หากจะทำความรู้จัก “ย่านสามเสน” ในเขตดุสิตให้ลึกกว่าการมองผ่านถนน อาคาร หรือชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ศาสนสถานเก่าแก่ ที่ตั้งอยู่ในย่านนี้ เพราะวัด โบสถ์ และชุมชนรอบศาสนสถานเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าความเป็นมาของผู้คน เชื้อชาติ ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่ค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นริมแม่น้ำเจ้าพระยา
“สามเสน” จึงไม่ใช่เพียงย่านเก่าในกรุงเทพมหานคร แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนภาพของเมืองบางกอกในอดีต เมืองที่ผู้คนใช้แม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางสัญจร ค้าขาย และไปมาหาสู่กัน ก่อนที่ความเจริญของกรุงรัตนโกสินทร์จะค่อย ๆ ขยายตัวมายังพื้นที่แห่งนี้
จากเมืองบางกอกสู่ชุมชนริมเจ้าพระยา
ก่อนการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมืองบางกอกเป็นพื้นที่ที่ผู้คนตั้งถิ่นฐานอยู่ริมแม่น้ำและลำคลอง วิถีชีวิตของคนในชุมชนผูกพันกับสายน้ำอย่างใกล้ชิด ทั้งการเดินทาง การค้าขาย และการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
เมื่อกรุงรัตนโกสินทร์ลงหลักปักฐานที่เมืองบางกอก ความเจริญจึงเริ่มกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ชุมชนใหม่เกิดขึ้นมากมาย ขณะเดียวกันวัดวาอารามเก่าที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ได้รับการบูรณะ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนในชุมชน ย่านสามเสน เขตดุสิต จึงค่อย ๆ เติบโตขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน แม่น้ำเจ้าพระยา ลำคลอง และศาสนสถานที่ตั้งอยู่เคียงข้างชุมชนมาอย่างยาวนาน
วัดราชาธิวาส: จากวัดสมอรายสู่วัดแห่งพระราชา
หนึ่งในศาสนสถานสำคัญของย่านนี้คือ วัดราชาธิวาสวรวิหาร เดิมมีชื่อว่า วัดสมอราย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ในรัชกาลที่ 1 ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นใหม่
วัดสมอรายยังมีความสำคัญในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาไทย เพราะเป็นวัดที่เจ้าฟ้ามงกุฎ ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงผนวชและจำพรรษา ณ วัดแห่งนี้ ภายหลังพระองค์ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดราชาธิวาสวรวิหาร” ซึ่งมีความหมายว่า วัดที่ประทับของพระราชา และยังถือเป็นวัดแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกายในสยามประเทศอีกด้วย
วัดแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานเก่าแก่ริมเจ้าพระยา แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก ประวัติศาสตร์พุทธศาสนา และวิถีชุมชนในย่านสามเสนอย่างแนบแน่น
วัดเทวราชกุญชร: ร่องรอยอยุธยาในย่านดุสิต
ไม่ไกลจากวัดราชาธิวาส คือ วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร อีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่มีประวัติย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีชื่อว่า วัดสมอแครง ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าชื่อนี้อาจมาจากภาษาเขมรคำว่า “ถมอแครง” หมายถึง “หินแกร่ง”
ในสมัยรัชกาลที่ 4 วัดแห่งนี้ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวง และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า วัดเทวราชกุญชร ตามพระนามของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ากุญชร ผู้มีบทบาทในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ วัดเทวราชกุญชรจึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่สะท้อนว่า พื้นที่ริมเจ้าพระยาในย่านดุสิตมีชุมชนและศาสนสถานตั้งอยู่มาอย่างยาวนาน ก่อนที่กรุงเทพมหานครจะเติบโตเป็นเมืองใหญ่เช่นทุกวันนี้
เสน่ห์ของย่านสามเสนไม่ได้อยู่เพียงวัดวาอารามในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงศาสนสถานของคริสตชนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และสะท้อนความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่นี้ ในย่านเดียวกัน เราจะพบทั้งชุมชนชาวไทย ชาวเขมร ชาวญวน และคริสตชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของสามเสนที่หาได้ยากในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ
วัดคอนเซ็ปชัญ: โบสถ์คริสต์แห่งแรกของเมืองบางกอก
หนึ่งในศาสนสถานสำคัญคือ วัดคอนเซ็ปชัญ ซึ่งมีประวัติการก่อสร้างมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยพระสังฆราชชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนา ณ กรุงศรีอยุธยา ได้เดินทางมายังเมืองบางกอก และขอพระราชทานที่ดินบริเวณเหนือวัดสมอราย เพื่อสร้างวัดคริสต์และโรงพยาบาล
วัดคอนเซ็ปชัญจึงถือได้ว่าเป็น โบสถ์คริสต์แห่งแรกของเมืองบางกอก และเป็นศาสนสถานที่มีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาในประเทศไทย ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ชาวคริสต์จากกรุงศรีอยุธยาและเมืองบางกอกได้ลี้ภัยไปอยู่เขมร หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราช ชาวคริสต์เหล่านั้นจึงเดินทางกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับคริสตังชาวเขมรที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้
จากนั้นมิชชันนารีในเขมรยังได้นำคริสตังชาวโปรตุเกสและชาวเขมรเข้ามาอยู่ที่วัดคอนเซ็ปชัญเพิ่มเติม ทำให้ผู้คนเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดเขมร” และเรียกหมู่บ้านรอบวัดว่า “บ้านเขมร”
วัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์: เรื่องเล่าของบ้านญวนในสามเสน
อีกหนึ่งศาสนสถานสำคัญคือ วัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์ หรือที่รู้จักในปัจจุบันว่า วัดเซนต์ฟรังซิสเซเวียร์
ประวัติของวัดแห่งนี้เกี่ยวข้องกับชาวญวนคริสตังในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งที่กองทัพไทยไปตีญวน หลังสิ้นสุดสงคราม นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นคาทอลิกได้กราบทูลขอชาวญวนที่เป็นคริสตังเข้ามาพร้อมกับกองทัพ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานที่ดินบริเวณติดต่อกับวัดคอนเซ็ปชัญ และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้สร้างโบสถ์ขึ้น ใช้ชื่อว่า วัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์ ส่วนชุมชนรอบวัดแห่งนี้จึงเป็นที่รู้จักในชื่อ “บ้านญวน”
ศาสนสถานแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงโบสถ์คริสต์ที่งดงาม แต่ยังเป็นหลักฐานของการโยกย้ายถิ่นฐาน การอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างเชื้อชาติ และบทบาทของศาสนาในการหล่อหลอมชุมชน
เมื่อถนนเปลี่ยนวิถีชุมชน
เดิมทีชุมชนในย่านสามเสนผูกพันกับแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก แต่เมื่อมีการตัด ถนนสามเสน และการสร้างพระราชวังดุสิตในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบบการคมนาคมก็เริ่มเปลี่ยนจากทางน้ำมาสู่ทางบก การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อภูมิทัศน์ของชุมชนโดยตรง วัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์และบ้านญวนกลายเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้ถนน ขณะที่วัดคอนเซ็ปชัญและบ้านเขมรยังคงอยู่ลึกเข้าไปทางริมแม่น้ำ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ถนน แม่น้ำ ศาสนสถาน และชุมชน ล้วนมีความสัมพันธ์กันในการกำหนดรูปแบบชีวิตของผู้คนในแต่ละยุคสมัย
เมื่อมองสามเสนผ่านศาสนสถานเก่าแก่เหล่านี้ เราจะเห็นมากกว่าสถาปัตยกรรมหรือประวัติศาสตร์ของอาคารแต่ละแห่ง แต่จะเห็นความหลากหลายของผู้คนที่อยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทั้งชาวพุทธ ชาวคริสต์ ชุมชนบ้านเขมร ชุมชนบ้านญวน และผู้คนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่างมีส่วนร่วมในการสร้างเอกลักษณ์ของพื้นที่แห่งนี้
ความหลากหลายดังกล่าวส่งผลต่อวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ศิลปวัฒนธรรม ความเชื่อ ประเพณี และอาหารการกิน ทำให้ย่านสามเสนเป็นพื้นที่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เป็นย่านที่เดินเพียงไม่กี่ก้าว ก็อาจพบเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่หลังวัด โบสถ์ ซอยเล็ก ๆ หรือบ้านเรือนเก่าแก่ริมแม่น้ำ
ชวนเดินทางตามรอยศาสนสถานและวิถีชุมชน
สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสเสน่ห์ของชุมชนในเขตดุสิต ย่านสามเสนเป็นพื้นที่ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินชมศาสนสถานเก่าแก่ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน และสัมผัสบรรยากาศของเมืองเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา การเดินทางมาย่านนี้สามารถใช้ได้ทั้งรถส่วนตัว รถประจำทางหลายสาย เช่น สาย 3, 9, 16, 30, 32, 33, 49, 56, 65, 505 และ 524 หรือเลือกเดินทางทางน้ำด้วยเรือด่วนเจ้าพระยา มาลงที่ท่าเรือเทเวศร์หรือท่าเรือสะพานกรุงธน แล้วเดินหรือต่อรถเข้าสู่พื้นที่ชุมชน
บางครั้ง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาจไม่ได้เริ่มจากการไปยังสถานที่ที่โด่งดังที่สุด แต่อาจเริ่มจากการค่อย ๆ เดินผ่านชุมชนเก่า มองวัด มองโบสถ์ ฟังเรื่องเล่าของผู้คน และปล่อยให้พื้นที่นั้นค่อย ๆ เปิดเผยความทรงจำของตนเอง
กล่าวได้ว่าสามเสนคือย่านที่ศาสนสถานไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ตั้งอยู่ท่ามกลางชีวิตของผู้คน เป็นทั้งที่พึ่งทางใจ ศูนย์กลางชุมชน และหลักฐานของประวัติศาสตร์เมืองบางกอก วัดราชาธิวาส วัดเทวราชกุญชร วัดคอนเซ็ปชัญ และวัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์ ต่างทำหน้าที่เหมือนหมุดหมายทางความทรงจำ ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน เชื่อมโยงสายน้ำกับถนน เชื่อมโยงศาสนากับชุมชน และเชื่อมโยงผู้คนต่างวัฒนธรรมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเดียวกัน
นี่คือเสน่ห์ของ “สามเสน” ย่านเก่าในเขตดุสิตที่ไม่ได้มีดีเพียงความงามของศาสนสถาน แต่มีคุณค่าตรงที่ทุกสถานที่ยังคงเล่าเรื่องชีวิต ความศรัทธา และการอยู่ร่วมกันของผู้คนได้อย่างงดงาม......