ผมถามสหายเอไอว่า “กรุณายกตัวอย่างมหาวิทยาลัยในเอเซีย ที่ดำเนินการโดยมี impact on society เป็น university's DNA และดำเนินการอย่างได้ผล มา ๒ ประเทศ ประเทศละ ๑ มหาวิทยาลัย ก่อผลกระทบอะไรบ้างต่อ นศ./บัณฑิต ต่อมหาวิทยาลัย และต่อประเทศ” ขอนำคำตอบของ Gemini และ DeepSeek มาลงไว้ดังต่อไปนี้
Gemini
การขยับมุมมองจากฝั่งตะวันตก (อเมริกา/อังกฤษ) มาดูบริบทของ "เอเชีย" ถือเป็นก้าวที่น่าสนใจมากครับ เพราะมหาวิทยาลัยในเอเชียมีบริบททางสังคม วัฒนธรรม และความคาดหวังจากภาครัฐที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยมากกว่า
ผมขอยกตัวอย่าง 2 มหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชียที่ฝังเรื่อง "Impact on Society" ลงไปใน DNA และสร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ครับ
1. ประเทศสิงคโปร์: National University of Singapore (NUS)
DNA ของมหาวิทยาลัย: "เครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต (The Engine of Smart Nation & Lifelong Learning)"
NUS ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สถานศึกษา แต่มองว่าเป็น "ห้องทดลองที่มีชีวิต (Living Lab)" ของประเทศสิงคโปร์ ทุกงานวิจัยและหลักสูตรถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ เช่น Smart Nation และ Singapore Green Plan 2030
ผลกระทบที่เกิดขึ้น:
-
ต่อนักศึกษา/บัณฑิต เปลี่ยนนิยามการเป็นนักศึกษา NUS สร้าง DNA ใหม่ผ่านแนวคิด NUS Lifelong Learners (L3) โดยประกาศว่า "การรับนักศึกษาเข้าเรียนคือการรับรองดูแลกันไปถึง 20 ปี ไม่ใช่แค่ 4 ปี" บัณฑิตสามารถกลับมา Reskill/Upskill ได้ตลอดเวลา ทำให้บัณฑิตของ NUS ไม่เคยตกยุค
- สร้างเถ้าแก่ยุคดิจิทัล: โครงการ NUS Overseas Colleges (NOC) ส่งนักศึกษาไปฝึกงานในสตาร์ทอัพระดับโลก ทำให้บัณฑิตจบมาพร้อม Mindset การแก้ปัญหาและสร้างธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสังคม (เช่น ผู้ก่อตั้ง Carousell แอปพลิเคชันลดขยะและหมุนเวียนของมือสองที่กลายเป็นยูนิคอร์น)
- ต่อมหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยวิจัยแบบดั้งเดิม NUS กลายเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย การมีพื้นที่อย่าง Block 71 (แหล่งรวมสตาร์ทอัพที่แน่นที่สุดในโลก) ทำให้มหาวิทยาลัยมีรายได้จากนวัตกรรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีมหาศาล โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่ค่าเทอม
-
ต่อประเทศ
- NUS เป็นหัวหอกในการแก้ปัญหาข้อจำกัดของสิงคโปร์ (เช่น การขาดแคลนพื้นที่และทรัพยากรน้ำ) งานวิจัยของ NUS ถูกนำไปใช้จริงในการบริหารจัดการเมือง การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจและความอยู่รอดของประเทศโดยตรง
2. ประเทศญี่ปุ่น: The University of Tokyo (UTokyo)
DNA ของมหาวิทยาลัย "เข็มทิศสู่อนาคตเพื่อสาธารณประโยชน์ของโลก (UTokyo Compass: Into a Sea of Diversity)"
เดิมที โทได (UTokyo) ถูกมองว่าเป็น "โรงงานผลิตข้าราชการและชนชั้นนำ" ที่อนุรักษ์นิยม แต่ปัจจุบันได้รื้อโครงสร้าง DNA ใหม่ผ่านนโยบาย UTokyo Compass ที่มุ่งเน้นการสร้าง Society 5.0 (สังคมที่มนุษย์และเทคโนโลยีอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน) และการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่น
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
-
ต่อนักศึกษา/บัณฑิต
- จากข้าราชการสู่นวัตกร บัณฑิตไม่ได้มุ่งเป้าแค่การสอบเข้าทำงานในกระทรวงหรือบริษัทใหญ่แบบในอดีต แต่ UTokyo ผลักดันนักศึกษาให้เป็น "Deep-tech Entrepreneurs" (ผู้ประกอบการเทคโนโลยีขั้นสูง) ที่นำงานวิจัยมาตั้งบริษัทเพื่อแก้ปัญหาสังคม เช่น สตาร์ทอัพด้านหุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ หรือเทคโนโลยีอวกาศเพื่อสิ่งแวดล้อม
-
ต่อมหาวิทยาลัย
- เกิดการทำลายไซโล (Silo) ข้ามคณะ มหาวิทยาลัยดึงดูดนักศึกษาและนักวิจัยต่างชาติมากขึ้นเพื่อสร้างความหลากหลาย (Diversity) ซึ่งเป็นจุดอ่อนของญี่ปุ่นมาตลอด นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้าน GX (Green Transformation) โดยปรับปรุงวิทยาเขตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นศูนย์วิจัยด้านพลังงานสะอาด
-
ต่อประเทศ:
- UTokyo เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับมือกับวิกฤต "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aging Society)" ของญี่ปุ่น งานวิจัยทางการแพทย์ หุ่นยนต์ช่วยเหลือ และการวางผังเมืองของมหาวิทยาลัย ถูกนำไปใช้ในระดับเทศบาลทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ สตาร์ทอัพจาก UTokyo ยังเป็นความหวังใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ซบเซามานาน
บทสรุปเปรียบเทียบ:
ทั้ง NUS และ UTokyo พิสูจน์ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำในยุคปัจจุบันจะอยู่บน "หอคอยงาช้าง" ไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องลงมาคลุกฝุ่นเพื่อเป็น "กลไกสำคัญในการรับมือกับวิกฤตของชาติและของโลก"
คุณอยากให้ผมลองวิเคราะห์ดูไหมครับว่า จากตัวอย่างของเอเชียทั้ง 2 โมเดลนี้ มีจุดไหนบ้างที่ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที ภายใต้ข้อจำกัดที่เรามีอยู่
DeepSeek
จากการค้นคว้าข้อมูล พบว่ามหาวิทยาลัยในเอเชียหลายแห่งได้นำแนวคิด "ผลกระทบต่อสังคม" มาฝังเป็น DNA ขององค์กรอย่างจริงจัง โดยมี 2 มหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานโดดเด่นและมีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ดังนี้
ประเทศที่ 1: สิงคโปร์ – National University of Singapore (NUS)
National University of Singapore มีการประกาศอย่างชัดเจนว่า "การสร้างผลกระทบอยู่ใน DNA ของเรา" โดยสืบทอดมาจากปณิธานการก่อตั้งในฐานะโรงเรียนแพทย์เพื่อรับใช้ชุมชนท้องถิ่น NUS ดำเนินการผ่านกรอบแนวคิด "Impact Trilogy" ได้แก่ (๑) การพัฒนาบุคลากร (Talent) (๒) การสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา (Solutions) และ (๓) การยกระดับสังคม (Society)
การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม NUS ได้ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนด้วยการบังคับให้นักศึกษาทุกคนเรียนวิชา Communities and Engagement (C&E) ในหลักสูตร General Education โดยนักศึกษาจะต้องลงมือทำโครงการบริการสังคมที่เชื่อมโยงกับปัญหาจริง มีการจัดตั้งชั่วโมงบริการสังคม (service-learning hours) โดยตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2021 นักศึกษาร่วมกันทำชั่วโมงจิตอาสากว่า 200,000 ชั่วโมง นอกจากนี้ NUS ยังมี ‘NUS Pro Bono Group’ ที่ดำเนินงานด้านการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานข้ามชาติและผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทางเพศ
ผลกระทบต่อนักศึกษาและบัณฑิต นักศึกษา NUS ได้รับโอกาสในการนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาจริงผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการ Neighbourhood Health Service ที่นักศึกษาแพทย์และพยาบาลลงพื้นที่ตรวจสุขภาพฟรีให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัด โดยตั้งแต่ปี 2008 ให้บริการไปแล้วกว่า 6,000 คน
นอกจากนี้ การสนับสนุนด้านทุนการศึกษายังช่วยให้นักศึกษาที่ขาดแคลนสามารถสร้างผลกระทบได้ ตัวอย่างเช่น นาย Lim Chong Tee บัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้รับทุน NUS Donated Bursary ซึ่งทำให้เขามีเวลาพัฒนา ‘Wateroam’ บริษัทเพื่อสังคมที่ออกแบบเครื่องกรองน้ำพกพาสำหรับพื้นที่ภัยพิบัติและชนบทห่างไกล
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ บัณฑิต NUS มีรายได้สูงกว่าบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยอื่นในสิงคโปร์ถึง 8% และครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาสิงคโปร์ปัจจุบันเป็นศิษย์เก่า NUS
ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย NUS NUS ได้รับการยอมรับในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยระหว่างปี 2016-2020 มีบริษัทสปินออฟถึง 125 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นสามเท่าจาก 5 ปีก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยยังเป็นผู้นำในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ตัวแรกของสิงคโปร์ (Lunar-Cov19) ผ่านทีมวิจัยของ Professor Ooi Eng Eong
ผลกระทบต่อประเทศสิงคโปร์ NUS ทำหน้าที่เป็น "เครื่องยนต์ทางสังคม" ที่สำคัญ โดยมีส่วนร่วมในการพัฒนา ‘SkillsFuture’ โครงการระดับประเทศที่ยกระดับทักษะแรงงาน ซึ่งตั้งแต่ปี 2016 NUS ได้ฝึกอบรมบุคลากรไปแล้วกว่า 450,000 คน มหาวิทยาลัยยังเป็นแหล่งผลิตบุคลากรสำคัญของประเทศ โดยศิษย์เก่าจำนวนมากดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงครึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา
ประเทศที่ 2: เกาหลีใต้ – Hanyang University
Hanyang University ได้ประกาศวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยว่า "Best University for a Better World" โดยมีเป้าหมายในการผลิต "Global Changemakers" ที่สามารถแก้ไขปัญหาสังคมได้ มหาวิทยาลัยดำเนินการโดยมี จิตวิญญาณแห่งการก่อตั้งคือ "Love in Deed and Truth" (ความรักที่พิสูจน์ได้ด้วยการกระทำ) เป็นรากฐานสำคัญ
การดำเนินการที่เป็นรูปธรรม Hanyang University เป็นมหาวิทยาลัยแรกในเกาหลีใต้ที่จัดตั้ง ‘Global Social Innovation Group’ โดยเปิดสอนวิชาเอกทางสังคมมากกว่า 20 สาขาวิชา เช่น ESG, ความร่วมมือระหว่างประเทศ, และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ตั้งแต่ปี 2018 มีนักศึกษาเข้าศึกษากว่า 200 คน และสำเร็จการศึกษาในสาขาสังคมวัตกรรมแล้ว 89 คน
ที่สำคัญคือมหาวิทยาลัยกำหนดให้ การทำกิจกรรมจิตอาสาเป็นข้อบังคับสำหรับการสำเร็จการศึกษา โดยนักศึกษาทุกคนต้องสะสมหน่วยกิตจากการทำจิตอาสา 1 หน่วยกิต ในปี 2021 มีนักศึกษา 2,385 คนเข้าร่วม และในปี 2022 เพิ่มเป็น 3,186 คน
ผลกระทบต่อนักศึกษาและบัณฑิต นักศึกษา Hanyang University มีโอกาสเข้าร่วมโครงการแก้ปัญหาสังคมที่หลากหลาย เช่น โครงการพัฒนาชุดสะท้อนแสงสำหรับพนักงานทำความสะอาดที่ทำงานกลางคืนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ โดยใช้เทคโนโลยี energy harvesting ซึ่งได้รับรางวัลจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และ ICT
นักศึกษายังได้เข้าร่วมโครงการระดับโลก เช่น การแปลวารสารวิชาการ Stanford Social Innovation Review (SSIR) ฉบับภาษาเกาหลี ซึ่งมีนักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าร่วมประมาณ 20 คนต่อปี
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังจัดงาน ‘Seventeen Hearts Festival’ ทุกปีเพื่อให้นักศึกษาได้นำเสนอผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับองค์กรภายนอก
ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย Hanyang University Hanyang University ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมสังคมของเกาหลีใต้ โดยเป็นมหาวิทยาลัยแรกในประเทศที่เข้าร่วม ‘Fourth Industrial Revolution Alliance (4IR Alliance)’ ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)
มหาวิทยาลัยยังมีความร่วมมือกับ Stanford University ในการเผยแพร่ Stanford Social Innovation Review ในเกาหลีใต้ ซึ่งช่วยยกระดับชื่อเสียงในระดับนานาชาติ
ผลกระทบต่อประเทศเกาหลีใต้ Hanyang University ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการสร้าง "Changemakers" ที่พร้อมจะแก้ไขปัญหาสังคมของประเทศ โดยนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาสาขาสังคมวัตกรรมได้เข้าไปทำงานในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเป็นต้นแบบให้กับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในเกาหลีใต้ในการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการกำหนดให้กิจกรรมจิตอาสาเป็นข้อบังคับสำหรับการสำเร็จการศึกษา ซึ่งช่วยสร้างวัฒนธรรมการให้และการมีส่วนร่วมทางสังคมในวงกว้าง
สรุปเปรียบเทียบ
| | NUS (สิงคโปร์) | |
|--
| ประเด็น | NUS (สิงคโปร์) | Hanyang University (เกาหลีใต้) |
| DNA ของมหาวิทยาลัย | "Impact is in our DNA" ตั้งแต่ก่อตั้งเป็นโรงเรียนแพทย์ | "Best University for a Better World" + "Love in Deed and Truth" |
| กลไกหลัก | วิชาบังคับ C&E + Service-learning | ข้อบังคับจิตอาสาสำเร็จการศึกษา + Social Innovation Major |
| ผลต่อนักศึกษา | 200,000 ชั่วโมงบริการสังคม, รายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย 8% | 3,186 คนทำจิตอาสาในปี 2022, มีโอกาสร่วมโครงการระดับโลก |
| ผลต่อมหาวิทยาลัย | 125 บริษัทสปินออฟ, เป็นผู้นำวัคซีนโควิด-19 ของสิงคโปร์ | เป็นมหาวิทยาลัยแรกในเกาหลีที่เข้าร่วม UNIDO 4IR Alliance |
| ผลต่อประเทศ | | ฝึกอบรมบุคลากร 450,000 คน, ศิษย์เก่าเป็นสมาชิกรัฐสภาครึ่งหนึ่ง | ผลิต Changemakers เข้าสู่องค์กรต่างๆ, เป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยอื่น |
ทั้งสองมหาวิทยาลัยแสดงให้เห็นว่าการฝัง "ผลกระทบต่อสังคม" เป็น DNA ของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เพียงการทำโครงการเสริม แต่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบผ่านการปฏิรูปหลักสูตร การกำหนดข้อบังคับทางการศึกษา และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดผลกระทบที่ยั่งยืนต่อนักศึกษา ตัวมหาวิทยาลัย และประเทศ
นี่คือตัวอย่างของการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย อย่างเป็นรูปธรรม ที่ UNESCO เสนอหลักการไว้ในข้อเสนอ Transforming Higher Education : Global Collaboration on Visioning and Action
วิจารณ์ พานิช
๒๓ มี.ค. ๖๙