ผมถามสหายเอไอว่า  “Manchester University ดำเนินการโดยมี impact on society เป็น university's DNA อย่างไรบ้าง  ก่อผลกระทบอะไรบ้างต่อ นศ./บัณฑิต ต่อ Manchester University   และต่อประเทศ”   ขอนำคำตอบของ Gemini  และ DeepSeek มาลงไว้ดังต่อไปนี้ 

 

Gemini

การที่ University of Manchester นำเรื่อง "ผลกระทบต่อสังคม (Social Responsibility)" มาเป็น DNA ของสถาบัน ถือเป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่นมากในสหราชอาณาจักรครับ    โดยพวกเขากำหนดให้ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็น 1 ใน 3 พันธกิจหลัก (Core Goals) ตีคู่มากับการวิจัย (Research) และการสอน (Teaching) อย่างเท่าเทียมกัน

การนำแนวคิดนี้มาฝังไว้ใน DNA ของมหาวิทยาลัย ก่อให้เกิดการดำเนินการและผลกระทบใน 3 มิติหลัก ดังนี้ครับ:

1. ผลกระทบต่อนักศึกษาและบัณฑิต (Impact on Students / Graduates)

  • โครงการ "Stellify": มหาวิทยาลัยมีโปรแกรมเรือธงที่ชื่อว่า Stellify   ซึ่งสนับสนุนให้นักศึกษาทุกคนก้าวออกจากกรอบห้องเรียนไปทำกิจกรรมอาสาสมัคร พัฒนาความเป็นผู้นำ และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมจริง
  • Ethical Grand Challenges: นักศึกษาปริญญาตรีทุกคนจะต้องผ่านกิจกรรมที่ให้ขบคิดเรื่องความท้าทายทางจริยธรรมของโลก เช่น เรื่องความยั่งยืน ความยุติธรรมทางสังคม และจริยธรรมในที่ทำงาน
  • บัณฑิตที่เป็นพลเมืองโลก: ผลลัพธ์คือ บัณฑิตที่จบจากแมนเชสเตอร์ไม่ได้มีแค่ความรู้ทางวิชาการ    แต่มี "เข็มทิศทางจริยธรรม" และความตระหนักรู้ต่อปัญหาสังคม (Socially Aware)    ทำให้เป็นที่ต้องการขององค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ESG (Environment, Social, Governance)

2. ผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย (Impact on the University)

  • แชมป์ด้านความยั่งยืนระดับโลก: การทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง    ทำให้ University of Manchester ครองตำแหน่ง Top 10 ของโลก   และอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร/ยุโรป อย่างต่อเนื่องในการจัดอันดับ Times Higher Education (THE) Impact Rankings (ซึ่งวัดผลตามเป้าหมาย SDGs ของสหประชาชาติ)
  • การบริหารงานที่เป็นธรรมและยั่งยืน: มหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นต้นแบบ (Walk the talk)  เช่น เป็นองค์กรที่จ่ายค่าแรงที่เป็นธรรม (Real Living Wage Employer) แก่พนักงานทุกคน,  ประกาศถอนการลงทุน (Divestment) จากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล,  และตั้งเป้าปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ภายในปี 2038
  • ดึงดูดบุคลากรและเงินทุน: จุดยืนที่ชัดเจนนี้ช่วยดึงดูดทั้งอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาจากทั่วโลกที่มีอุดมการณ์เดียวกัน รวมถึงดึงดูดทุนวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาระดับโลกได้มหาศาล

3. ผลกระทบต่อประเทศและสังคม (Impact on Country and Society)

  • ขับเคลื่อนเมืองและชุมชน (Civic Engagement): มหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งอยู่แบบหอคอยงาช้าง    แต่ทำงานร่วมกับเมือง (Greater Manchester) อย่างใกล้ชิด    เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพและเศรษฐกิจของคนในพื้นที่
  • งานวิจัยที่เปลี่ยนชีวิตคน (Research with Impact): มหาวิทยาลัยเน้นงานวิจัยที่สร้างผลกระทบจริง    เช่น การค้นพบวัสดุแห่งอนาคตอย่าง "กราฟีน (Graphene)" ที่นำมาสร้างเทคโนโลยีพลังงานสะอาด, งานวิจัยเพื่อลดความไม่เท่าเทียมทางเพศ, และการสร้างความมั่นคงทางอาหารในประเทศกำลังพัฒนา

เปิดพื้นที่เรียนรู้ให้ประชาชน: มหาวิทยาลัยใช้สถาบันทางวัฒนธรรมของตน เช่น พิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ (Manchester Museum), หอศิลป์ Whitworth และหอดูดาว Jodrell Bank (ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก) เป็นพื้นที่สาธารณะในการให้ความรู้แก่ประชาชนและเยาวชนนับล้านคนต่อปี

 

สรุป:    DNA ของ Manchester University คือการพิสูจน์ว่า มหาวิทยาลัยสามารถเป็นเลิศทางวิชาการ (Academic Excellence) ไปพร้อมๆ กับการเป็นกลไกรับใช้สังคม (Force for Good) ได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ

หากคุณสนใจเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสไตล์การสร้าง Impact ของ ASU (โมเดลอเมริกา) กับ Manchester (โมเดลอังกฤษ) ว่ามีจุดเน้นที่ต่างกันอย่างไร คุณอยากให้ผมสรุปประเด็นนี้เพิ่มเติมให้ไหมครับ?

 

DeepSeek

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ พบว่ามหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ได้ฝังแนวคิด "ผลกระทบต่อสังคม" ไว้ใน DNA ขององค์กรอย่างเป็นระบบและลึกซึ้ง ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อนักศึกษา/บัณฑิต ตัวมหาวิทยาลัยเอง และประเทศสหราชอาณาจักร โดยมีรายละเอียดดังนี้

การดำเนินการ: การฝัง "ผลกระทบต่อสังคม" เป็น DNA ของมหาวิทยาลัย    มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ไม่ได้มองว่าความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นกิจกรรมเสริม แต่ได้กำหนดให้เป็นหนึ่งในสามพันธกิจหลัก (core goals) ควบคู่กับการวิจัยและการเรียนการสอน ตั้งแต่กว่า 6 ปีที่ผ่านมา ภายใต้กลยุทธ์ใหม่ **Manchester 2035** ความมุ่งมั่นนี้ได้ถูกยกระดับจาก "ค่านิยมหลัก" ไปสู่ "รากฐานหนึ่งในห้าประการ" (one of the five foundations) ที่ถูกฝังอยู่ในทุกกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่งานวิจัย การเรียนการสอน การปฏิบัติการ และการดำเนินงาน 

มหาวิทยาลัยได้กำหนด 5 พื้นที่หลัก ที่ให้ความสำคัญ ได้แก่:

1. การมีส่วนร่วมทางสังคม (social inclusion)

2. ชุมชนที่เจริญรุ่งเรือง (prosperous communities)

3. สุขภาพที่ดีขึ้น (better health)

4. ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (environmental sustainability)

5. การมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมและดิจิทัล (cultural and digital engagement) 

ตัวอย่างการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม

  1. การดำเนินงานระดับปฏิบัติการ     มหาวิทยาลัยได้สร้าง Medebridge Solar Farm    ฟาร์มโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ที่สุดในวงการอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักร (ใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 80 สนาม) ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 70% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งมหาวิทยาลัย    ถือเป็นโครงการระยะยาว 10 ปีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนที่จับต้องได้ 
    1. ความร่วมมือระดับโลก     มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือกับรัฐบาลเคนยาในการสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ โดยได้อนุญาตให้ใช้หลักสูตรการสอนด้านการรักษามะเร็งกับสถาบันในเคนยา ซึ่งเป็นการสร้างผลกระทบที่เหนือไปกว่าผลงานวิจัยทั่วไป 

 ผลกระทบต่อนักศึกษาและบัณฑิต

สำหรับนักศึกษาและบัณฑิต    แนวคิดนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้จากการเรียนทฤษฎีสู่การลงมือปฏิบัติจริงและสร้างความได้เปรียบในตลาดแรงงาน

  1. การเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริง (Living Lab)     มหาวิทยาลัยได้พัฒนาแนวคิด ‘University Living Lab’ ที่มีหลักการง่ายๆ คือ "ถ้านักศึกษาต้องทำข้อสอบหรือโครงงาน แล้วทำไมไม่ทำสิ่งที่มีประโยชน์ล่ะ"     แนวคิดนี้ช่วยเปลี่ยนชิ้นงานที่ปกติแล้วจะถูกลืมในระบบ ให้กลายเป็นงานวิจัยที่มีคุณค่าต่อสังคม โดยนักศึกษาสามารถนำโครงการจากองค์กรภายนอกมาใช้เป็นหัวข้อในงานที่ได้รับมอบหมายได้
    1. ศักยภาพมหาศาล     หากนักศึกษาเพียงหนึ่งในสี่ของมหาวิทยาลัย (ประมาณ 11,500 คน) อุทิศชิ้นงานเพียงชิ้นเดียวให้กับ Living Lab    มหาวิทยาลัยจะสามารถสร้างชั่วโมงการวิจัยเพื่อสังคมได้ถึง 7.5 ล้านชั่วโมงต่อปี    ซึ่งเดิมทีเป็นเพียงผลงานที่ถูกส่งและถูกลืม     ปัจจุบันมีโครงการกับพันธมิตรกว่า 150 โครงการ ครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งที่ยั่งยืนในแมนเชสเตอร์ ไปจนถึงการศึกษาในยูกันดา 
    2. การเป็นบัณฑิตที่มีผลกระทบ     บัณฑิตของมหาวิทยาลัยได้รับการปลูกฝังให้เป็นมากกว่าผู้เชี่ยวชาญในสายงาน    แต่เป็น "พลเมืองที่มีความรับผิดชอบ" (responsible citizens) และ "ผู้นำแห่งอนาคต" (leaders of tomorrow) 
    3. ข้อมูลบัณฑิต    มากกว่าหนึ่งในสาม (over a third) ของบัณฑิตเลือกที่จะทำงานและใช้ชีวิตในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ โดยเข้าไปสนับสนุนระบบสาธารณสุข ขับเคลื่อนนวัตกรรม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน     นอกจากนี้ 45% ของบัณฑิตยังคงทำงานในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ (North West)

 

ผลกระทบต่อ Manchester University (ตัวมหาวิทยาลัย)

การดำเนินงานด้านผลกระทบต่อสังคมอย่างจริงจังได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อตัวมหาวิทยาลัยเองในหลายมิติ

  1. การยอมรับในระดับโลก     มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในโลกที่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกใน Times Higher Education Impact Rankings ซึ่งเป็นการวัดผลกระทบโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ติดต่อกันถึง 6 ปี    โดยในปี 2024 มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของสหราชอาณาจักรและยุโรป และอันดับ 2 ของโลก 
    1. การเป็นผู้นำด้านพลเมืองและการมีส่วนร่วม (Civic University)     มหาวิทยาลัยได้รับรางวัล ‘Platinum Watermark’ จาก National Co-ordinating Centre for Public Engagement (NCCPE) ในปี 2023    โดยเป็นมหาวิทยาลัยที่สองของสหราชอาณาจักรที่ได้รับรางวัลนี้  ซึ่งยกย่องความพยายามในการเปิดมหาวิทยาลัยและสถาบันวัฒนธรรมให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์      มหาวิทยาลัยกำลังทำงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา 5 แห่งและหน่วยงานท้องถิ่น Greater Manchester Combined Authority ในการส่งมอบ ‘Civic University Agreement’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเป็นอยู่และความเจริญรุ่งเรืองของเมืองแมนเชสเตอร์
    2. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของเมือง     มหาวิทยาลัยเป็นผู้เล่นหลักในการพัฒนา ‘Sister’ ซึ่งเป็นย่านนวัตกรรมมูลค่าหลายพันล้านปอนด์บนพื้นที่ของ North Campus เดิม    โครงการนี้รวมถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับนักศึกษา พื้นที่สีเขียวสาธารณะ และศูนย์กลางนวัตกรรมอย่าง Renold Innovation Hub ซึ่งช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าของเมือง 
    3. การเป็นนายจ้างรายใหญ่     มหาวิทยาลัยเป็นนายจ้างรายใหญ่อันดับสองของเมืองแมนเชสเตอร์ โดยจ้างพนักงานมากกว่า 12,800 คน และจ่ายค่าแรงที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ (living wage) ให้กับพนักงานทุกคน

 ผลกระทบต่อประเทศ (สหราชอาณาจักร)

ในระดับประเทศ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ทำหน้าที่เป็น "เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจและสังคม" (economic and social powerhouse) ที่สำคัญ โดยเฉพาะในภาคเหนือของอังกฤษ

  1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ     รายงาน London Economics ประจำปี 2022-23 ระบุว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมของมหาวิทยาลัยต่อสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 7.3 พันล้านปอนด์     ทุก 1 ปอนด์ที่ลงทุนในกิจกรรมการวิจัย ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจถึง 5.95 ปอนด์     รายได้ของมหาวิทยาลัยอยู่ที่ 1.3 พันล้านปอนด์ ซึ่งมากกว่ารายได้ของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 
    1. การจ้างงานและนวัตกรรม     มหาวิทยาลัยเป็นนายจ้างรายใหญ่   โดย 1 ใน 25 ตำแหน่งงานในเมืองแมนเชสเตอร์มาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้    และยังสนับสนุนการจ้างงานทางอ้อมอีกกว่า 31,000 ตำแหน่ง ทั่วประเทศ     มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือ (North of England) โดยมีการลงทุนในเชิงพาณิชย์ผ่านบริษัทสปินออฟและ Unit M ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ที่มุ่งเน้นการเป็นพันธมิตรกับสตาร์ทอัพและอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของภูมิภาค
    2. ผลกระทบด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะ     กิจกรรมการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมูลค่า 1.6 พันล้านปอนด์   จากผลตอบแทนที่สูงขึ้นของผู้สำเร็จการศึกษาและการมีงานทำที่ดีขึ้น

สรุปได้ว่า     มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ได้นำแนวคิด "ผลกระทบต่อสังคม" มาขับเคลื่อนเป็นกลยุทธ์หลักจนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญ ส่งผลให้เกิดวงจรคุณค่าที่เชื่อมโยงนักศึกษา (ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือทำ) ชุมชนท้องถิ่น (ผ่านการพัฒนาเมืองและการจ้างงาน) และเศรษฐกิจของประเทศ (ผ่านมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล) เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

 

นี่คือตัวอย่างของการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย อย่างเป็นรูปธรรม   ที่ UNESCO เสนอหลักการไว้ในข้อเสนอ Transforming Higher Education : Global Collaboration on Visioning and Action   

วิจารณ์ พานิช

๒๒ มี.ค. ๖๙