
ศึกษาวิเคราะห์ความหมาย ความเป็นมา และพัฒนาการของ "หอเสื้อวัด" ในมิติความเชื่อของล้านนา: จากรากฐานผีพื้นเมืองสู่พุทธศาสนาแบบผสมผสาน
"A Study of the Meaning, Origins, and Evolution of 'Ho Suea Wat' in Lanna Belief Systems: From Indigenous Animism to Syncretic Buddhism"
บทคัดย่อ (Abstract)
บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ความหมาย นัยยะแฝง พลวัต และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ "หอเสื้อวัด" หรือ "หอผี" ในอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคแว่นแคว้น จนถึงยุครัฐชาติสมัยใหม่ โดยวิเคราะห์ผ่านกรอบแนวคิดทางมานุษยวิทยาศาสนา (Anthropology of Religion) ทฤษฎีหน้าที่นิยม (Functionalism) คติชนวิทยา และแนวคิดเรื่องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Space) การศึกษาพบว่า หอเสื้อวัดมิใช่ความเชื่อทางพุทธศาสนาที่แท้จริงในเชิงปรมัตถธรรมที่มุ่งเน้นการหลุดพ้น และไม่ได้เป็นเพียงความงมงายที่หลงเหลือจากยุคโบราณ แต่เป็น "นวัตกรรมทางวัฒนธรรม" และผลผลิตอันแยบคายของการปะทะสังสรรค์ ตลอดจนการผสมผสานทางความเชื่อ (Religious Syncretism) ระหว่าง "ลัทธิวิญญาณนิยม" (Animism) ซึ่งเป็นรากฐานโครงสร้างทางสังคมเดิมอันหยั่งรากลึกของชนพื้นเมือง กับ "พุทธศาสนาเถรวาท" ที่หลั่งไหลเข้ามาในฐานะอุดมการณ์ของรัฐ คณะสงฆ์และชนชั้นปกครองล้านนาได้ใช้นโยบายประนีประนอมเชิงโครงสร้าง โดยการชุบตัว ลดทอนสถานะ และเปลี่ยนผ่าน (Transform) "ผี" ให้กลายเป็น "ผู้พิทักษ์พุทธศาสนา" การสถาปนาพื้นที่ของผีไว้ในขอบชายแดนของเขตพุทธาวาส แท้จริงแล้วคือเครื่องมือทางจิตวิทยา กลไกในการจัดระเบียบสังคม (Social Control) ตลอดจนกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากร เพื่อควบคุมจริยธรรมของฆราวาส รักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างพุทธศาสนากับวิถีชีวิตชาวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตราบจนถึงปัจจุบัน
คำสำคัญ: หอเสื้อวัด; พุทธศาสนาแบบผสมผสาน; กลไกการควบคุมทางสังคม; ล้านนา
นี่คือบทแปลที่แนะนำครับ:
Abstract
This academic article analyzes the meaning, underlying implications, dynamics, and historical evolution of “Hor Suea Wat” (the temple’s guardian spirit shrine) or “Hor Phi” (the spirit house) in the Lanna Kingdom, spanning from the prehistoric and principalities eras to the modern nation-state. This study is conducted through the conceptual frameworks of the anthropology of religion, functionalism, folklore studies, and the concept of sacred space.The findings reveal that Hor Suea Wat is neither an authentic Buddhist belief in terms of Paramattha-dhamma (ultimate truth) aimed at liberation, nor merely an ancient superstition. Instead, it serves as a "cultural innovation" and a sophisticated byproduct of religious syncretism—the dynamic interaction and synthesis between indigenous animism, which formed the deeply rooted social structure of the locals, and Theravada Buddhism, which flowed in as the state ideology. The Lanna monastic order (Sangha) and the ruling class employed a policy of structural compromise by rehabilitating, subordinating, and transforming "spirits" into "guardians of Buddhism."Ultimately, establishing the spirit's domain on the periphery of the Buddhavasa (the sacred monastic zone) serves as a psychological tool, a mechanism of social control, and a resource management strategy. This effectively regulates lay morality, safeguards monastic discipline, and seamlessly bridges Buddhism with the villagers' way of life up to the present day.
1. นิรุกติศาสตร์ คติชนวิทยา และโลกทัศน์: ทำความเข้าใจรากศัพท์และสถาปัตยกรรมของ "เสื้อวัด"
ก่อนที่จะทำการสืบสาวราวเรื่องไปถึงพลวัตในอดีตกาลระดับโครงสร้าง จำเป็นต้องทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริง โลกทัศน์ ตลอดจนลักษณะทางกายภาพที่ซ่อนอยู่ในคำว่า "ผีเสื้อ" ในบริบทล้านนาและกลุ่มชาติพันธุ์ไท-กะได (Tai-Kadai) เสียก่อน
คำว่า "เสื้อ" ในภาษาล้านนาโบราณ รวมถึงภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มต่างๆ ที่กระจายตัวอยู่ในอุษาคเนย์ตอนบน (เช่น ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทดำ ไทเขิน) นักภาษาศาสตร์และนักคติชนวิทยาสันนิษฐานว่ามีรากศัพท์และเกิดการกลายเสียง (Sound shift) มาจากคำว่า "เชื้อ" ซึ่งมีความหมายนัยยะถึง เชื้อสาย สายเลือด บรรพบุรุษ หรือต้นตระกูลผู้ให้กำเนิดที่มีสายสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและสังคมร่วมกัน ดังนั้น คำว่า "ผีเสื้อ" ในบริบทนี้จึงมิได้มีความหมายเกี่ยวข้องกับแมลงมีปีกสีสันสวยงาม (ซึ่งภาษาล้านนาถิ่นเรียกว่า "แมงก่ำเบ้อ" หรือ "แมงพับเพิบ") แต่อย่างใด หากแต่หมายถึง ดวงวิญญาณของบรรพชน ปฐมบรรพบุรุษ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับท้องถิ่นที่มีหน้าที่ในการปกปักรักษา คุ้มครอง และควบคุมพฤติกรรมของผู้คนในอาณาบริเวณหนึ่งๆ ให้อยู่ในจารีต
ในโครงสร้างระบบความเชื่อและจักรวาลวิทยาของล้านนา (Lanna Cosmology) ไม่ได้มองว่าวิญญาณทุกดวงมีสถานะเท่าเทียมกัน แต่มีการจัดระเบียบและการแบ่งลำดับชั้น (Hierarchy of Spirits) ของ "ผีเสื้อ" อย่างเป็นระบบระเบียบ โดยอิงกับขนาดของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ โครงสร้างทางสังคม และอำนาจการปกครองระดับรัฐ ได้แก่:
- ผีเสื้อเมือง (ระดับมหภาค/รัฐ): อารักษ์ระดับแว่นแคว้น คุ้มครองเมืองทั้งเมือง มักเป็นวิญญาณของกษัตริย์ ปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมือง หรือวีรบุรุษทางวัฒนธรรม เช่น เสื้อเมืองเชียงใหม่ (มักผูกโยงกับเสาอินทขีล หรือกษัตริย์ราชวงศ์มังราย) มีการจัดพิธีเซ่นสรวงระดับรัฐที่มีกษัตริย์หรือเจ้าเมืองเป็นประธาน
- ผีเสื้อบ้าน (ระดับจุลภาค/ชุมชน): อารักษ์ระดับหมู่บ้าน มักเป็นดวงวิญญาณของผู้ก่อตั้งหมู่บ้านคนแรก หรือผู้นำทางจิตวิญญาณของตระกูล (ผีปู่ย่า) ที่คอยดูแลลูกหลานในชุมชนให้คลาดแคล้วจากโรคระบาด ภัยแล้ง และเป็นผู้พิจารณาความขัดแย้งในหมู่บ้าน
- ผีเสื้อทุ่ง / ผีเสื้อฝาย (ระดับนิเวศวิทยาและการผลิต): อารักษ์ที่ดูแลระบบนิเวศ ท้องนา แหล่งน้ำ และระบบชลประทานพื้นบ้าน (เหมืองฝาย) เพื่อควบคุมให้การจัดสรรน้ำเป็นธรรมและผลผลิตทางการเกษตรอุดมสมบูรณ์
- ผีเสื้อวัด หรือ เสื้อวัด (ระดับศาสนสถาน): อารักษ์เฉพาะกิจที่ดูแลรักษารูปลักษณ์ ศาสนวัตถุ ทรัพย์สิน และทรัพยากรบุคคลภายในเขตอาวาส (วัด)
เมื่อพิจารณาทางกายภาพ หอเสื้อวัด จึงหมายถึง สถาปัตยกรรมจำลองขนาดเล็ก ที่สร้างขึ้นภายในขอบเขตของวัด ลักษณะทางสถาปัตยกรรมมักสะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิม ผสมผสานกับศิลปะท้องถิ่น มักสร้างในลักษณะคล้ายศาลพระภูมิ ศาลเพียงตา หรือเรือนไม้ขนาดเล็กประดับด้วยยอดกาแล หรือทำเป็นทรงปราสาทล้านนาขนาดย่อม เพื่อเป็นพื้นที่สถิต (Microcosm) ของ "ผีเสื้อวัด" ชาวล้านนาเชื่อว่าวิญญาณที่มาสถิตมักจะเป็นดวงวิญญาณของอดีตเจ้าอาวาสผู้ทรงศีลที่มรณภาพไปแล้วแต่ยังมีจิตผูกพันห่วงใยวัด วิญญาณของผู้บริจาคที่ดิน (ทานที่ดิน/ศรัทธาเค้า) เพื่อสร้างวัด หรือในหลายกรณีคือเทวดาและผีป่าพื้นเมืองที่ถูกอำนาจแห่งพระพุทธคุณปราบจนสิ้นพยศ แล้วยอมปวารณาตนเป็นผู้รับใช้ศาสนสถานแห่งนั้นตราบชั่วกัลปาวสาน
2. ปฐมบทแห่งความเชื่อ: ยุคก่อนพุทธศาสนาและระบบกฎหมายจารีต "ผีเป็นใหญ่" (ก่อนพุทธศตวรรษที่ 13 / ก่อน พ.ศ. 1204)
หากจะเล่าเรื่องราวพลวัตนี้ให้เห็นภาพอย่างลึกซึ้งประดุจการเปิดพงศาวดาร ต้องย้อนกลับไปในยุคที่ดินแดนลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยปัจจุบัน ยังปราศจากแนวคิดเรื่อง "วัด" "พระสงฆ์" หรือ "พระรัตนตรัย" ปรากฏอยู่เลย
ในยุคก่อนการก่อตั้งอาณาจักรหริภุญชัย (ก่อน พ.ศ. 1204) สังคมของชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม (เช่น ชาวลัวะ หรือ ละว้า ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม) ดำเนินชีวิตและจัดระเบียบสังคมอยู่ภายใต้ "ลัทธิวิญญาณนิยม" (Animism) อย่างสมบูรณ์แบบ ในยุคที่มนุษย์ยังต้องเผชิญกับความโหดร้ายของธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งโรคระบาด สัตว์ร้าย และภัยพิบัติ "ผี" จึงกลายเป็นตัวแทนของพลังธรรมชาติเหล่านั้น กฎหมาย จารีตประเพณี และการตัดสินคดีความทั้งหมดในชุมชนถูกควบคุมและพิพากษาโดยอำนาจเหนือธรรมชาติ
ชาวพื้นเมืองเชื่อว่าธรรมชาติทุกสรรพสิ่งมีวิญญาณสถิตอยู่ ผีป่า ผีเขา ผีน้ำ และที่ทรงอิทธิพลและใกล้ชิดมนุษย์ที่สุดคือ "ผีบรรพบุรุษ" ผู้คนในยุคนั้นตั้งศาลผีไว้ตามโคนต้นไม้ใหญ่ ป่าต้นน้ำ หรือป่าละเมาะท้ายหมู่บ้าน ซึ่งมักเรียกว่า "ดงหอ" หรือ "ป่าผี" เพื่อเซ่นสรวงสังเวยด้วยเลือด เนื้อสัตว์ดิบ (เช่น ควายทุย) และสุรา (เหล้าอุ/เหล้าขาว)
ในยุคนี้ "ผีคือผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นผู้ออกกฎหมาย และอยู่บนยอดพีระมิดแห่งความเชื่อ" สังคมยังไม่มีแนวคิดเรื่องบาป-บุญ นรก-สวรรค์ หรือกฎแห่งกรรมตามหลักพุทธศาสนา มีเพียงกฎของชุมชนที่ว่าด้วยการ "ทำตามจารีต" หรือ "ฝืนจารีต" หากผู้ใดละเมิดกฎของผี ทำผิดผี หรือทำผิดบรรทัดฐานของสังคม (เช่น การสมสู่ในสายเลือดเดียวกัน การทะเลาะเบาะแว้งจนเลือดตกยางออกในเขตหมู่บ้าน หรือการตัดไม้ในป่าต้นน้ำ) จะเกิดสภาวะที่เรียกว่า "ขึด" (ความอัปมงคลขั้นร้ายแรง หรือ Taboo)
สภาวะ "ขึด" นี้ไม่ได้ส่งผลร้ายเฉพาะตัวผู้กระทำ แต่เชื่อว่าจะนำมาซึ่งภัยพิบัติแก่ "ส่วนรวม" เช่น ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เกิดโรคห่าระบาด หรือพืชผลล้มตาย การแก้ "ขึด" ทำได้เพียงการจัดพิธีขอขมาและสังเวยผีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยชีวิตสัตว์เท่านั้น ความกลัวผีและการกลัวขึด จึงเป็น "กลไกการควบคุมทางสังคม" (Social Control Mechanism) เพียงหนึ่งเดียวที่ร้อยรัดสังคมกลุ่มชาติพันธุ์ให้อยู่ร่วมกัน เคารพผู้อาวุโส และไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างสะเปะสะปะ
3. การปะทะสังสรรค์ทางอุดมการณ์: เมื่อพุทธศาสนาเดินทางมาถึงดินแดนผี (พ.ศ. 1204 - 1839)
เสด็จจากแคว้นละโว้ (รัฐเครือข่ายของทวารวดี) มาสถาปนาและครองเมืองหริภุญชัย (ลำพูนปัจจุบัน) ราว พ.ศ. 1204 พระองค์มิได้นำมาเพียงไพร่พล แต่ทรงนำเอา พุทธศาสนาเถรวาทแบบมอญทวารวดี พระไตรปิฎก นักปราชญ์ ราชบัณฑิต และช่างฝีมือชั้นสูง ขึ้นมาด้วย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้คือครั้งแรกที่ "พุทธศาสนา" ซึ่งเป็นตัวแทนของความเจริญ อารยธรรม เมือง และเหตุผล ได้เผชิญหน้าและปะทะสังสรรค์ (Cultural encounter) กับ "ลัทธิผี" ซึ่งเป็นตัวแทนของความเชื่อท้องถิ่น ป่า และธรรมชาติ อย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลากว่า 600 ปีของการดำรงอยู่ของอาณาจักรหริภุญชัย พุทธศาสนายังคงมีลักษณะเป็น "ศาสนาของชนชั้นนำ" (Elite Religion) ที่จำกัดการเข้าถึงและเจริญรุ่งเรืองอยู่เฉพาะในเขตราชสำนัก กำแพงเมืองหลวง และกลุ่มขุนนางชั้นสูง ในขณะที่ชาวบ้าน ไพร่พล และชนพื้นเมืองดั้งเดิมอย่างชาวลัวะที่อาศัยอยู่รอบนอกเมืองหรือตามหุบเขา ยังคงนับถือผีเสื้อบ้าน ผีปู่ย่า มี "ม้าขี่/ที่นั่ง" (ร่างทรง) และ "ปู่จารย์" เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างเหนียวแน่น
ชนชั้นปกครองหริภุญชัยตระหนักดีว่า การพยายามใช้พุทธศาสนาแบบบริสุทธิ์เพื่อลบล้าง ขุดรากถอนโคน หรือสั่งห้ามการนับถือผีอย่างฉับพลันนั้น เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติและอาจก่อให้เกิดการต่อต้านหรือกบฏจากชนพื้นเมือง เพราะความเชื่อเรื่องผีฝังรากลึกในวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศซึ่งพุทธศาสนาแบบโลกุตตระ (มุ่งนิพพาน) ไม่อาจตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้าได้ สังคมในยุคนี้จึงเกิดสภาวะ "การนับถือศาสนาคู่ขนาน" (Parallel Religious Practice)
กล่าวคือ ชาวเมืองอาจไปทำบุญตักบาตร ไหว้พระเจดีย์ที่วัดในวันสำคัญทางศาสนาเพื่อหวังผลบุญในชาติหน้า แต่เมื่อเกิดวิกฤตในชีวิตประจำวัน เช่น ความเจ็บป่วยทางกาย วัวควายสูญหาย หรือต้องการอ้อนวอนขอฝน พวกเขาก็ยังคงเข้าป่าไปเซ่นไหว้ผีเช่นเดิม พุทธและผียังคงแยกขาดจากกันในเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน "วัด" คือพื้นที่ของพระและชนชั้นนำ "ดงหอ" คือพื้นที่ของผีและชาวบ้าน การหลอมรวมทางวัฒนธรรมยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในยุคนี้
4. วิวัฒนาการและการก่อกำเนิด "หอเสื้อวัด": นโยบายประนีประนอมแห่งรัฐและการรวมชาติพันธุ์ (พ.ศ. 1839 - 1984)
จุดเปลี่ยนสำคัญและจุดเริ่มต้นของการนำ "หอผี" ก้าวข้ามกำแพงอิฐเข้ามาตั้งในขอบเขตของ "วัด" อย่างเป็นรูปธรรม เกิดขึ้นในยุค ราชวงศ์มังราย ซึ่งเป็นยุคแห่งการรวบรวมและสร้างอาณาจักรล้านนาให้เป็นปึกแผ่น
เมื่อพญามังรายมหาราชทรงตีเมืองหริภุญชัยแตก และทรงสถาปนานครเชียงใหม่เป็นราชธานีแห่งใหม่ในปี พ.ศ. 1839 พระองค์ทรงต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองอันใหญ่หลวง คือการรวบรวมผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่มีรากเหง้าความเชื่อต่างกัน ทั้งชาวลัวะ (ชนพื้นเมืองเดิม), มอญ (ชาวเมืองหริภุญชัยที่เคร่งพุทธ), ไทเขิน, ไทลื้อ และไทหยวน ให้ยอมรับในพระราชอำนาจและหลอมรวมเป็นพลเมืองของรัฐเดียวกัน การจะปกครองรัฐที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ต้องอาศัย "พุทธศาสนา" เป็น อุดมการณ์หลักของรัฐ (State Ideology) เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นทางจิตใจ
คณะสงฆ์ล้านนาในยุคนั้น (โดยเฉพาะนิกายป่าแดง หรือ พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ที่นำเข้ามาจากลังกาซึ่งมีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยสูง) เริ่มมีบทบาทเชิงรุกในการเผยแผ่ศาสนาลงสู่ระดับชุมชนหมู่บ้าน ไม่จำกัดอยู่แค่ในราชสำนักอีกต่อไป
ทว่า คณะสงฆ์และชนชั้นนำตระหนักถึงอุปสรรคสำคัญว่า การจะดึงชาวบ้านทั่วไปให้หันมาศรัทธาเข้าวัด ปฏิบัติตามศีลห้า และละทิ้งการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อบูชาผีป่าผีเขานั้น ต้องไม่ใช้วิธีรุนแรง สร้างความขัดแย้ง แตกหัก หรือทำลายล้างศาลผีที่ชาวบ้านเคารพรัก เพราะนั่นเท่ากับเป็นการทำลายรากฐานทางสังคมและอาจก่อให้เกิดความระแวงต่อศาสนาพุทธ
คณะสงฆ์ล้านนาร่วมกับปราชญ์ราชสำนัก จึงได้คิดค้นอุบายอันชาญฉลาดในเชิงจิตวิทยาและรัฐศาสตร์ คือการ "ชุบตัวผีให้กลายเป็นพุทธ" (Buddhicization of Animism)
ความคิดที่จะอนุญาตให้ตั้งหอผีในบริเวณวัดเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นระบบในช่วง พุทธศตวรรษที่ 20 (ราว พ.ศ. 1900 เป็นต้นมา) คณะสงฆ์ได้อนุญาตและสร้างวาทกรรมเชิญชวนให้ชาวบ้านอัญเชิญ "ผี" ที่เคยอยู่ตามป่าดงดิบ เข้ามาร่วมสร้างบุญบารมี ฟังธรรม และปกปักรักษาวัด แต่กระบวนการนี้มีกุศโลบายและเงื่อนไขเชิงพื้นที่ (Spatial condition) ที่สะท้อนถึงนัยยะทางอำนาจอย่างแยบคาย ว่าในที่สุดแล้ว "พุทธ" ต้องมีอำนาจเหนือกว่า "ผี" ดังปรากฏใน 2 มิติหลัก:
- การลดทอนสถานะและเปลี่ยนผ่านบทบาท (Demotion and Transformation) ผีป่า ผีเขา หรือยักษ์ ที่เคยยิ่งใหญ่ ดุร้าย และเรียกร้องเครื่องเซ่นไหว้เป็นเลือดเนื้อของสัตว์หรือมนุษย์ (เช่น ตำนานปู่แสะย่าแสะ) ถูกนำมาร้อยเรียงในตำนานว่าพ่ายแพ้ต่อพุทธานุภาพของพระพุทธเจ้า หรือถูกเทศนาสั่งสอนจนละทิ้งความดุร้าย ผีเหล่านี้ถูกนำมาไว้ในวัด แต่ต้องถูกปรับเปลี่ยนสถานะจาก "เจ้าผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จผู้ชี้เป็นชี้ตาย" มาเป็นเพียง "รุกขเทวดา", "ธรรมบาล" (ผู้พิทักษ์ธรรม) หรือสวมบทบาท "อุบาสก/อุบาสิกา" สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผีเสื้อวัด ถูกสั่งห้ามรับเครื่องเซ่นไหว้ที่เป็นเนื้อดิบ เลือด หรือสุราโดยเด็ดขาด (การห้ามปาณาติบาต) อนุญาตให้รับเพียงผลไม้ ขนมหวาน มะพร้าว กล้วย น้ำขมิ้นส้มป่อย และดอกไม้เท่านั้น กระบวนการนี้คือการทำให้ผีมี "ความเป็นพุทธ" และมีศีลธรรมมากขึ้น
- การจัดวางพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม (Spatial and Architectural Hierarchy) การตั้ง "หอเสื้อวัด" มีกฎเกณฑ์ทางผังเมืองและผังวัด (Temple Layout) ที่เข้มงวดมาก หอเสื้อวัด ห้าม ตั้งอยู่ด้านหน้า ตรงกลาง หรือสูงกว่าวิหาร ลานพระเจดีย์ หรืออุโบสถโดยเด็ดขาด จะต้องถูกจัดวางไว้ในพื้นที่ขอบชายแดนของความศักดิ์สิทธิ์ (Liminal Space) เช่น บริเวณมุมกำแพงวัดด้านหลัง ทิศตะวันตก หรือซ่อนอยู่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ (เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไม้สลี หรือต้นมะขาม) เสมอ การจัดวางผังระดับต่ำ-สูง หน้า-หลัง เช่นนี้ เป็นสัญลักษณ์กึ่งภาษา (Semiotic) ที่ประกาศให้สังคมรับรู้ว่า แม้ผีจะมีอำนาจดูแลจัดการเรื่องทางโลก แต่สุดท้าย "ผี" ก็ต้องสยบยอม ยอมก้มหัว และอยู่ภายใต้ร่มเงาบารมีของ "พระพุทธเจ้า" ผู้เป็นประธานสูงสุดของพื้นที่แห่งนี้
5. ยุคทองของล้านนา: หอเสื้อวัดกับสถาบันเครื่องมือควบคุมทางสังคมและจิตวิทยา (พ.ศ. 1984 - 2030)
ในสมัย พระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984 - 2030) ถือเป็นยุคทองทางเศรษฐกิจ การทหาร และจุดสูงสุดของการศาสนาในประวัติศาสตร์ล้านนา อาณาจักรแผ่ขยายอำนาจกว้างใหญ่ไพศาลไปถึงรัฐฉานและเชียงรุ่ง มีการจัดสังคายนาชำระพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก ณ วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) เชียงใหม่ สถาบันสงฆ์มีความเข้มแข็ง เป็นระบบระเบียบสูงสุด และมีอิทธิพลต่อความคิดของผู้คนอย่างมหาศาล ในยุคนี้เองที่แนวคิดเรื่อง "หอเสื้อวัด" ได้รับการจัดตั้งเป็น "สถาบันทางจิตวิญญาณ" ควบคู่กับสถาบันสงฆ์อย่างสมบูรณ์แบบในแทบทุกวัด
คติความเชื่อเรื่อง "ผีเสื้อวัด" ถูกปัญญาชนล้านนา (พระมหาเถระ ราชบัณฑิต และปู่จารย์) ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันทางมานุษยวิทยาให้ทำหน้าที่เป็น "เครื่องมือควบคุมทางสังคม" (Social Sanction and Control Instrument) ในการรักษาพระธรรมวินัย พิทักษ์ทรัพย์สมบัติของวัด และจัดการความประพฤติของคนในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยแบ่งออกเป็น 3 ประการหลัก:
- บุคลาธิษฐานแห่งอดีตเจ้าอาวาสและการเชื่อมโยงทางจิตใจ คณะสงฆ์และผู้นำชุมชนร่วมกันสร้างเรื่องราวและตอกย้ำความเชื่อที่ว่า หอเสื้อวัดคือที่พำนักของดวงวิญญาณอดีตเจ้าอาวาส (ครูบา) หรือพระเถระรุ่นก่อนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและเป็นที่เคารพรักของชุมชน ด้วยความห่วงใยในพระพุทธศาสนาและลูกศิษย์ ทำให้ท่านยังไม่ไปจุติในสรวงสวรรค์ชั้นสูง แต่เลือกที่จะกลายเป็นดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ (ผีสางเทวดา) คอยดูแลวัด สิ่งนี้สร้างความผูกพันทางอารมณ์และจิตใจ (Emotional bond) ระหว่างชาวบ้านกับวัดได้อย่างลึกซึ้ง ตลอดจนเป็นการตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์และบารมีของพระเถระแม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว ชาวบ้านจึงรู้สึกว่าวัดไม่ใช่พื้นที่แปลกหน้า แต่มี "พ่อแม่ครูบาอาจารย์" คอยคุ้มครองอยู่
- การพิทักษ์ศีลของพระภิกษุและสามเณรผ่านความกลัว (Psychological Deterrence): ในบริบทสังคมโบราณที่ยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษา ชาวบ้านนิยมส่งบุตรหลานผู้ชาย (ขะโยมวัด) มาบวชเรียนเป็นสามเณรเพื่อศึกษาหนังสือ อักขระล้านนา และขัดเกลานิสัย การควบคุมเด็กวัยรุ่นและชายฉกรรจ์จำนวนมากให้อยู่ในกรอบ หรือแม้แต่พระภิกษุที่อาจหย่อนยานทางพระวินัยด้วยกฎระเบียบปกติของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยาก คณะสงฆ์จึงใช้ "ความกลัวผี" อันเป็นสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ มาเป็นเครื่องมือจัดระเบียบ หากพระเณรรูปใดแอบทำผิดวินัย เช่น แอบกินข้าวเย็น แอบดื่มสุรา ขโมยเงินปัจจัย แอบหนีเที่ยวกลางคืน หรือประพฤติอนาจารสีกาในเขตวัด เชื่อกันว่าไม่ต้องรอให้เจ้าอาวาสหรือคณะสงฆ์จับได้ "ผีเสื้อวัดที่มีตาทิพย์จะลงโทษทันที" อาการลงโทษมักรุนแรงและฉับพลัน เช่น ทำให้เจ็บป่วยกะทันหัน ปวดท้องรุนแรงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ คุ้มคลั่งเสียสติ หรือที่ภาษาล้านนาเรียกว่าอาการ "ผีวัดขบ" (ถูกผีวัดกัดกิน) ความเชื่อนี้เปรียบเสมือนกล้องวงจรปิดทางจิตวิญญาณที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้พระเณรไม่กล้าล่วงละเมิดศีลแม้ในที่ลับตาคน กลอุบายนี้ช่วยรักษาภาพลักษณ์อันเมตตาของเจ้าอาวาสที่ไม่ต้องคอยดุด่าหรือลงโทษทางกายด้วยตนเอง แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอำนาจเหนือธรรมชาติ
- การปกป้องสมบัติและทรัพยากรของวัด (Asset Protection) วัดในยุคทองเป็นศูนย์กลางของความมั่งคั่ง ทั้งจากการบริจาคของกษัตริย์และประชาชน ทรัพย์สินของวัดมีตั้งแต่ พระพุทธรูปทองคำ ถ้วยชามสังคโลก เครื่องทองเหลือง คัมภีร์ใบลาน ไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ ดิน หิน ทราย และสระน้ำภายในวัด สิ่งเหล่านี้ถือเป็น "ของสงฆ์" หรือ "ธรณีสงฆ์" ที่ห้ามผู้ใดแตะต้อง นำไปเป็นของส่วนตัว หรือนำไปหากำไรโดยเด็ดขาด หอเสื้อวัดจึงทำหน้าที่เป็น "ยามรักษาการณ์หรือผู้คุมกฎเหนือธรรมชาติ" ที่ป้องกันไม่ให้โจรผู้ร้าย หรือแม้แต่ชาวบ้านที่มักง่าย เข้ามาเบียดบังทรัพย์สินของวัด หากผู้ใดขโมยของวัดแม้แต่เศษไม้ใบหญ้า จะพบกับความวิบัติในชีวิต ครอบครัวฉิบหาย หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง แนวคิดนี้นอกเหนือจากการปกป้องสิ่งของมีค่าแล้ว ยังขยายไปถึงการป้องกันการรุกล้ำขอบเขตที่ดินของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
นอกจากมิติการควบคุมแล้ว ในยุคนี้ยังปรากฏการผลิตซ้ำทางวัฒนธรรมผ่านตำนานปรัมปรา (Mythology) ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการกำเนิดหอเสื้อวัด บางวัดเล่าขานถึงตำนานของยักษ์ อมนุษย์ หรืองูใหญ่ ที่เคยก่อกวนชุมชน แต่พ่ายแพ้ต่อพุทธานุภาพและบทสวดมนต์ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง จึงยอมถอดเขี้ยวเล็บ สยบราบคาบ และสาบานตนเป็นข้ารับใช้คอยปกปักรักษาวัดนั้นๆ เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น ยิ่งเสริมสร้างศรัทธาในพุทธศาสนาให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยแสดงให้เห็นถึง "อำนาจที่เหนือกว่าของธรรมะ" ที่สามารถสยบและควบคุมอำนาจมืดหรือความดุร้ายของสิ่งเหนือธรรมชาติอื่นๆ ได้อย่างสิ้นเชิง นับเป็นกุศโลบายอันแยบยลที่ยืมเอาความเชื่อและสัญลักษณ์เดิมของผี มาเป็นปูนซีเมนต์เพื่อหนุนส่งและเสริมความมั่นคงให้กับอาคารแห่งความเชื่อใหม่ได้อย่างกลมกลืนไร้รอยต่อ
6. ความสำคัญ คติความเชื่อ และบทบาททางสังคมและนิเวศวิทยาในยุคปัจจุบัน
แม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) สังคมล้านนาสมัยใหม่จะเต็มไปด้วยเทคโนโลยี การแพทย์แผนปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และกฎหมายของรัฐชาติแบบตะวันตก แต่สถาปัตยกรรมขนาดเล็กอย่าง "หอเสื้อวัด" ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตามมุมวัดเกือบทุกแห่งในดินแดนภาคเหนือตอนบน (ล้านนา) โดยไม่ได้ถูกรื้อถอน ทำลาย หรือมองว่าเป็นสิ่งไร้ค่า ทว่าสถาบันทางจิตวิญญาณนี้กลับปรับตัว (Adaptation) ให้เข้ากับบริบทของยุคสมัย และยังคงทำหน้าที่ร้อยรัดมิติทางสังคม จิตใจ และสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าทึ่ง ดังนี้:
- ศูนย์รวมความมั่นคงทางจิตใจในวาระเปลี่ยนผ่านของชีวิต (Rites of Passage) หอเสื้อวัดยังคงเป็นหมุดหมายและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญในพิธีกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่านของชาวล้านนา ในกรณีที่ลูกหลานในชุมชนจะก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ (บรรพชาอุปสมบท/บวชนาค) หรือในกรณีที่มีคนต่างถิ่นย้ายเข้ามาอาศัยในชุมชน ขอพำนักในวัด (ขะโยมวัด/นักศึกษาที่มาอาศัยวัด) ตามธรรมเนียมล้านนาที่สืบทอดมา นอกจากการเข้ากราบสักการะพระประธานในวิหารแล้ว บุคคลนั้นจะต้องจัดเตรียม "สวยดอก" (กรวยใบตองเย็บอย่างประณีต ใส่ดอกไม้ ธูป เทียน ข้าวตอก) มาไหว้บอกกล่าวที่ "หอผีเสื้อวัด" เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่ ขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกหลาน และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันตราย ภูตผีปีศาจร้าย ระหว่างที่อาศัยอยู่ในอาณาบริเวณวัด การปฏิบัตินี้ในเชิงสังคมวิทยา คือกระบวนการแสดงความเคารพต่อระบบอาวุโส อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลพื้นที่ และเป็นการประกาศตนเพื่อรับการประเมินและยอมรับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของบรรทัดฐานชุมชน
- พิธีกรรมเชื่อมโยงชุมชน ระงับความขัดแย้ง และเสริมสร้างความสามัคคี (ประเพณีปีใหม่เมือง) ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือ ประเพณีปีใหม่เมืองล้านนา (โดยเฉพาะใน "วันพญาวัน" วันที่ 15 เมษายน ของทุกปี) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายศักดิ์สิทธิ์ของการเริ่มต้นวงรอบชีวิตใหม่ นอกจากชาวบ้านจะมาร่วมกันรดน้ำดำหัว (ขอขมาและขอพร) พระสงฆ์และผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนแล้ว พิธีกรรมระดับส่วนรวมที่ทุกวัดขาดไม่ได้คือการจัดเครื่องเซ่นไหว้ (ดอกไม้ น้ำขมิ้นส้มป่อย น้ำอบ น้ำหอม หมากพลู บุหรี่ และอาหารคาวหวานบางชนิดที่จัดอย่างประณีต ปราศจากเนื้อดิบ) ไปทำพิธี "ดำหัวผีเสื้อวัด" เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที และที่สำคัญที่สุดคือการ "ขอขมาลาโทษ" ในสิ่งที่ชาวชุมชน พระสงฆ์ หรือสามเณร อาจเคยล่วงเกินกฎของวัด ทั้งโดยกาย วาจา ใจ ตั้งใจและไม่ตั้งใจตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พิธีกรรมนี้เป็นการตอกย้ำสายสัมพันธ์อันดีระหว่างชุมชนกับผู้อุปถัมภ์เหนือธรรมชาติ และในทางจิตวิทยาสังคม (Social Psychology) พิธีกรรมนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกในการ "ล้างไพ่" (Catharsis) ช่วยปลดเปลื้องความรู้สึกผิด บรรเทาความตึงเครียด และระงับความขัดแย้งที่อาจหมักหมมอยู่ในชุมชน โดยใช้ความเชื่อที่มีร่วมกันเป็นศูนย์กลาง สร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้พร้อมเผชิญกับปีใหม่
- การรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรม (Ecological Conservation) ในมิติทางนิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology) การเลือกทำเลที่ตั้งของหอเสื้อวัด ซึ่งมักถูกกำหนดให้อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ (เช่น ต้นยางนา ต้นโพธิ์ ต้นตะเคียน) หรือกลุ่มไม้ป่าดั้งเดิมที่เหลืออยู่บริเวณชายขอบด้านหลังวัด ได้สร้างผลพลอยได้เชิงนิเวศวิทยาที่สำคัญยิ่ง ความเกรงกลัว เคารพ และความเชื่อเรื่องสภาวะลี้ลับในพื้นที่สถิตของผีเสื้อวัด ทำให้ชาวบ้านและแม้แต่พระสงฆ์เอง ไม่กล้าเข้าไปตัดต้นไม้ ถางป่า เก็บหาของป่า หรือทำลายพื้นที่สีเขียวในบริเวณดังกล่าว บริเวณรอบหอเสื้อวัดจึงรอดพ้นจากการถูกพัฒนาเป็นอาคารคอนกรีต และมักกลายเป็น "ป่าชุมชนขนาดย่อม" (Sacred Groves) หรือพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมพืชและสัตว์ท้องถิ่นดั้งเดิมภายในเขตศาสนสถาน นับเป็นกุศโลบายและภูมิปัญญาโบราณในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยังคงใช้ได้ผลอย่างยอดเยี่ยมในยุคปัจจุบัน เป็นการใช้ความศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเกราะกำบังปกป้องทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างแนบเนียน
- สัญลักษณ์ของการเป็นพื้นที่หลบภัยทางจิตวิญญาณระดับจุลภาค (Psychological Refuge) ในยุคทุนนิยมที่สังคมเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ความกดดันทางเศรษฐกิจ และความเครียด หอเสื้อวัดยังคงทำหน้าที่เป็นเสมือน "คลินิกเยียวยาจิตใจ" หรือพื้นที่หลบภัยทางจิตวิญญาณสำหรับผู้คน หลายครั้งที่ชาวบ้านเผชิญกับปัญหาทางโลกที่รุมเร้า หาทางออกไม่ได้ เช่น ปัญหาหนี้สิน ลูกหลานเกเร ของหาย หรือความเจ็บป่วยเล็กน้อย การจะไปอธิษฐานขอพรกับ "พระประธาน" หรือพระพุทธรูป ซึ่งเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง อาจดูเป็นเรื่องทางโลกียะหรือห่างไกลเกินไป (พระพุทธเจ้าอยู่สูงเกินกว่าจะมายุ่งเรื่องของหาย) ดังนั้น การได้มากราบไหว้ จุดธูปบอกกล่าว และระบายความทุกข์กับ "หอเสื้อวัด" ซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของบรรพบุรุษ ผู้อาวุโส หรือเทวดาที่ยังมีความเป็นมนุษย์และคุ้นเคยกับพื้นที่ จึงเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า การกระทำนี้สามารถช่วยบรรเทาความวิตกกังวล มอบความหวัง และสร้างกำลังใจในการสู้ชีวิตให้กับพวกเขาได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่พึ่งพิงทางจิตใจในระดับฐานรากนี้ ยังคงมีความจำเป็นและขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการแสวงหาปัญญาตามแนวทางพุทธศาสนากระแสหลัก
7. สรุป
เมื่อพิจารณาอย่างถ่องแท้ผ่านแว่นตาของนักประวัติศาสตร์และกรอบการวิเคราะห์ทางมานุษยวิทยาแล้ว จะประจักษ์ชัดว่า "หอเสื้อวัด" หรือ หอผีในอาณาบริเวณพุทธสถานนั้น มิใช่สัญลักษณ์ของความเชื่องมงาย ไร้เหตุผล ความล้าหลัง หรือเป็นเพียงสิ่งปฏิกูลตกค้างทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือจากยุคอนารยชนที่พุทธศาสนาไม่สามารถชำระล้างได้หมด หากแต่เป็น "นวัตกรรมทางวัฒนธรรมและภาพสะท้อนชั้นยอดของกระบวนการปรับตัว และนโยบายการประนีประนอมทางศาสนา" (Religious Compromise and Adaptation) ของรัฐและสังคมล้านนา
จากจุดเริ่มต้นในยุคดึกดำบรรพ์ที่ลัทธิบูชาผีและธรรมชาติเคยกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นกฎหมายเพียงหนึ่งเดียวที่ครอบงำเหนือชีวิตผู้คน เมื่ออารยธรรมพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาอย่างเต็มรูปแบบและกลายเป็นอุดมการณ์หลักของรัฐในราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 คณะสงฆ์และปัญญาชนล้านนาผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ไม่ได้เลือกใช้วิธีหักหาญน้ำใจ กวาดล้าง ทุบทำลาย หรือผลักไสศรัทธาดั้งเดิมของชาวบ้านให้เป็นสิ่งนอกรีต แต่กลับเลือกที่จะใช้สติปัญญาในการ "โอบกอด" ชุบตัว และ "เปลี่ยนผ่านบทบาท" (Transformative assimilation) ของผีป่าผีดงพื้นเมือง ให้ก้าวข้ามขอบเขตแห่งความป่าเถื่อน เข้ามาสวมชุดขาว ถือศีลแปด และรับบทบาทหน้าที่ใหม่ที่มีเกียรติในฐานะ "อุบาสก/เทวดาผู้พิทักษ์วัด"
สถาปัตยกรรมขนาดเล็กอย่างหอเสื้อวัด จึงได้แปรสภาพจากศาลผีที่เรียกร้องเลือดเนื้อและน่าสะพรึงกลัว กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งระเบียบวินัยทางสังคม เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาอันทรงพลังที่คอยประคับประคองทั้งศีลและจริยธรรมของพระภิกษุสงฆ์ ปกป้องพื้นที่สีเขียว ตลอดจนรักษาความสงบเรียบร้อยของพุทธศาสนิกชนระดับรากหญ้า การดำรงอยู่ของหอเสื้อวัดท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงตราบจนถึงทุกวันนี้ จึงเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญระดับสากลที่ยืนยันว่า "ความเชื่อดั้งเดิม" (ผี) และ "ศาสนาสากล" (พุทธ) ในแผ่นดินล้านนา สามารถค้นพบจุดสมดุล ผสมผสาน แบ่งปันพื้นที่ และอยู่ร่วมกันเพื่อเกื้อกูลสังคมได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้ร่มเงาของอัจฉริยภาพและภูมิปัญญาบรรพชนอย่างแท้จริง
บรรณานุกรม (References)
ชลาด์ชาย รมิตานนท์. (2527). ผีเจ้านายล้านนา. โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พระมหาดวงรัตน์ ฐิตรตโน, และคณะ. (2560). คติความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับผีของชาวล้านนา. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่, 3(2), 15-28.
มณี พยอมยงค์. (2547). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. ส.ทรัพย์การพิมพ์.
รัตนาพร เศรษฐกุล. (2544). ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจวัฒนธรรมแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน. สำนักพิมพ์ตรัสวิน.
ศรีศักร วัลลิโภดม. (2546). ความหมายพระบรมธาตุในสยามประเทศ. เมืองโบราณ.
สมหมาย เปรมจิตต์. (2540). พุทธศาสนาในล้านนา: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และสังคม. สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. (2553). ตำนานพระแก้วเจ้า. ใน งานปริวรรตคัมภีร์โบราณล้านนา (น. 58-76). รีไวว่า.
อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2527). พัฒนาการของระบบความเชื่อและพิธีกรรมในล้านนา. โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
อานันท์ กาญจนพันธุ์. (2544). มิติชุมชน วิธีคิดท้องถิ่นว่าด้วยสิทธิ อำนาจ และการจัดการทรัพยากร. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
Tambiah, S. J. (1970). Buddhism and the Spirit Cults in North-East Thailand. Cambridge University Press.