการเสียสละมากขึ้นเป็นนิยายที่ดีมากๆ