ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒ ตอนที่ ๓ ตอนที่ ๔ ตอนที่ ๕ ตอนที่ ๖ ตอนที่ ๗ ตอนที่ ๘
PMAC 2027 2nd Preparatory Meeting จัดที่ โอกินาวา ระหว่างวันที่ ๒๕ - ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙ โดย JICA เป็นเจ้าภาพ
๒๗ มีนาคม ๒๕๖๙ Day 3 ศ. นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา เป็นประธาน
๙.๐๐ - ๑๐.๓๐ น. อภิปรายเรื่อง หัวข้อ PMAC หลังปี 2027 พอจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า
PMAC 2028 : Global Health Post SDG ปีนี้ตกลงกันแน่นอนแล้ว
PMAC 2029 : สุขภาวะที่ได้จากชีวิตเพื่อผู้อื่น (ผมแปลงจาก Spiritual Health) สสส. (ดร. รังสรรค์ มั่นคง) lead
PMAC 2030 : AI – Arms Nexus and Global Health, Dennis Carrol lead
PMAC 2031 : Climate Change, Peter Friberg lead
จากการอภิปรายเรื่อง Spiritual Health ผมได้รู้จัก Existential Health นำไปขอความรู้จากสหายเอไอ ได้รับคำตอบดังนี้
ChatGPT
Existential health (สุขภาวะเชิงอัตถิภาวะ) เป็นแนวคิดใหม่ในวงการสุขภาพที่ขยายกรอบจาก “สุขภาพกาย-ใจ-สังคม” ไปสู่คำถามที่ลึกที่สุดของมนุษย์ คือ “ชีวิตมีความหมายอะไร เราเป็นใคร และเราอยู่ไปเพื่ออะไร”
1) Existential health คืออะไร Existential health หมายถึง ภาวะที่บุคคลมี “ความหมายในชีวิต (meaning)”, “เป้าหมาย (purpose)”, และ “ความสอดคล้องกับตัวตนลึก (authenticity)”
องค์ประกอบหลัก เช่น
- การค้นพบความหมายของชีวิต (meaning-making)
- การยอมรับความไม่แน่นอน ความตาย ความทุกข์
- การมีคุณค่าและเป้าหมายชีวิต
- ความเชื่อมโยงกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง (เช่น ธรรมชาติ มนุษยชาติ หรือจักรวาล)
แนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจาก
- Viktor Frankl (ผู้พัฒนา logotherapy เรื่อง “มนุษย์แสวงหาความหมาย”)
- สาขา Existential Psychology
2) ริเริ่มโดยประเทศอะไร แนวคิด existential health ในระดับนโยบายสุขภาพสาธารณะ
เริ่มชัดเจนในกลุ่มประเทศยุโรปเหนือ โดยเฉพาะ Sweden, Denmark โดยมีหน่วยงานสำคัญคือ Public Health Agency of Sweden ประเทศเหล่านี้พยายามตอบโจทย์ว่า ทำไมคนในประเทศที่ “สุขภาพดีและมั่งคั่ง” ยังมีปัญหาซึมเศร้า ความโดดเดี่ยว และการฆ่าตัวตายสูง จึงพัฒนาแนวคิด “existential health” เพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้
3) ทำอะไร (แนวทางดำเนินการ) แนวทางที่ใช้ในยุโรป ได้แก่
(1) วัดสุขภาวะเชิงความหมายชีวิต
- พัฒนาเครื่องมือวัด เช่น meaning in life, existential well-being
- นำเข้าในระบบ public health surveys
(2) ใช้ในระบบสุขภาพและการศึกษา
- สนับสนุน “existential conversations” ระหว่างแพทย์-ผู้ป่วย
- ใช้ใน palliative care, mental health, และ elderly care
- บรรจุในหลักสูตรโรงเรียน/มหาวิทยาลัย
(3) สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความหมายชีวิต
- ศิลปะ วัฒนธรรม ธรรมชาติ
- community engagement
- volunteering
4) ส่งผลอย่างไร ผลลัพธ์ที่พบ (เชิงวิจัยและนโยบาย):
ระดับบุคคล
- ลดภาวะซึมเศร้าและความสิ้นหวัง
- เพิ่ม resilience (ความสามารถฟื้นตัว)
- เพิ่ม life satisfaction และ well-being
ระดับระบบสุขภาพ
- ลดการใช้บริการสุขภาพที่ไม่จำเป็น
- เพิ่มคุณภาพการดูแลแบบองค์รวม (holistic care)
ระดับสังคม
- ลด loneliness
- เพิ่ม social cohesion และความไว้วางใจ
5) ความเชื่อมโยงกับ Spiritual Health Spiritual health (สุขภาวะทางจิตวิญญาณ) คือความสัมพันธ์กับ “สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง” เช่น ศาสนา ธรรมชาติ คุณค่าทางจริยธรรม
ความสัมพันธ์
| มิติ | Existential health | Spiritual health |
|---|---|---|
| แกนหลัก | ความหมายชีวิต | ความเชื่อ/ความศรัทธา |
| ลักษณะ | อาจไม่เกี่ยวศาสนา | อาจเกี่ยวศาสนา |
| จุดร่วม | meaning, purpose, transcendence |
กล่าวได้ว่า Existential health = แกนกลางของ “ความหมายชีวิต” Spiritual health = หนึ่งในแหล่งที่สร้าง ความหมายนั้น
6) ความเชื่อมโยงกับ IDGs (Inner Development Goals) Inner Development Goals เป็นกรอบพัฒนาคน “จากภายใน” เพื่อบรรลุ SDGs IDGs มี 5 มิติ (1) Being (2) Thinking (3) Relating (4) Collaborating (5) Acting
จุดเชื่อมสำคัญ Existential health เชื่อมกับ IDGs อย่างลึกมาก โดยเฉพาะ
(1) Being : self-awareness, presence, inner compass ตรงกับ “การรู้ว่าชีวิตมีความหมายอะไร”
(2) Thinking : complexity awareness, perspective taking ช่วยให้เข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิต (existential uncertainty)
(3) Relating : compassion, connectedness เชื่อมโยงกับการไม่โดดเดี่ยว (existential isolation)
7) สรุปภาพใหญ่ Existential health คือ “มิติความหมายของชีวิต” ในสุขภาพ พัฒนาเด่นในยุโรปเหนือ เพื่อตอบปัญหาสุขภาพจิตยุคใหม่ เชื่อมโยงโดยตรงกับ Spiritual health (มิติความลึกของจิตวิญญาณ) และ IDGs (การพัฒนามนุษย์จากภายใน)
หาก SDGs คือ “เป้าหมายของโลก” IDGs คือ “การพัฒนาคน” และ Existential health คือ “แกนลึกที่ทำให้คนมีพลังจะไปถึงเป้าหมายนั้น”
เพราะคำพูดสั้นๆ ของ Peter Friberg ว่าท่านเป็นผู้นำจัดทำ Lancet Commission on Existential Health ผมจึงนำไปถามสหาย ChatGPT ได้รับคำตอบดังนี้
ChatGPT
Peter Friberg เป็นผู้นำ (Chair) ของคณะกรรมาธิการในวารสาร The Lancet ที่มีชื่อว่า The Lancet Commission on Existential Health
1) Commission นี้ว่าด้วยเรื่องอะไร คณะกรรมาธิการนี้มุ่งศึกษาและเสนอว่า “สุขภาวะของมนุษย์ต้องรวม ‘มิติความหมายของชีวิต (existential dimension)’ เป็นแกนกลาง” โดยตั้งคำถามสำคัญว่า
- ทำไมสังคมที่มั่งคั่งยังมีปัญหาสุขภาพจิตสูง
- ระบบสุขภาพที่เน้น biomedical model เพียงอย่างเดียว “ไม่พอ” หรือไม่
2) ประเด็นหลักที่ Commission เสนอ
(1) ขยายความหมายของ “สุขภาพ” จากเดิม กาย + ใจ + สังคม ไปสู่: + existential dimension (ความหมายชีวิต / purpose / belonging)
(2) ระบุ “ความทุกข์เชิงอัตถิภาวะ” (existential suffering) เช่น ความรู้สึกไร้ความหมาย ความโดดเดี่ยวเชิงลึก ความกลัวความตาย การขาดเป้าหมายชีวิต สิ่งเหล่านี้เป็น “determinants of health” ที่ระบบสุขภาพมักมองไม่เห็น
(3) เสนอให้ระบบสุขภาพเปลี่ยนวิธีคิด จาก disease-centered care ไปสู่ meaning-centered / person-centered care
ตัวอย่าง การสนทนาเรื่อง “ความหมายชีวิต” ในการรักษา การดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (palliative care) ที่เน้น dignity และ meaning การเชื่อมสุขภาพกับศิลปะ ธรรมชาติ และชุมชน
(4) เชื่อมกับ Public Health Commission นี้เสนอว่า existential health ไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจก แต่เป็น “เรื่องเชิงระบบ” เช่น นโยบายลด loneliness การออกแบบเมืองให้คนรู้สึกมีความหมายและ belonging การศึกษาเพื่อสร้าง purpose ในชีวิต
3) ผลกระทบสำคัญ
เชิงวิชาการ ทำให้ “existential health” กลายเป็นประเด็นระดับโลก เชื่อม psychology, philosophy, public health เข้าด้วยกัน
เชิงนโยบาย ประเทศยุโรปเหนือเริ่มบรรจุใน public health agenda ขยายบทบาทของ mental health → ไปสู่ “meaning of life”
เชิงปฏิบัติ เกิดแนวคิด existential care ในโรงพยาบาล ใช้ใน mental health, chronic illness, end-of-life care
4) ความเชื่อมโยงที่สำคัญ
(1) กับ Spiritual Health Commission มองว่า existential health เป็น “กรอบกว้าง” ที่รวม spiritual health อยู่ภายใน
(2) กับ SDGs / IDGs SDGs แก้ “ปัญหาภายนอก” IDGs พัฒนา “ศักยภาพภายใน” existential health = สะพานเชื่อม โดยเฉพาะ meaning → drives action, purpose → sustains long-term change
5) สรุปสั้นที่สุด Peter Friberg นำ Lancet Commission ที่เสนอว่า “การสร้างสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ต้องรวม ‘ความหมายของชีวิต’ เป็นแกนกลางของระบบสุขภาพ”
หากท่านสนใจ ผมสามารถสรุป ข้อเสนอเชิงนโยบายของ Commission นี้เป็น 5–10 actionable strategies สำหรับประเทศไทย โดยเชื่อมกับ ระบบสุขภาพ ระบบการศึกษา และการพัฒนาพลเมือง (SEL / IDGs) ได้ครับ
ได้แนวทางพัฒนา PMAC 2029 ที่ชัดเจนมาก
ตอนบ่าย เราฟังการบรรยายเรื่อง Clinical Perspective on Changes in Health Indicators in Okinawa โดย Dr. Yoshihiro Takayama แพทย์โรคติดเชื้อ และเวชศาสตร์ชุมชน โรงพยาบาล Okinawa Prefectural Chubu Hospital มาบรรยายที่ห้องประชุมของ JICA ที่เราใช้มา ๓ วัน
เพื่อให้ได้ข้อมูลภาพรวม ผมถามสหายเอไอ เจมีไนว่า “สถานะด้านสุขภาพในภาพรวมของ Okinawa Prefecture มีลักษณะจำเพาะ ต่างจากภาพรวมของประเทศญี่ปุ่นอย่างไรบ้าง มีส่วนไหนที่โอกินาวา ดีกว่า ส่วนไหนที่โอกินาวาด้อยกว่า เพราะอะไร” ได้รับคำตอบที่มีประโยชน์มาก ดังนี้
Gemini
สถานะด้านสุขภาพของจังหวัดโอกินาวา (Okinawa Prefecture) เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาด้านสาธารณสุขที่น่าสนใจที่สุดในโลก เพราะภาพจำที่คนทั่วไปมีต่อโอกินาวาคือ "ดินแดนคนอายุยืน (Blue Zone)" แต่ในความเป็นจริงปัจจุบัน โอกินาวากำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า "Okinawa Shock" (วิกฤตอายุขัยโอกินาวา) ภาพรวมสุขภาพของโอกินาวาในปัจจุบันมีความย้อนแย้งสูงมาก โดยแบ่งเป็นส่วนที่ดีกว่าและด้อยกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศญี่ปุ่นดังนี้
ส่วนที่โอกินาวา "ดีกว่า" ค่าเฉลี่ยของญี่ปุ่น
- ผู้สูงอายุวัยปลาย (อายุ 90-100 ปีขึ้นไป) มีสุขภาพที่แข็งแรงมาก ประชากรกลุ่มนี้ยังคงได้รับอานิสงส์จากวิถีชีวิตและอาหารแบบดั้งเดิม (เช่น กินมันม่วง มะระ เต้าหู้) ทำให้มีอัตราการป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็งบางชนิดต่ำกว่าคนวัยเดียวกันในภูมิภาคอื่น
- สุขภาพจิตและเครือข่ายทางสังคมที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมโอกินาวาโดดเด่นเรื่องระบบ "โมไอ" (Moai - กลุ่มออมทรัพย์) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มเกื้อกูลกันทางสังคมและการเงิน และแนวคิด "อิคิไก" (Ikigai) หรือการมีเป้าหมายในการตื่นมาทุกๆ เช้า สิ่งนี้ทำให้ผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้าและความโดดเดี่ยวน้อยกว่าเกาะหลักของญี่ปุ่น
- อัตราการเกิดสูงที่สุดในประเทศ โอกินาวาเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility rate) สูงที่สุดในญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อโครงสร้างประชากรในระยะยาว
ส่วนที่โอกินาวา "ด้อยกว่า" ค่าเฉลี่ยของญี่ปุ่น (ปรากฏการณ์ Okinawa Shock)
ตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา อายุขัยเฉลี่ยของคนโอกินาวามีแนวโน้มลดลงอย่างน่าตกใจ จากที่ผู้ชายเคยมีอายุขัยเฉลี่ยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ในกลุ่มรั้งท้าย (อันดับที่ 43 จาก 47 จังหวัดในสถิติปีล่าสุด) ส่วนผู้หญิงจากอันดับ 1 ก็ร่วงลงมาเช่นกัน โดยมีปัญหาหลักคือ
- อัตราโรคอ้วนสูงที่สุดในญี่ปุ่น ทั้งผู้ชายและผู้หญิงในโอกินาวามีสัดส่วนผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างชัดเจน
- การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในวัยทำงาน ประชากรวัย 40-60 ปี มีอัตราการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดสมอง เบาหวาน และโรคตับ สูงมาก
- ปัญหาสุขภาพช่องปากในเด็ก เด็กในโอกินาวามีอัตราฟันผุสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งมักเป็นดัชนีชี้วัดเบื้องต้นถึงพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข
ทำไมถึงเกิดความแตกต่างนี้ (สาเหตุของความถดถอยทางสุขภาพ)
นักระบาดวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองด้านสุขภาพ วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้สุขภาพของวัยทำงานและวัยรุ่นในโอกินาวาแย่ลงไว้ 4 ปัจจัยหลัก
- การเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการ (Dietary Westernization) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โอกินาวาอยู่ใต้การบริหารของสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานาน ทำให้รับวัฒนธรรมอาหารจานด่วน เนื้อสัตว์แปรรูป (เช่น Spam) และอาหารไขมัน/น้ำตาลสูงเข้ามาเต็มๆ คนรุ่นใหม่แทบไม่ได้กินอาหารดั้งเดิมแบบคนรุ่นปู่ย่าตายายแล้ว
- สังคมพึ่งพารถยนต์ (Car-centric Society) โอกินาวาไม่มีระบบรถไฟที่ครอบคลุมเหมือนโตเกียวหรือโอซาก้า ประชาชนเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก ทำให้ "จำนวนก้าวเดินต่อวัน" ของคนโอกินาวาต่ำที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น
- ปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ (Social Determinants of Health) โอกินาวาเป็นจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำที่สุด และมี "อัตราความยากจนในเด็ก" สูงที่สุดในญี่ปุ่น ความขัดสนทางเศรษฐกิจทำให้คนเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น (อาหารฟาสต์ฟู้ดราคาถูกกว่าและอิ่มกว่า) และส่งผลต่อความเครียดในวัยทำงาน
- วัฒนธรรมการดื่มแอลกอฮอล์ โอกินาวามีวัฒนธรรมการสังสรรค์ที่ดื่มหนัก โดยเฉพาะเหล้าพื้นเมืองอย่าง "อาวาโมริ" (Awamori) และมักจะดื่มกันจนดึกดื่น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับสถิติโรคตับที่สูงขึ้น
สรุปคือ โอกินาวากำลังเผชิญหน้ากับช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ด้านสุขภาพอย่างรุนแรง คนรุ่นเก่าคือต้นแบบของ Blue Zone ในขณะที่คนรุ่นใหม่คือผลผลิตของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามทุนนิยมและตะวันตกภิวัตน์
คุณอยากให้ผมเจาะลึกตรงจุดไหนเพิ่มไหมครับ เช่น รูปแบบการทำงานของระบบ "โมไอ" (Moai) ที่ช่วยพยุงสุขภาพจิต หรือแนวทางที่รัฐบาลท้องถิ่นโอกินาวากำลังพยายามใช้เพื่อแก้วิกฤตโรคอ้วนในปัจจุบัน?
โรงพยาบาล OCH – Okinawa Chubu Hospital อยู่ไกลจาก JICA Center มาก นั่งรถไปเกือบชั่วโมง ผมค้นพบทีหลังว่า คำว่า ฉี้ แปลว่าภาคกลาง คืออยู่กลางเกาะ เขาแบ่งทีมเยี่ยมชม ๒๙ คนเป็น ๒ กลุ่ม มีหัวหน้าแพทย์ประจำบ้าน (ชาย) และแพทย์ประจำบ้าน (หญิง) พาชม ICU แผนกรังสี (มี CT ๒ เครื่อง, MRI ๑ เครื่อง, X-Rays ๔ เครื่อง) รพ. มี ๕๕๐ เตียง ใหญ่เป็นที่ ๒ รองจาก รพ. ของโรงเรียนแพทย์ ที่นี่มีแพทย์เฉพาะทางครบ แต่เรื่องยากๆ เช่น stroke เขาส่งต่อโรงเรียนแพทย์ ดังนั้น นี่คือโรงพยาบาลประจำจังหวัดแบบโรงพยาบาลศูนย์ของเรานั่นเอง
เดินชมเสร็จ ไปนั่งซักถามกันที่ห้องสมุด โรงพยาบาลเขามีห้องประชุมห้องเดียว และไม่ว่าง มีการประชุมอยู่ การซักถาม ช่วยให้เราเข้าใจระบบสุขภาพของโอกินาวามากขึ้น
ผมถามสหายเจมิไน ว่า “กรุณาอธิบายระบบโรงพยาบาล และสถานบริการสุขภาพของ Okinawa Prefecture มีโรงพยาบาลของรัฐ และจำนวนเตียงเท่าไร โรงพยาบาลเอกชนกี่โรงพยาบาล จำนวนเตียงเท่าไร มีศูนย์สุขภาพกระจายไปตามชุมชนอย่างไรบ้าง มีระบบอาสาสัครด้านสุขภาพ ให้เพื่อนบ้านช่วยเหลือกันอย่างไรบ้าง” ได้รับคำตอบดังนี้
Gemini
1. ภาพรวมระบบโรงพยาบาลและจำนวนเตียง ระบบสาธารณสุขของโอกินาวาออกแบบมาให้โรงพยาบาลรัฐเป็นศูนย์กลางในการรับมือกับโรคซับซ้อนและเหตุฉุกเฉิน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกจะเน้นดูแลโรคทั่วไปและการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ปัจจุบันมีโรงพยาบาลรวมทั้งหมดประมาณ 90 แห่ง และมีจำนวนเตียงผู้ป่วยรวมราวๆ 10,000 ถึง 11,000 เตียง แบ่งได้ดังนี้
- โรงพยาบาลของรัฐ มีโรงพยาบาลหลักของจังหวัดอยู่ 6 แห่ง (ครอบคลุมเขตเหนือ เขตกลาง เขตใต้ ศูนย์การแพทย์เด็ก เกาะมิยาโกะ เกาะยาเอยามะ และโรงพยาบาลจิตเวช)
- จำนวนเตียงของรัฐ รวมประมาณ 2,100 ถึง 2,200 เตียง
- บทบาทของรัฐ ทำหน้าที่รับผู้ป่วยหนักฉุกเฉิน ดูแลผู้ป่วยในพื้นที่เกาะห่างไกล และเป็นศูนย์ฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง
- โรงพยาบาลเอกชนและคลินิก มีโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 80 กว่าแห่ง และมีคลินิกเวชกรรมกระจายตัวอยู่อีกกว่า 900 แห่ง
- จำนวนเตียงของเอกชน คุมสัดส่วนเตียงส่วนใหญ่ของจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 8,000 กว่าเตียง
- บทบาทของเอกชน เน้นไปที่การรักษาโรคทั่วไป การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง การทำกายภาพบำบัด และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว
2. ระบบศูนย์สุขภาพในชุมชน การสาธารณสุขของที่นี่ใช้ระบบศูนย์สุขภาพแบบ 2 ระดับ เพื่อให้ครอบคลุมทั้งการจัดการเชิงนโยบายและการดูแลคนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดครับ:
- ศูนย์อนามัยระดับจังหวัด โอกินาวาแบ่งพื้นที่ดูแลออกเป็น 6 เขตหลัก ศูนย์เหล่านี้ไม่ได้มีไว้รักษาโรคทั่วไป แต่ทำหน้าที่จัดการภาพรวม เช่น ควบคุมการระบาดของโรคติดต่อ ดูแลสุขาภิบาลอาหารและสิ่งแวดล้อม และออกใบอนุญาตสถานพยาบาล
- ศูนย์สุขภาพระดับเทศบาล ศูนย์นี้จะตั้งอยู่ในทุกอำเภอ เมือง และหมู่บ้าน ถือเป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ทำหน้าที่เชิงป้องกัน เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ ฉีดวัคซีน และดูแลสุขภาพแม่และเด็ก
3. ระบบอาสาสมัครด้านสุขภาพและการเกื้อกูลของเพื่อนบ้าน โอกินาวามีระบบที่คล้ายกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของไทย ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เน้นจิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้เกิดตาข่ายรองรับทางสังคมที่แข็งแกร่งมาก
- อาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพ เป็นชาวบ้านที่ได้รับการแต่งตั้งจากเทศบาลให้ทำหน้าที่กระตุ้นให้คนในชุมชนไปตรวจสุขภาพ จัดกิจกรรมออกกำลังกาย และให้ความรู้เรื่องอาหารการกิน
- กรรมการช่วยเหลือประชาชน เป็นอาสาสมัครด้านสวัสดิการสังคม ทำหน้าที่เดินสายเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง หากพบว่าใครป่วยหรือมีปัญหาความเป็นอยู่ ก็จะประสานงานส่งต่อให้หน่วยงานรัฐหรือโรงพยาบาลทันที
- การช่วยเหลือกันของเพื่อนบ้าน นอกเหนือจากระบบของรัฐ ชาวบ้านจะดูแลกันผ่านการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น หากพบว่าสมาชิกในกลุ่มหายหน้าไปหรือไม่มาร่วมกิจกรรมตามปกติ เพื่อนบ้านจะไปเคาะประตูเรียกที่บ้านเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยทันที สิ่งนี้ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุได้มาก
โครงสร้างนี้แสดงให้เห็นถึงการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนระหว่างภาครัฐ เอกชน และพลังของชุมชน
คุณอยากให้ผมเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการระบบแพทย์ฉุกเฉินสำหรับพื้นที่เกาะห่างไกล เช่น การใช้เฮลิคอปเตอร์หรือเรือพยาบาล ไหมครับ
แปลกมาก ที่เขาระบุปัญหาโรคอ้วน แต่เดินตามถนน ไม่เห็นมีคนอ้วนเลย มีแต่คนแก่ เก็บข้อสงสัยมาถามลูกสาว เขาบอกว่าญี่ปุ่นลดเกณฑ์ BMI ที่ถือว่าอ้วนจาก ๒๕ เหลือ ๒๓ ทำให้สถิติคนอ้วนสูงขึ้น
วิจารณ์ พานิช
๒๘ มี.ค. ๖๙ ห้อง ๒๐๓ JICA Okinawa Center