เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ในภิกษุสงฆ์ผู้ยอดเยี่ยมของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ จึงได้ตักน้ำใส่หม้อน้ำฉันจนเต็ม ในเวลาที่เราจะต้องการน้ำ จะเป็นยอดภูเขา ยอดไม้ ในอากาศหรือพื้นดิน น้ำย่อมเกิดแก่เราทันที

มหาวัจฉเถรคาถา

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๘ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

๒. มหาวัจฉเถรคาถา

ภาษิตของพระมหาวัจฉเถระ

        ทราบว่า ท่านพระมหาวัจฉเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า

        [๑๒] ภิกษุมีพลังปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีลและข้อปฏิบัติ

                มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ

                ฉันอาหารพออยู่ได้ ปราศจากราคะ (ความกำหนัดในกามคุณ)

                พึงรอเวลาเป็นที่ดับขันธปรินิพพานในพระศาสนานี้

--------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ ดัดแปลงมาจาก

อรรถกถามหาวัจฉเถรคาถา

         เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
         ได้ยินว่า ท่านได้ถวายน้ำดื่มให้เป็นทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ และแก่ภิกษุสงฆ์. ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ได้เป็นอุบาสกอีก ได้กระทำบุญกรรมเป็นอันมาก อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ด้วยบุญกรรมเหล่านั้น ท่านท่องเที่ยวไปในสุคติภพนั้นๆ แล้ว เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์นามว่าสมิทธิ ในนาลคาม แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้.
         เขาจึงมีชื่อว่ามหาวัจฉะ. เขาเจริญวัยแล้ว สดับความที่ท่านพระสารีบุตรเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วคิดว่าแม้ขึ้นชื่อว่าท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นผู้มีปัญญามาก ยังเข้าถึงความเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ชะรอยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแหละจักเป็นบุคคลผู้เลิศในโลกนี้ เกิดศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว ประกอบเนืองๆ ซึ่งกัมมัฏฐาน บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก.
         สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
         เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ในภิกษุสงฆ์ผู้ยอดเยี่ยมของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ จึงได้ตักน้ำใส่หม้อน้ำฉันจนเต็ม ในเวลาที่เราจะต้องการน้ำ จะเป็นยอดภูเขา ยอดไม้ ในอากาศหรือพื้นดิน น้ำย่อมเกิดแก่เราทันที ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน
         เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นแล้ว ฯลฯ อภิญญา ๖ เรากระทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
         ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ เพื่อจะให้เกิดความอุตสาหะแก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ด้วยการแสดงให้เห็นชัดซึ่งข้อที่พระศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม จึงได้ภาษิตคาถาว่า
         ภิกษุมีกำลังปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ บริโภคโภชนะตามมีตามได้ มีราคะไปปราศแล้ว พึงหวังได้ซึ่งกาลปรินิพพานในศาสนานี้ ดังนี้.
         ปัจจัย ๔ อันพระศาสดาทรงอนุญาตแล้วเพื่ออันใด คือเพื่อประโยชน์อันใด เพื่อประโยชน์อันนั้น คือเพื่อประโยชน์มีการตั้งอยู่แห่งกายเป็นต้น และการตั้งอยู่แห่งกายนั้น ก็เพื่ออนุปาทิเสสนิพพาน เพราะฉะนั้น เมื่อภิกษุบริโภคปัจจัยคือโภชนะ เพื่อประโยชน์แก่อนุปาทาทิเสสปรินิพพาน ต่อแต่นั้นก็พึงหวังกาลปรินิพพาน คือพึงคอยท่าอนุปาทาปรินิพพานกาลของตน ชื่อว่ามีราคะไปปราศแล้วในที่นี้ คือในพระศาสนานี้. อธิบายว่า ก็คุณธรรมข้อนี้ย่อมไม่มีแก่คนภายนอกผู้แม้มีราคะในกามทั้งหลายปราศไปแล้ว.