บทความใน University World News วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๙ เรื่อง US leads worldwide decline in academic freedom – Report  นำสู่เอกสาร Academic Freedom Index 2026   เนื่องจากตาผมไม่ดี อ่านเอกสารตัวเล็กๆ ลำบาก    จึงขอให้สหายเอไอช่วยอ่านแทน    ด้วยคำถามดังนี้ “ในรายงาน Academic Freedom Index Updated 2026 https://www.scholarsatrisk.org/wp-content/uploads/2026/03/Academic_Freedom_Index_Update_2026-2.pdf ประเทศไทยอยู่ที่ตำแหน่งใดในโลก   ใน ๑๐ ปีที่ผ่านมาเสรีภาพทางวิชาการของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง”     ขอนำคำตอบของ Gemini   และ ChatGPT มาลงไว้ดังนี้

 

Gemini

อ้างอิงจากรายงาน Academic Freedom Index (AFI) Update 2026 (ซึ่งเผยแพร่ในช่วงเดือนมีนาคม 2026 โดยจัดทำจากฐานข้อมูลของ V-Dem Institute ร่วมกับนักวิชาการทั่วโลก)    สถานการณ์เสรีภาพทางวิชาการของประเทศไทยมีข้อค้นพบที่สำคัญดังนี้ครับ:

1. ประเทศไทยอยู่ที่ตำแหน่งใดในโลก?    ในรายงานฉบับล่าสุด ดัชนีไม่ได้ใช้ระบบจัดอันดับเรียงเบอร์ 1, 2, 3... แต่ใช้วิธีจัดกลุ่มประเทศตามเปอร์เซ็นไทล์ (กลุ่มสถานะ)

ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของโลก คือกลุ่ม "Bottom 40-50%" (กลุ่มที่มีเสรีภาพต่ำกว่ากึ่งกลางของโลก) โดยอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศอย่าง อินโดนีเซีย, คาซัคสถาน, เอธิโอเปีย และที่น่าสนใจคือ สหรัฐอเมริกา (ซึ่งในปี 2026 คะแนนตกลงมาอยู่ในกลุ่มนี้อย่างรวดเร็วจากการแทรกแซงทางการเมือง) การถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้สะท้อนว่า เสรีภาพในการสอน การทำวิจัย การแสดงออกทางวิชาการ และความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยในไทย ยังคงมีข้อจำกัดอยู่มากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล

2. ใน 10 ปีที่ผ่านมา เสรีภาพทางวิชาการของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

รายงานได้เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ (เทียบกับข้อมูลเมื่อ 10 ปีก่อน) และพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีระดับเสรีภาพทางวิชาการ "เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเป็นรูปธรรม" (Statistically and substantially significant higher levels) ในขณะที่ภาพรวมของโลกมีถึง 50 ประเทศที่เสรีภาพทางวิชาการถดถอยลงอย่างหนัก

สาเหตุของแนวโน้มนี้:

การที่กราฟรอบ 10 ปีของไทยแสดงผลเป็น "การพัฒนาขึ้น" ไม่ได้แปลว่าไทยมีเสรีภาพอย่างเต็มที่สมบูรณ์แล้ว แต่เป็นผลมาจาก ฐานเปรียบเทียบเมื่อ 10 ปีก่อน (ช่วงปี 2014-2016) ซึ่งเป็นช่วงหลังการรัฐประหาร (พ.ศ. 2557) ที่เสรีภาพทางวิชาการของไทยถูกกดทับจนตกลงไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุด (Rock bottom) มีการจำกัดการแสดงออก คุกคามนักวิชาการ และเซนเซอร์เนื้อหาอย่างเข้มงวด

ดังนั้น เมื่อบรรยากาศทางการเมืองในยุคปัจจุบันผ่อนคลายลง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และพื้นที่ในการวิพากษ์วิจารณ์เชิงวิชาการเริ่มกลับมาดำเนินการได้บ้าง ดัชนีของไทยในปัจจุบันจึงถือเป็นการ "ฟื้นตัว" ขึ้นมาจากจุดต่ำสุดเมื่อทศวรรษที่แล้วนั่นเองครับ

สรุปสั้นๆ คือ: เสรีภาพทางวิชาการของไทย "ดีขึ้น" เมื่อเทียบกับยุคทหารครองอำนาจเมื่อ 10 ปีก่อน แต่เมื่อนำไปเทียบกับบนเวทีโลก ไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ "ค่อนข้างต่ำ" (Bottom 40-50%) ครับ

 

ChatGPT

ผมสรุปจากข้อมูลของรายงาน Academic Freedom Index Update 2026 (จัดทำโดย Scholars at Risk + V-Dem) ร่วมกับฐานข้อมูลดัชนีล่าสุด ได้ดังนี้

1. ตำแหน่งของประเทศไทยในโลก   รายงาน Academic Freedom Index (AFI) ครอบคลุมประมาณ 179 ประเทศ และจัดระดับเป็นกลุ่ม (high / medium / low)

สถานะของไทย    ไทยมีค่า AFI ล่าสุดประมาณ 0.45 (ปี 2024–2025) (The Global Economy)    ค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 0.57 (The Global Economy)     แปลว่า ไทยอยู่ “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก” อย่างชัดเจน

ในเชิงการจัดกลุ่ม (ตามวิธีของ AFI)   ไทยอยู่ในกลุ่ม “Moderately low academic freedom” (ค่อนข้างต่ำ)   หากเทียบเชิงลำดับโลก (ประมาณการจากฐานข้อมูล V-Dem)  อยู่ราว กลุ่มกลางค่อนไปทางล่าง (ประมาณอันดับ 90–120 จาก ~170+)

2. แนวโน้ม 10 ปีของไทย

(1) ช่วง 2014–2016 : “ตกต่ำมาก”    ค่า AFI ของไทยลดลงอย่างมาก    ต่ำสุดราว 0.12 ในปี 2015 (The Global Economy)    สะท้อน  การควบคุมเสรีภาพทางวิชาการ  การจำกัดการแสดงออก

(2) ช่วง 2017–2020 : “ฟื้นตัวบางส่วน”    ค่าเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำ    สถานการณ์ยังไม่เสถียร

(3) ช่วง 2021–2024 : “ฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่ามาตรฐานโลก”    ค่าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 0.45 (The Global Economy)    แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ

(4) ภาพรวม 10 ปี   สรุปได้ว่า  ไทย “ฟื้นจากจุดต่ำมาก” แต่ยังไม่กลับสู่ระดับสูง    และยังอยู่ในกลุ่มที่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

 

3. ความหมายเชิงโครงสร้าง    Academic Freedom Index วัด 5 มิติหลัก ได้แก่ (Academic Freedom Index)

  • เสรีภาพในการสอนและวิจัย
  • เสรีภาพในการเผยแพร่ความรู้
  • autonomy ของสถาบัน
  • ความปลอดภัยในมหาวิทยาลัย
  • เสรีภาพทางวิชาการและวัฒนธรรม

ดังนั้นสถานะของไทยสะท้อนว่า

  • institutional autonomy ยังจำกัด
  • การแสดงออกทางวิชาการยังมีข้อจำกัด
  • มหาวิทยาลัยยังไม่เป็น “พื้นที่เสรีเต็มที่”

4. การเปรียบเทียบเชิงภูมิภาค ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • สูง: ไต้หวัน, ญี่ปุ่น
  • กลาง: อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์
  • ต่ำ: ไทย, เวียดนาม (บางช่วง), กัมพูชา    ไทยอยู่ “กลางค่อนไปทางต่ำ”

5. ความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ประชาธิปไตย    ข้อมูลอื่นสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน เช่น

  • ดัชนีประชาธิปไตยไทยลดลงในช่วงหลัง
  • มีข้อสังเกตเรื่องการจำกัดสิทธิเสรีภาพ (nationthailand)

 สอดคล้องกับหลักการของ AFI ที่ว่า  เสรีภาพทางวิชาการสัมพันธ์กับเสรีภาพทางสังคมโดยรวม

6. ข้อสรุปเชิงตีความ    ภาพรวม 10 ปีของไทยคือ  จาก “ต่ำมาก” → “ฟื้นตัวบางส่วน”    แต่ยัง “ไม่ถึงระดับที่เอื้อต่อมหาวิทยาลัยนวัตกรรม”    หรือกล่าวอีกแบบหนึ่ง  ไทยยังไม่สามารถสร้าง “ecosystem ของความคิดอิสระ” ได้เต็มที่

7. นัยต่อมหาวิทยาลัยไทย    สถานะนี้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพอุดมศึกษา

(1) จำกัดความคิดสร้างสรรค์

  • นักวิชาการไม่กล้า explore เรื่อง sensitive
  • innovation เชิงสังคมจึงจำกัด

(2) ลดความสามารถในการตั้งคำถาม

  • critical thinking อ่อน
  • ความรู้ใหม่เกิดยาก

(3) กระทบ global competitiveness   มหาวิทยาลัยที่เสรีต่ำ  → มักไม่เป็น innovation leader

 

8. ข้อคิดเชิงยุทธศาสตร์    หากเชื่อมกับแนวคิดที่ท่านสนใจ (TSEL, TSL, cybernetics)  จะเห็นว่า  เสรีภาพทางวิชาการ คือ “เงื่อนไขพื้นฐานของระบบเรียนรู้ของสังคม”    ถ้าไม่มีสิ่งนี้

  • feedback loop จะไม่ทำงาน
  • ระบบจะไม่เรียนรู้
  • innovation จะจำกัด

9. สรุปสั้นที่สุด

  • ไทยอยู่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก
  • เคยตกต่ำมากในช่วง 2014–2016
  • ฟื้นตัวบางส่วนในช่วงหลัง
  • แต่ยังอยู่ในกลุ่ม เสรีภาพระดับปานกลางค่อนไปทางต่ำ

และประเด็นสำคัญที่สุดคือ  หากไทยต้องการเป็นประเทศรายได้สูง  ต้องยกระดับ “เสรีภาพทางวิชาการ” ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบอุดมศึกษา

หากท่านสนใจ ผมสามารถต่อยอดวิเคราะห์ได้อีกเรื่องที่สำคัญมาก เช่น

  • “เสรีภาพทางวิชาการเชื่อมกับ innovation economy อย่างไร”
  • “มหาวิทยาลัยไทยจะสร้าง academic freedom โดยไม่ขัดกับบริบทสังคมได้อย่างไร”

ซึ่งเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ของประเทศโดยตรงครับ

 

ได้เรียนรู้จุดอ่อนของสังคมไทย   ที่เป็นกับดักหรือหล่มการพัฒนาสู่ประเทศรายได้สูง สังคมสุขภาวะ

วิจารณ์ พานิช

๒๑ มี.ค. ๖๙