สังคม-อารมณ์ศึกษา ในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025) Edited by Joseph A. Durlak, Celene E. Domitrovich, Joseph L. Mahoney เน้นที่ การศึกษา และเน้นที่เด็กและเยาวชน เมื่อเอ่ยถึง SEL ของผู้ใหญ่ (Adult SEL) ก็มองว่า เป็นเครื่องมือของการประพฤติตนเป็นตัวอย่างแก่เด็ก
แต่ผมคิดว่า TSEL ควรมีเป้าหมายใหญ่กว่านั้น คือนอกจากเพื่อสร้างคนที่มีการพัฒนาทั้งด้านนอก และด้านใน (Inner Development, IDGs) ควบคู่ไปกับการสร้างคนมีความรู้และทักษะในการทำมาหากิน เพื่อการดำรงชีวิตที่ดีแล้ว TSEL ควรมีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมน่าอยู่ (Well-being Society) ที่สมาชิกในสังคมทุกคนมีสุขภาวะไม่เฉพาะทางกาย และสถานะทางสังคม ยังมีสุขภาวะทางอารมณ์และสังคม ตามแนวทางของ TSEL ในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning
พลิกโฉมสังคมไทยสู่สังคมน่าอยู่ด้วย TSEL ในสถานประกอบการ
แนวคิด Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) มักเน้นที่บริบทของโรงเรียนและการพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นหลัก แต่หากต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกในสังคมไทย แนวคิดนี้ควรขยายไปสู่การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ในทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานประกอบการทุกรูปแบบ ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม กิจการในครัวเรือน องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยราชการ เพราะสถานที่ทำงานคือพื้นที่ที่ผู้ใหญ่ใช้เวลาในชีวิตประจำวัน และมีปฏิสัมพันธ์กัน มากที่สุด และเป็นพื้นที่สำคัญของการหล่อหลอมวัฒนธรรมทางสังคม
การนำ TSEL ไปใช้ในสถานประกอบการไทย ควรมุ่งพัฒนาสมรรถนะภายในของบุคลากร เช่น การรู้จักตนเอง การเข้าใจผู้อื่น การสื่อสารอย่างเคารพ และการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเรียนรู้ลักษณะนี้ช่วยสร้างบรรยากาศองค์กรที่ไว้วางใจกัน ลดความขัดแย้ง และเพิ่มพลังการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นรากฐานขององค์กรที่มีคุณภาพ และมีความสุข
ในทางปฏิบัติ องค์กรสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ TSEL ผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ เช่น เวทีสานเสวนาในองค์กร การสะท้อนคิดจากประสบการณ์ทำงานจริง การฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) การพัฒนาภาวะผู้นำที่เน้นความเข้าใจมนุษย์ และกิจกรรม service learning ที่ให้พนักงานร่วมทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนรอบองค์กร ในลักษณะเน้นการรับใช้สังคมเป็นหลัก ไม่ใช่เน้นเป้าหมาย CSR ขององค์การอย่างที่ปฏิบัติกันมา กระบวนการเช่นนี้ช่วยให้การพัฒนาสังคม-อารมณ์เชื่อมโยงกับการทำงานจริง เชื่อมโยงกับชีวิตจริง ของทุกผู้ทุกนาม ไม่ใช่เป็นเพียงการอบรมเชิงทฤษฎี
ในบริบทของหน่วยราชการไทย การนำ TSEL มาใช้ มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะระบบราชการมีบทบาทกำหนดทิศทางสังคม หากข้าราชการมีทักษะการรับฟังประชาชนอย่างลึกซึ้ง เข้าใจมุมมองที่หลากหลาย และมีจิตสำนึกต่อประโยชน์สาธารณะ ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพของการบริหารบ้านเมือง และสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
นอกจากนี้ องค์กรภาคธุรกิจยังสามารถใช้ TSEL เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาองค์กรสมัยใหม่ โดยเชื่อมโยงกับแนวคิดองค์กรที่ใส่ใจความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน (workplace well-being) และความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR หรือ ESG) การพัฒนาบุคลากรให้มีความตระหนักต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับความยั่งยืนของสังคม
หากสถานประกอบการในสังคมไทยจำนวนมากเริ่มใช้ TSEL เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ก็จะเกิดเครือข่ายการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ในสังคมที่กว้างขวาง เมื่อผู้คนจำนวนมากมีความสามารถในการเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และร่วมมือกันแก้ปัญหาสาธารณะ สังคมไทยก็จะค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่ “สังคมน่าอยู่” ที่มีทั้งความเจริญทางเศรษฐกิจและสุขภาวะทางสังคมและอารมณ์ควบคู่กันอย่างสมดุล
สื่อมวลชนกับวิถี TSEL: ฟันเฟืองมหภาคเพื่อการพลิกโฉมสังคมไทยให้น่าอยู่
แนวคิด สังคม-อารมณ์ศึกษา (Social and Emotional Learning – SEL) และแนวทาง Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) ที่เสนอในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning เน้นการพัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านระบบโรงเรียนเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง การพัฒนาด้านสังคมและอารมณ์ของมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น หากเกิดขึ้นใน “ระบบนิเวศทางสังคม” ที่กว้างขวาง ซึ่งรวมถึงครอบครัว ชุมชน สถานประกอบการ และสื่อมวลชนด้วย และผลกระทบของการพัฒนาดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่ในวงการศึกษาเท่านั้น แต่กระทบสุขขภาวะของคนทั้งสังคม
สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดบรรยากาศทางอารมณ์ของสังคม เพราะเป็นช่องทางหลักที่ผู้คนรับรู้เหตุการณ์ ข่าวสาร และความเห็นต่าง ๆ ในสังคม การนำเสนอข่าวที่เน้นความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือการกล่าวโทษกัน ย่อมกระตุ้นความกลัว ความโกรธ หรือความเกลียดชังในสังคม ในทางตรงกันข้าม การสื่อสารที่รับผิดชอบและรอบคอบสามารถช่วยสร้างความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความร่วมมือระหว่างผู้คน
ในมุมมองของ TSEL สื่อมวลชนจึงไม่ควรทำหน้าที่เพียงรายงานข่าวหรือให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ควรมีบทบาทในการช่วยให้สังคมเรียนรู้ร่วมกัน โดยการนำเสนอเรื่องราวของการแก้ปัญหา การอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ และตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างผู้คนหรือชุมชน การนำเสนอเช่นนี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้เสพสื่อเกิดการสะท้อนคิด เข้าใจมุมมองที่หลากหลาย และตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคม
ในบริบทของสังคมไทย สื่อมวลชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “บรรยากาศสังคม-อารมณ์เชิงบวก” โดยการรายงานข่าวอย่างรอบด้าน ระมัดระวังไม่ปลุกเร้าอารมณ์เกลียดชัง และเปิดพื้นที่ให้เกิดการสนทนาอย่างเคารพในความเห็นที่แตกต่าง นอกจากนี้ สื่อยังสามารถนำเสนอเรื่องราวของชุมชนที่ร่วมมือกันแก้ปัญหา หรือริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาสังคม ซึ่งจะเป็นข่าวที่ช่วยสร้างความหวังและแรงบันดาลใจแก่สาธารณชน
หากสื่อมวลชนทำหน้าที่เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมทางสังคมที่มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมน่าอยู่ การพัฒนา TSEL จึงไม่ใช่ภารกิจของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว หากเป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม และสื่อมวลชนคือหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว.
ในระบบนิเวศการเรียนรู้ตามแนวทาง Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) จากหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning (2025) บทบาทของสื่อมวลชนไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้ส่งสาร (Messenger) แต่ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของ "ระบบนิเวศระดับมหภาค" (Macrosystem) ที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการบ่มเพาะสุขภาวะทางสังคมและอารมณ์ของพลเมือง สื่อมวลชนยุคใหม่ จำเป็นต้องก้าวข้ามการนำเสนอข่าวสารที่มุ่งเน้นเพียงเรตติ้งหรือการกระตุ้นอารมณ์ดิบ ไปสู่การเป็น "พื้นที่ทางปัญญา" ที่ร่วมสร้างบรรยากาศทางสังคมในเชิงบวก โดยทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนความเป็นมนุษย์ (Humanization) และเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ (Empathy) ระหว่างกลุ่มคนที่หลากหลายในสังคม
หัวใจสำคัญของการประยุกต์ใช้ TSEL ในแวดวงสื่อมวลชนไทย คือการปรับเปลี่ยนมุมมองจากการรายงานเพียง "ปัญหา" ไปสู่การนำเสนอ "ทางออก" (Solutions Journalism) ที่ตั้งอยู่บนฐานของความจริงและความห่วงใยเชิงวิพากษ์ (Critical Civic Care) สื่อควรเป็นต้นแบบของการสื่อสารที่สันติ (Non-violent Communication) ในยามที่มีความเห็นต่าง แสดงให้เห็นว่า การจัดการความขัดแย้งสามารถทำได้ผ่านการรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์รุนแรง การทำหน้าที่เช่นนี้จะช่วย "เตือนสติ" ผู้เสพสื่อให้รู้เท่าทันสภาวะอารมณ์ของตนเอง (Self-awareness) ลดการแพร่กระจายของความเกลียดชัง และสร้างความไว้วางใจต่อกัน (Mutual Trust) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่เจริญก้าวหน้า
การจะขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จในบริบทไทย สื่อมวลชนต้องเข้ามาเป็น "ผู้ร่วมริเริ่ม" (Co-agency) ร่วมกับสถาบันการศึกษาและชุมชน ในการรังสรรค์เรื่องราวความสำเร็จจากโครงการ TSL (Transformative Service Learning) ของเยาวชน แล้วนำเรื่อวราวของความสำเร็จนั้นไปสื่อสารในวงกว้างทั่วทั้งสังคม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นศักยภาพของคนรุ่นใหม่และพลังของการร่วมมือกัน เมื่อสื่อร่วมทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการสร้าง สังคมสุขภาวะ (Well-being Society) โดยคำนึงถึงผลกระทบทางอารมณ์และสังคมในระยะยาว สื่อมวลชนจะกลับมาเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือและเป็นที่พึ่งพิงทางปัญญา อันเป็นปัจจัยชี้ขาดที่จะพลิกโฉมประเทศจากสังคมแห่งความระแวงไปสู่สังคมแห่งความไว้วางใจ น่าอยู่ และพัฒนาต่อเนื่องยั่งยืนอย่างแท้จริง
ปฏิบัติการด้านสังคม-อารมณ์ในสื่อโซเชี่ยล
ในยุคดิจิทัล สื่อโซเชียลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ของผู้คนแทบทุกช่วงวัย ตั้งแต่นักเรียน เยาวชน ไปจนถึงผู้ใหญ่ในทุกบทบาทของสังคม จึงกล่าวได้ว่าสื่อโซเชียลเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาด้านสังคมและอารมณ์ของมนุษย์อย่างมาก แนวคิด สังคม-อารมณ์ศึกษา (Social and Emotional Learning – SEL) และ Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) ที่กล่าวถึงในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะด้านการรู้จักตนเอง การเข้าใจผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ จำเป็นต้องเกิดขึ้นในระบบนิเวศทางสังคมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น
สื่อโซเชียลจึงมีบทบาททั้งในด้านบวกและด้านลบต่อการพัฒนาดังกล่าว หากใช้โดยขาดความตระหนักรู้ และความรับผิดชอบ สื่อโซเชียลอาจกลายเป็นพื้นที่ที่กระตุ้นความโกรธ ความเกลียดชัง การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน แต่หากใช้อย่างสร้างสรรค์ สื่อโซเชียลสามารถเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเคารพ และการสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คนที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน
ในมุมมองของ TSEL สื่อโซเชียลสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทั้ง ทักษะทางสังคม-อารมณ์ และ การพัฒนาด้านในของมนุษย์ ตามที่ระบุใน IDGs - Inner Development Goals โดยช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สะท้อนคิดต่อประสบการณ์ของตนเอง รับฟังมุมมองของผู้อื่น และร่วมกันแสวงหาทางออกต่อปัญหาของสังคม การสื่อสารในลักษณะนี้ช่วยสร้างวัฒนธรรมของความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความร่วมมือ
สำหรับสังคมไทย การใช้สื่อโซเชียลเพื่อหนุนการพัฒนา TSEL ควรดำเนินการควบคู่กันหลายด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียนและในสังคม การสนับสนุนให้ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนช่วยชี้แนะการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตเนื้อหาที่มุ่งสร้างคุณค่าทางสังคม เช่น การเผยแพร่เรื่องราวของความร่วมมือในชุมชน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในความแตกต่าง
หากสื่อโซเชียลถูกใช้ในทิศทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมสังคมที่มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมแห่งสุขภาวะ การพัฒนา TSEL จึงมิใช่ภารกิจของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม และสื่อโซเชียลคือหนึ่งในพลังสำคัญที่สามารถช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้
บทบาทของภาคธุรกิจเอกชนในการขับเคลื่อนสังคม-อารมณ์ศึกษา เพื่อสังคมน่าอยู่
แนวคิด สังคม-อารมณ์ศึกษา (Social and Emotional Learning – SEL) และแนวทาง Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) ที่เสนอในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition เน้นว่า การพัฒนาความสามารถด้านสังคมและอารมณ์ของมนุษย์ ต้องเกิดขึ้นในระบบนิเวศของสังคมทั้งหมด ไม่ใช่จำกัดอยู่เฉพาะในโรงเรียนเท่านั้น ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่อง Inner Development Goals (IDGs) ก็ชี้ว่า การพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน จำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาความสามารถภายในของมนุษย์ เช่น การตระหนักรู้ในตนเอง ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม หากต้องการพลิกโฉมสังคมไทยสู่ “สังคมน่าอยู่” ทุกภาคส่วนของสังคมต้องมีบทบาทพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของสมาชิกของตน
ภาคธุรกิจเอกชนเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีศักยภาพสูง ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะองค์กรธุรกิจเป็นสถานที่ที่ผู้ใหญ่จำนวนมากใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันในแต่ละวัน หากองค์กรนำแนวคิด TSEL และ Transformative Service Learning (TSL) มาบูรณาการในระบบ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development – HRD) ก็จะช่วยสร้างบุคลากรที่มีทั้งความสามารถทางวิชาชีพ และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ทักษะด้าน การรู้จักตนเอง การเข้าใจผู้อื่น การสื่อสารอย่างเคารพ และการจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญขององค์กรที่มีพลังและความยั่งยืน
การพัฒนาในลักษณะนี้ ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรเท่านั้น ยังช่วยพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ในสังคมโดยรวมด้วย บุคลากรที่มีประสบการณ์การทำงานในองค์กรที่ให้ความสำคัญต่อ TSEL จะนำคุณค่าดังกล่าวไปสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคมรอบตัว
นอกจากนี้ การบูรณาการ TSEL และ TSL เข้ากับกิจกรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR – Corporate Social Responsibility) ยังสามารถยกระดับบทบาทของภาคธุรกิจ จากการทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในระยะสั้น ไปสู่การสร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างองค์กร ชุมชน และสถาบันการศึกษา เช่น การทำโครงการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียน การพัฒนาชุมชนผ่านกิจกรรมบริการสังคมของพนักงาน หรือการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคธุรกิจและชุมชน การดำเนินการในลักษณะนี้ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงระบบต่อสังคมมากกว่า CSR ในรูปแบบดั้งเดิม
การพลิกโฉมกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) จากรูปแบบเดิมที่เน้นการบริจาคหรือกิจกรรมชั่วคราว ไปสู่กระบวนการ Transformative Service Learning (TSL) จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าเดิม โดยภาคธุรกิจสามารถส่งเสริมให้พนักงานเข้าไปเป็น "ผู้ร่วมริเริ่ม" (Co-agency) ทำงานร่วมกับนักเรียน ครู และชุมชน เพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของธุรกิจ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาชุมชนได้อย่างจริงจัง แต่ยังเป็น "สนามฝึกฝน" ที่มีประสิทธิภาพที่สุดให้พนักงานได้พัฒนาทักษะการเป็นผู้นำและการตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) ผ่านสถานการณ์จริงที่ซับซ้อน
ในบริบทไทย การที่ภาคเอกชนนำเอา TSEL และ TSL มาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีธุรกิจ จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงระบบ (Systemic Transformation) ที่สำคัญยิ่ง เพราะเมื่อผู้นำธุรกิจมีกระบวนทัศน์ที่เน้นสุขภาวะส่วนรวม พวกเขาจะกลายเป็นปากเสียงที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และเรียกร้องระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ นำไปสู่การเชื่อมโยงพลังระหว่าง "ทุนทางเศรษฐกิจ" และ "ทุนทางปัญญา" เพื่อสร้างสังคมที่สมาชิกทุกคนมีความไว้วางใจต่อกันสูง มีความเท่าเทียม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างรอบด้าน การร่วมมือกันเช่นนี้คือคำตอบของการพลิกโฉมประเทศไทยให้กลายเป็นสังคมที่น่าอยู่ สว่างไสว และงดงามด้วยพลังแห่งการเรียนรู้ที่เกื้อกูลกันอย่างแท้จริง
การขับเคลื่อนแนวคิดนี้ในบริบทไทย จำเป็นต้องเริ่มจากการพัฒนาความเข้าใจของผู้นำองค์กร เกี่ยวกับความสำคัญของการพัฒนาสังคม-อารมณ์ของบุคลากร ผู้นำที่เห็นคุณค่าของการพัฒนาภายในของมนุษย์จะสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ การสะท้อนคิด และการทำงานร่วมกันอย่างเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น นอกจากนี้ ยังควรสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อให้การพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัยของชีวิต ของพลเมืองไทย
หากภาคธุรกิจไทยจำนวนมากเริ่มนำแนวคิด TSEL, TSL และ Inner Development มาใช้ในการพัฒนาคนในองค์กร และเชื่อมโยงการพัฒนานี้กับการสร้างคุณค่าทางสังคม ก็จะเกิดพลังสำคัญในการยกระดับทั้งคุณภาพขององค์กร และคุณภาพของสังคมไทย ธุรกิจจะไม่เป็นเพียงกลไกทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะเป็นหนึ่งในผู้นำการสร้างสังคมที่ผู้คนสามารถทำงาน อยู่ร่วมกัน และพัฒนาตนเองไปพร้อมกันอย่างมีความหมายและมีสุขภาวะร่วมกัน
ผมขอย้ำว่า ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ ภาคธุรกิจจะไม่เป็นเพียงผู้มีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น ยังมีบทบาทในการพัฒนาด้านสังคมของประเทศด้วย
พลิกโฉมกระบวนการยุติธรรมไทย สู่ระบบยุติธรรมที่เยียวยาด้วยพลัง TSEL
การปฏิรูประบบยุติธรรมไทย ให้เข้าถึงหัวใจของความยุติธรรมที่แท้จริง ไม่อาจอาศัยเพียงการปรับปรุงตัวบทกฎหมายหรือการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น แต่จำเป็นต้องอาศัยการยกระดับสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ ของทั้งบุคลากรในระบบและของพลเมือง ตามแนวทาง Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) จากหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning (2025) ระบบยุติธรรมควรได้รับการเปลี่ยนผ่านจากกลไก "อำนาจนิยม" ไปสู่กลไก "แห่งการเรียนรู้และการเยียวยา" (Healing and Learning Institution) โดยบุคลากรต้นน้ำตั้งแต่ตำรวจ พนักงานอัยการ ไปจนถึงผู้พิพากษา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ไกล่เกลี่ย และเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ จำเป็นต้องได้รับการบ่มเพาะทักษะการตระหนักรู้ตนเอง (Self-awareness) และความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) ในระดับลึก เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นธรรม ปราศจากอคติที่ซ่อนเร้น (implicit bias) และมีความเข้าใจในมิติความซับซ้อนของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำผิดทุกรูปแบบ
หัวใจของการประยุกต์ใช้ TSEL ในวงการยุติธรรมไทย คือการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการความขัดแย้ง จากการมุ่งเน้นการเอาชนะในคดีความ ไปสู่การใช้ กระบวนการสมานฉันท์ (Restorative Justice) ที่มุ่งเน้นการซ่อมแซมความสัมพันธ์และเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง บุคลากรยุติธรรมที่มีสมรรถนะ TSEL สูง จะมีความสามารถในการใช้การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เพื่อค้นหาต้นตอของความขัดแย้ง และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คู่กรณี ได้แสดงออกถึงความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริง ขณะเดียวกัน เมื่อประชาชนทั่วไปมีประสบการณ์การเรียนรู้ TSEL เป็นพื้นฐาน พวกเขาจะมีความสามารถในการกำกับอารมณ์ตนเอง (Self-management) และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยด้วยจิตใจที่ปรองดอง และเห็นอกเห็นใจ (Empathy) นำไปสู่ข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันอย่างยั่งยืน มากกว่าการถูกบังคับด้วยอำนาจทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ในเชิงปฏิบัติ การขับเคลื่อนเรื่องนี้ในบริบทไทยควรเริ่มต้นจากการบูรณาการ TSEL และจิตตปัญญาศึกษาเข้าสู่หลักสูตรวิชาชีพยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างนักกฎหมายที่มี "หัวใจความเป็นมนุษย์" ควบคู่ไปกับการใช้กระบวนการ Transformative Service Learning (TSL) ในการดึงบุคลากรยุติธรรมลงไปทำงานร่วมกับชุมชนและเยาวชนเพื่อป้องกันอาชญากรรมในเชิงรุก การที่เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนร่วมกันสวมบทบาทเป็น "ผู้ร่วมริเริ่ม" (Co-agency) ในการสร้างความปลอดภัยและสันติสุขในพื้นที่ จะช่วยทลายกำแพงแห่งความระแวง และสร้าง ความไว้วางใจต่อกัน (Mutual Trust) อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์ และได้รับการยอมรับจากใจของพลเมือง
ในระยะยาว การวางรากฐาน TSEL ให้แก่ระบบยุติธรรมไทย จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาโลกด้านใน (Inner Development) ของคนทั้งสังคม เมื่อทุกคนมีสมรรถนะในการรับมือกับความขัดแย้งด้วยสติและความรับผิดชอบ (Responsible Decision-making) กระบวนการยุติธรรมจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเกรงขามหรือห่างไกลตัวอีกต่อไป แต่จะเป็นพื้นที่แห่งการปรับปรุงตัว และการสร้างสังคมใหม่ที่มั่นคงร่วมกัน ความยุติธรรมที่เกิดจากความเข้าใจ และการเยียวยาเช่นนี้เอง ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและสันติสุขที่แท้จริง นำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็น "สังคมน่าอยู่" ที่ความถูกต้องสอดประสานไปกับความเมตตา และวิถีแห่งปัญญาที่งดงามและยั่งยืน
พลิกโฉมระบบราชการไทย ด้วยสังคม-อารมณ์ศึกษา และการเรียนรู้แบบรับใช้สังคม
แนวคิด สังคม-อารมณ์ศึกษา (Social and Emotional Learning – SEL) และแนวทาง Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) ที่เสนอในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาความสามารถด้านสังคมและอารมณ์ของมนุษย์เป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่มีความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความยุติธรรม หากนำแนวคิดดังกล่าวมาดำเนินการในบริบทของระบบราชการ โดยคำนึงว่าการทำงานของรัฐมิใช่เพียงการปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความต้องการ ความทุกข์ร้อน และความคาดหวังของประชาชนโดยตรง ดังนั้น ข้าราชการที่มีสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ จึงมีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่รับใช้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมนุษยธรรมยิ่งขึ้น
สมรรถนะสำคัญของ SEL เช่น การรู้จักตนเอง การควบคุมอารมณ์ การเข้าใจมุมมองของผู้อื่น การสื่อสารอย่างเคารพ และการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม ล้วนเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นสำหรับข้าราชการในทุกระดับ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีทักษะเหล่านี้จะสามารถรับฟังปัญหาของประชาชนอย่างจริงใจ เข้าใจบริบทของสังคมได้ลึกซึ้ง และสามารถจัดการความขัดแย้งหรือข้อร้องเรียนของประชาชนได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับสังคม
หากต้องการพัฒนาระบบราชการไทยให้มุ่งรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง การนำแนวคิด SEL และ TSEL มาใช้ ควรเริ่มตั้งแต่กระบวนการ คัดเลือกบุคลากรเข้าสู่ระบบราชการ โดยการประเมินสมรรถนะไม่ควรเน้นเฉพาะความรู้เชิงวิชาการเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับทักษะการคิดเชิงจริยธรรม ความสามารถในการสื่อสาร และการเข้าใจผู้อื่น เช่น การใช้การสัมภาษณ์เชิงสถานการณ์ การจำลองเหตุการณ์การให้บริการประชาชน หรือการประเมินการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนทางสังคม
ในด้าน การพัฒนาข้าราชการระหว่างการทำงาน ควรบูรณาการแนวคิด Transformative Service Learning (TSL) หรือการเรียนรู้ผ่านการรับใช้สังคมเข้าไปในกระบวนการพัฒนาบุคลากร โดยให้ข้าราชการได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับชุมชนหรือกลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะ การทำโครงการพัฒนาชุมชน การทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม หรือการเข้าไปเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของประชาชน จะช่วยให้ข้าราชการเข้าใจชีวิตและปัญหาของผู้คนอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการสะท้อนคิด (reflection) ต่อบทบาทของตนในฐานะผู้รับใช้สาธารณะ
นอกจากนี้ ในกระบวนการ เลื่อนตำแหน่งและประเมินผลงาน ควรพิจารณาความสามารถในการทำงานร่วมกับประชาชน การสร้างความไว้วางใจในสังคม และความสามารถในการนำทีมทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ควบคู่กับผลสัมฤทธิ์ของงาน หากผู้นำในระบบราชการมีทั้งความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจมนุษย์ ก็จะสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางได้
อย่างไรก็ตาม การนำแนวคิด SEL, TSEL และ TSL มาใช้ควรระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นเพียงกิจกรรม หรือแบบประเมินเชิงพิธีกรรม แต่ควรเป็นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงกับงานจริง และเปิดโอกาสให้เกิดการสะท้อนคิดและพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง
หากระบบราชการไทยสามารถบูรณาการแนวคิดเหล่านี้เข้ากับการพัฒนาคนและวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างจริงจัง ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพของการบริหารรัฐกิจ ทำให้ข้าราชการทำหน้าที่เป็น “ผู้รับใช้ประชาชน” อย่างแท้จริง และเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมไทยที่มีความไว้วางใจ ความเป็นธรรม และความน่าอยู่ยิ่งขึ้น
พลิกโฉมการเมืองไทย ด้วยสังคม-อารมณ์ศึกษา การพัฒนาภายใน และการเรียนรู้ผ่านการรับใช้สังคม
แนวคิด สังคม-อารมณ์ศึกษา (Social and Emotional Learning – SEL) และ Transformative Social and Emotional Learning (TSEL) ที่เสนอในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาคุณภาพของสังคมต้องเริ่มจากการพัฒนาคุณภาพภายในของมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการรู้จักตนเอง การกำกับอารมณ์ การเข้าใจผู้อื่น และการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม หากพิจารณาในบริบทของการเมือง สมรรถนะเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเมืองเป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญทั้งความขัดแย้ง ความกดดัน และผลประโยชน์ที่หลากหลาย หากผู้ที่อยู่ในระบบการเมืองขาดวุฒิภาวะด้านสังคม-อารมณ์ การเมืองก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นเวทีแห่งความขัดแย้ง การแบ่งขั้ว และการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน มากกว่าจะเป็นกระบวนการร่วมกันสร้างประโยชน์สาธารณะ
แนวคิด Inner Development Goals (IDGs) ช่วยเสริมมุมมองนี้ให้ลึกยิ่งขึ้น โดยชี้ว่าการแก้ปัญหาระดับระบบของโลกสมัยใหม่ จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพภายในของมนุษย์ควบคู่ไปกับการพัฒนาสถาบันและโครงสร้างสังคม สมรรถนะสำคัญ เช่น ความตระหนักรู้ในตนเอง ความซื่อสัตย์ทางจริยธรรม ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ความสามารถในการคิดเชิงระบบ และความกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ล้วนเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นต่อผู้นำทางการเมืองที่ต้องตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อประชาชนจำนวนมาก
ในบริบทของสังคมไทย ปัญหาการเมืองจำนวนไม่น้อยสะท้อนช่องว่างระหว่างคำประกาศกับการปฏิบัติ ระหว่างอุดมการณ์ที่กล่าวอ้างกับพฤติกรรมจริงของผู้มีอำนาจ การนำแนวคิด SEL, TSEL และ IDGs มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเมืองจึงมีความหมายต่อการสร้าง “วัฒนธรรมการเมืองใหม่” ที่ตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และความเข้าใจชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
เครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพผู้นำการเมืองคือกระบวนการ Experiential Learning และ Transformative Service Learning (TSL) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงของสังคม เช่น การทำงานร่วมกับชุมชน การร่วมแก้ปัญหาพื้นที่ หรือการทำโครงการพัฒนาสังคมร่วมกับประชาชน กระบวนการเรียนรู้ที่มีการสะท้อนคิดอย่างลึกซึ้งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน เข้าใจความทุกข์และความต้องการของผู้คน และตระหนักถึงบทบาทของตนในฐานะผู้รับใช้สาธารณะ
ในประเทศไทย สถาบันพระปกเกล้า สามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทางนี้ เนื่องจากเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่พัฒนาผู้นำทางการเมือง และผู้บริหารสาธารณะอยู่แล้ว หากสถาบันพระปกเกล้าบูรณาการแนวคิด SEL, TSEL TSL และ IDGs เข้าไปในหลักสูตรพัฒนานักการเมืองและผู้นำสาธารณะ เช่น หลักสูตรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้นำท้องถิ่น ก็จะช่วยยกระดับคุณภาพของการเรียนรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การเรียนรู้ในลักษณะนี้ควรประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ เช่น การฝึกการฟังอย่างลึก (deep listening) การสนทนาเชิงสร้างสรรค์ การเรียนรู้จากความขัดแย้ง การทำโครงการ Transformative Service Learning ร่วมกับชุมชน และกระบวนการสะท้อนคิดทางจริยธรรมเกี่ยวกับบทบาทของนักการเมืองต่อสังคม กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงเพิ่มพูนความรู้ทางการเมือง แต่ยังพัฒนาความตระหนักรู้ในตนเองและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ขณะเดียวกัน การยกระดับคุณภาพการเมืองต้องอาศัยการพัฒนาประชาชนควบคู่กันไป โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสื่อมวลชนควรช่วยกันส่งเสริมสมรรถนะพลเมืองด้านสังคม-อารมณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีวุฒิภาวะ เคารพความเห็นต่าง และร่วมกันแสวงหาทางออกของปัญหาสาธารณะอย่างสร้างสรรค์
หากสังคมไทยสามารถเชื่อมโยงการพัฒนาภายในของมนุษย์ตามแนวคิด SEL และ IDGs เข้ากับการพัฒนาสถาบันการเมือง ผ่านกลไกการเรียนรู้เชิงเปลี่ยนแปลง เช่น TSEL และ TSL ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะค่อย ๆ เปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองไทยจากการเมืองแห่งอำนาจและผลประโยชน์ ไปสู่การเมืองที่ตั้งอยู่บนความรับผิดชอบต่อสังคม ความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศให้ก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และก้าวสู่สังคมที่มีทั้งความเจริญทางเศรษฐกิจและความน่าอยู่ของผู้คนในระยะยาว
พลเมืองไทยทุกช่วงวัยร่วมดำเนินการยุทธศาสตร์สร้างชาติด้วยการพัฒนาสมรรถนะสังคม-อารมณ์
การจะขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศรายได้สูงที่มีสังคมน่าอยู่ มีความซื่อสัตย์ และความไว้วางใจต่อกัน (Mutual Trust) จำเป็นต้องมีการยกระดับเป้าหมายของการพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ ให้กลายเป็น "ระบบปฏิบัติการหลักของสังคม" (Social Operating System) ที่ครอบคลุมพลเมืองทุกคน ทุกอาชีพ และทุกช่วงวัย ภารกิจนี้ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงในวงการศึกษาเท่านั้น ต้องบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน โดยนำกรอบแนวคิด TSEL (Transformative Social and Emotional Learning) มาสอดประสานกับ เป้าหมายการพัฒนาด้านใน (Inner Development Goals - IDGs) เพื่อสร้างรากฐานทางจริยธรรมและสติปัญญาที่เข้มแข็ง จากระดับบุคคลสู่ระดับโครงสร้างสังคม
ในทางปฏิบัติ สังคมไทยควรเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาที่เน้นเพียงผลิตภาพทางวัตถุ ไปสู่การพัฒนา "ทุนทางอารมณ์และสังคม" และการยกระดับค่านิยมที่ดีงาม อย่างเป็นระบบ สิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างเร่งด่วน คือการสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการ Transformative Service Learning (TSL) ที่เปิดโอกาสให้คนต่างวัยและต่างสถานะทางสังคมได้ร่วมกันลงมือแก้ปัญหาจริงในชุมชน กระบวนการนี้จะช่วยบ่มเพาะมิติ "การปฏิสัมพันธ์" (Relating) และ "การร่วมมือ" (Collaborating) ตามแนวทาง IDGs ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความไว้วางใจต่อกัน ข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ และพลเมืองอาสา ต้องฝึกฝนการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และการสะท้อนคิด (Reflection) เพื่อให้เกิดความตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness) และความห่วงใยเชิงวิพากษ์ (Critical Civic Care) ที่มุ่งเป้าไปที่สุขภาวะของคนส่วนใหญ่ในสังคม
สิ่งที่ "ไม่ควรปฏิบัติ" อย่างเด็ดขาด คือการนำ TSEL หรือ IDGs ไปใช้เพียงในเชิงรูปแบบหรือพิธีกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ (Social Labeling) หรือใช้เป็นเครื่องมือบังคับให้พลเมืองสยบยอมต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม เพราะจะเป็นการทำลายเป้าหมายเรื่องความซื่อตรง (Integrity) และความจริงใจตั้งแต่เริ่มต้น การพัฒนาสมรรถนะสังคม-อารมณ์ที่แท้จริงต้องเป็นกระบวนการที่สร้าง "อำนาจภายใน" (Inner Agency) ให้แก่พลเมือง เพื่อให้พวกเขาสามารถกำกับตนเองและตัดสินใจอย่างรับผิดชอบ (Responsible Decision-making) ต่อผลประโยชน์ส่วนรวม โดยปราศจากพฤติกรรม "ปากอย่างใจอย่าง" ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
การขับเคลื่อนสู่ประเทศรายได้สูงที่ "สังคมดี" จึงต้องอาศัยนโยบายที่หนุนเสริมให้ทุกสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ที่ทำงาน หรือสถาบันการเมือง กลายเป็นพื้นที่แห่งการตื่นรู้และเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เมื่อคนไทยทั้งประเทศมีสมรรถนะในการจัดการอารมณ์ตนเอง และมีทักษะในการทำงานร่วมกับความต่าง สังคมจะค่อยๆ พลิกโฉมจากความระแวงสู่ความร่วมมือ จากความเสื่อมโทรมสู่ความสร้างสรรค์ นำพาประเทศไทยสู่การเป็น "สังคมแห่งสุขภาวะ" ที่ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างสมดุลไปกับความงดงามทางจิตใจ และความซื่อสัตย์สุจริต อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมไทยที่ยั่งยืน
สรุป
ยุทธศาสตร์การสร้างไทยให้เป็น “สังคมแห่งสุขภาวะ” (Well-being Society) ต้อง ประยุกต์ใช้ TSEL, TSL และ IDGS อย่างก้าวพ้นขอบรั้วโรงเรียน สู่การเป็น “ระบบปฏิบัติการหลักของสังคม” ที่ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย โดยมีหัวใจสำคัญคือการพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ (TSEL) ควบคู่ไปกับการพัฒนาโลกด้านใน (IDGs) เพื่อสร้างพลเมืองที่มีความซื่อสัตย์และไว้วางใจต่อกัน ในสถานประกอบการ และระบบราชการ ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรม จากการใช้อำนาจ เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการรับฟังอย่างลึกซึ้ง ขณะที่วงการการเมืองต้องสลายพฤติกรรม “ปากอย่างใจอย่าง” ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากการรับใช้สังคม (TSL) โดยมีสถาบันพระปกเกล้าเป็นแกนกลางในการบ่มเพาะนักการเมืองให้มีจิตสำนึกต่อประโยชน์สาธารณะ
ด้านสื่อมวลชนและสื่อโซเชียล ต้องทำหน้าที่เป็น “ระบบนิเวศทางปัญญา” ที่นำเสนอทางออกมากกว่าการปั่นอารมณ์ความขัดแย้ง เพื่อหนุนเสริมให้เกิดความห่วงใยเชิงวิพากษ์ (Critical Civic Care) ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือการไม่ทำให้แนวคิดเหล่านี้เป็นเพียงพิธีกรรมสร้างภาพลักษณ์ แต่ต้องมุ่งสร้าง “อำนาจภายใน” (Inner Agency) ให้พลเมืองสามารถตัดสินใจอย่างรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเช่นนี้ ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามหล่มประเทศรายได้ปานกลาง สู่ประเทศที่เจริญทั้งเศรษฐกิจและงดงามด้วยสุขภาวะทางจิตใจได้อย่างยั่งยืน
วิจารณ์ พานิช
๑๒ มี. ค. ๖๙ ปรับปรุง ๑๖ มี.ค. ๖๙