ในขณะที่ลูกกำลังจะไปทำหน้าที่เป็นนักศึกษาแพทย์ แม่เองที่อยู่ทางนี้ก็พยายามสร้าง “ความมั่นคง” เล็กๆ ไว้ให้ครอบครัวเราเหมือนกัน นั่นคือโปรเจกต์การเลี้ยงชันโรงที่แม่ตั้งใจจะทำให้เป็นรายได้เสริมที่ยั่งยืนไว้ให้ลูกและหลานในอนาคต กะว่าอีกสัก 5-6 ปี แม่คงจะเป็นกูรูในการเลี้ยงชันโรง

แม่มองว่าชันโรงเป็นสัตว์ที่น่ามหัศจรรย์นะลูก เขาตัวเล็กแต่ขยัน แถมน้ำผึ้งเขาก็มีประโยชน์มาก แม่กะว่าจะเริ่มเลี้ยงทั้งที่สวนปาล์มที่อำเภอหลังสวน และสวนมะพร้าวที่อำเภอนาชะอังของเราที่ชุมพรนี่แหละ

แต่ช่วงนี้พอได้อ่านข่าวและหาข้อมูลตามประสาคนทำสวน แม่ก็แอบหนักใจเรื่อง โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ที่เขากำลังจะทำกันเหลือเกิน แม่พอจะเข้าใจคร่าวๆ ว่าโครงการนี้มันใหญ่โตมหาศาลมาก เป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้านบาท

เขาจะสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดยักษ์ขึ้นที่ฝั่งอ่าวไทยของเราตรง “แหลมริ่ว” ซึ่งมันใกล้กับสวนมะพร้าวที่นาชะอังของเรา แล้วเขาก็จะสร้างท่าเรืออีกแห่งที่ “อ่าวอ่าง” ระนองเพื่อเชื่อมสองฝั่งทะเลเข้าด้วยกัน ขนาดใหญ่กว่าท่าเรือแหลมฉบังเป็นสองเท่า โดยมีทางรถไฟทางคู่กับมอเตอร์เวย์ตัดผ่านคาบสมุทรยาวเกือบ 100 กิโลเมตร เพื่อให้เรือสินค้าไม่ต้องไปวิ่งอ้อมช่องแคบมะละกาที่สิงคโปร์ ช่วยย่นระยะเวลาเดินทางได้ตั้งหลายวัน

ฟังดูเป็นเรื่องความเจริญที่ยิ่งใหญ่มากนะลูก แต่ในใจคนทำสวนอย่างแม่ มันอดกังวลไม่ได้ เพราะถ้าแลนด์บริดจ์เข้ามาจริงๆ สิ่งที่แม่กลัวที่สุดคือฝุ่นควันจากการก่อสร้าง เสียงรถบรรทุกมหาศาล และไอความร้อนจากปูนจากถนนที่จะตัดผ่านป่าผ่านเขา

สิ่งเหล่านี้มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่ “เจ้าอุง” ของแม่ต้องการเลยลูก เพราะพวกเขารักความสะอาดและชอบอากาศบริสุทธิ์ที่สุด ถ้าธรรมชาติรอบบ้านเราเปลี่ยนไป มีมลพิษจากรถและเรือและโรงงานเข้ามาแทนที่สวนมะพร้าวและดอกไม้ แม่กลัวว่าเด็กๆ ของแม่จะอยู่กันไม่ได้

สวนที่อำเภอหลังสวนเราเองก็ต้องลุ้นว่าแนวถนนหรือรถไฟจะตัดผ่านกลางสวนปาล์มเราไหม แม่ไม่ได้อยากขวางความเจริญหรอกนะลูก แต่แม่แค่พยายามรักษาโลกใบเล็กๆ ที่เป็นสีเขียวของเราไว้ เผื่อวันข้างหน้าธุรกิจชันโรงตัวเล็กๆ นี้จะกลายเป็นที่พักใจและรากฐานที่มั่นคงให้ลูกในวันที่ต้องรับภาระหนักจากการเป็นหมอ

ลูกไม่ต้องห่วงแม่ทางนี้มากนะ ตั้งใจเรียนให้เต็มที่ ส่วนแม่จะคอยดูแลสวนและเจ้าอุงพวกนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรอวันที่ลูกกลับมาพักผ่อนที่บ้านเรานะ