ตอนที่ ๑    ตอนที่ ๒  ตอนที่ ๓     ตอนที่ ๔  

ตอนที่ ๕ 

PMAC 2027 : CDoH (Commercial Determinants of Health)  2nd  Preparatory Meeting, ที่ JICA Okinawa Center, วันแรก (๒๕ มีนาคม ๒๕๖๙)   ทำความเข้าใจภาพใหญ่   และภาพย่อย คือ 3 Subthemes 

 Subtheme 2 : Macro-Drivers, Power, and the Commercial Playbook in a Changing World  ไขอำนาจลี้ลับของระบบธุรกิจ และระบบผู้สมรู้ร่วมคิด เพื่อผลประโยชน์เชิงธุรกิจ  โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านลบหลากหลายด้าน ทั้งระดับบุคคล สังคม  สุขภาวะของมนุษย์  ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ  ของสภาพแวดล้อมระดับโลก       

เพื่อให้ผมเข้าใจเรื่องนี้มากกว่าอ่านเอกสารการประชุม  ผมขอให้สหายเอไอช่วยอธิบาย    ได้รับคำตอบดังนี้     

 

Gemini

รายงาน The Lancet Commission on Commercial Determinants of Health (2023) ได้ชำแหละโครงสร้างระดับลึกที่ทำให้ภาคธุรกิจเข้ามามีอิทธิพลต่อสุขภาพของมนุษย์และระบบนิเวศ โดยเจาะลึกไปที่ปัจจัยระดับมหภาค (Macro-Drivers), โครงสร้างอำนาจ (Power), และกลยุทธ์ที่กลุ่มทุนใช้ (Commercial Playbook)    ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ปัญหานี้แก้ไขได้ยากครับ

นี่คือสรุปมุมมองในประเด็นดังกล่าว พร้อมคำแนะนำภาคปฏิบัติเพื่อเชื่อมโยงสู่แนวคิด One Health (สุขภาพหนึ่งเดียว: คน สัตว์ สิ่งแวดล้อม) ครับ

1. มุมมองด้าน Macro-Drivers, Power และ The Commercial Playbook

ก. Macro-Drivers (ปัจจัยขับเคลื่อนระดับมหภาค)    The Lancet มองว่าต้นตอของ CDoH ไม่ใช่แค่บริษัทใดบริษัทหนึ่งทำผิดพลาด แต่เป็นผลจาก ระบบเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก ที่เอื้อให้เกิดสิ่งเหล่านี้:

  • ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) และการทำให้เป็นสินค้า (Commodification)    การผลักดันให้รัฐลดการแทรกแซง   ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี     และเปลี่ยนทุกอย่าง (แม้แต่บริการสุขภาพ น้ำ หรืออากาศ) ให้เป็นสินค้าที่ทำกำไรได้
  • การทำให้เป็นทุนการเงิน (Financialisation)    ภาคธุรกิจถูกขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายเดียวคือ "การสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้ผู้ถือหุ้นในระยะสั้น"    ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องกดต้นทุน (เช่น ละเลยมาตรฐานสิ่งแวดล้อม) และกระตุ้นยอดขายสินค้า (แม้จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ) อย่างไร้ขีดจำกัด

ข. Power (อำนาจและอิทธิพล)    รายงานชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลของอำนาจระหว่าง "บรรษัทข้ามชาติ" กับ "รัฐบาล/ประชาชน"    โดยแบ่งอำนาจออกเป็น 3 มิติ

  • อำนาจเชิงเครื่องมือ (Instrumental Power)    การใช้เงินทุนมหาศาลเพื่อล็อบบี้นักการเมือง สนับสนุนพรรคการเมือง หรือข่มขู่ทางกฎหมายต่อรัฐบาลที่พยายามออกกฎหมายควบคุม
  • อำนาจเชิงโครงสร้าง (Structural Power)    การที่บรรษัทขนาดใหญ่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานของประเทศมากเกินไป (Too big to regulate)    จนรัฐบาลไม่กล้าแตะต้องเพราะกลัวกระทบ GDP
  • อำนาจเชิงวาทกรรม (Discursive Power)    การครอบงำความคิดของสังคมผ่านสื่อและการโฆษณา    เพื่อสร้างค่านิยมว่าปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องของ "ความอ่อนแอ/ขาดวินัยส่วนบุคคล" ไม่ใช่ความผิดของผลิตภัณฑ์

ค. The Commercial Playbook in a Changing World (ตำรากลยุทธ์เชิงพาณิชย์ในโลกที่เปลี่ยนแปลง)    กลุ่มทุนมี "Playbook" หรือกลยุทธ์มาตรฐานที่ใช้ซ้ำๆ เพื่อปกป้องผลกำไรของตนเอง    แม้ในยุคดิจิทัลกลยุทธ์เหล่านี้ก็แค่เปลี่ยนรูปแบบไป

  • การสนับสนุนงานวิจัยที่บิดเบือน (Science Manipulation)    จ้างนักวิชาการหรือตั้งสถาบันบังหน้า เพื่อผลิตงานวิจัยที่สร้าง "ความสงสัย (Doubt)" ต่ออันตรายของสินค้าตนเอง
  • การฟอกเขียวและฟอกสุขภาพ (Greenwashing & Healthwashing)    การทำ CSR บังหน้าเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี แต่แก่นแท้ของธุรกิจยังคงทำลายล้างอยู่
  • ในโลกยุคใหม่ (Changing World)    บรรษัทข้ามชาติใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและ AI ในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อทำโฆษณาแบบเจาะจงเป้าหมาย (Micro-targeting)    ดึงดูดเยาวชนให้ติดสารเสพติด หรืออาหารขยะได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น

2. คำแนะนำภาคปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบด้านลบ และเพิ่มผลด้านบวกต่อ "One Health"

แนวคิด One Health เชื่อมโยงสุขภาพของ "มนุษย์-สัตว์-สิ่งแวดล้อม" เข้าด้วยกัน (เช่น อุตสาหกรรมปศุสัตว์ขนาดใหญ่ที่ใช้ยาปฏิชีวนะเกินขนาด ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา มลพิษทางน้ำ ฝุ่นควัน และโรคระบาดข้ามสายพันธุ์)    การจะปรับ CDoH ให้เกื้อหนุน One Health มีคำแนะนำภาคปฏิบัติดังนี้

ก. การลดผลกระทบด้านลบ (Mitigating Negative Impacts):

  • เลิกเชื่อมั่นใน "มาตรการภาคสมัครใจ" (End Reliance on Voluntary Codes)    รัฐต้องใช้กฎหมายบังคับอย่างเด็ดขาด (Mandatory Regulations)    เช่น บังคับใช้กฎหมายตรวจสอบผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Due Diligence)    หากบริษัทผลิตอาหารสัตว์ก่อมลพิษหรือใช้พืชผลจากการถางป่า  รัฐต้องสามารถเอาผิดถึงบริษัทแม่ได้
  • การปรับโครงสร้างภาษีและการอุดหนุน (Taxation & Subsidy Reform)     ยกเลิกการนำเงินภาษีประชาชนไปอุดหนุนอุตสาหกรรมที่ทำลาย One Health (เช่น การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว) และนำเงินนั้นมาอุดหนุนเกษตรกรรมอินทรีย์และพลังงานสะอาดแทน
  • สร้างกำแพงกั้นผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest Firewalls)    ห้ามไม่ให้ตัวแทนจากอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษหรือทำลายสุขภาพ  เข้ามานั่งเป็นกรรมการหรือมีส่วนร่วมในการร่างนโยบายสาธารณะและนโยบายสิ่งแวดล้อม

 

ข. การเพิ่มผลกระทบด้านบวก (Promoting Positive Impacts):

  • เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ (Wellbeing Economy)    รัฐต้องเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศจากการดูแค่ "การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)"    มาเป็นการวัด "สุขภาพองค์รวมของคนและระบบนิเวศ" เพื่อกระตุ้นให้เกิดโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่
  • สนับสนุนธุรกิจที่สอดคล้องกับธรรมชาติ (Alternative Business Models)    รัฐควรให้สิทธิพิเศษทางภาษีหรือเงินทุนแก่กลุ่มธุรกิจที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว  เช่น วิสาหกิจชุมชน, สหกรณ์, หรือ B-Corporations ที่มีโมเดลธุรกิจแบบหมุนเวียน (Circular Economy)
  • การให้อำนาจภาคประชาสังคม (Empower Civil Society)   สนับสนุนทุนให้แก่ภาคประชาสังคม สื่ออิสระ และนักวิชาการ เพื่อทำหน้าที่เป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน (Watchdog)" ในการเปิดโปงการใช้ Commercial Playbook และฟ้องร้องดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรที่ทำลายระบบนิเวศ

วิกฤตความเชื่อมโยงระหว่าง "ทุนใหญ่-การเกษตรเชิงเดี่ยว-ฝุ่นควันและปัญหาสุขภาพ" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นตัวอย่างของ CDoH ที่กระทบต่อ One Health อย่างรุนแรง    คุณอยากให้ผมลองยกตัวอย่างมาตรการทางกฎหมายที่บางประเทศเริ่มนำมาใช้สู้กับวงจรนี้ เพื่อให้เห็นภาพการนำไปปฏิบัติจริงไหมครับ

เมื่อผมขอตัวอย่าง   ก็ได้รับคำตอบจากสหายเจมิไน ดังนี้ 

 

Gemini

กรณีศึกษาเรื่อง "กลุ่มทุนการเกษตรขนาดใหญ่ - การปลูกพืชเชิงเดี่ยว (เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน) - ฝุ่นควันข้ามพรมแดน - และวิกฤตสุขภาพ" ในภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหา CDoH (ปัจจัยกำหนดสุขภาพเชิงพาณิชย์) ที่ทำลายวัฏจักร One Health ได้ชัดเจนที่สุด

ปกติแล้ว เวลามีฝุ่นควัน รัฐมักจะโทษหรือไปไล่จับ "เกษตรกรรายย่อย" ที่เผาป่า (ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและมองข้ามโครงสร้างอำนาจ)     แต่ปัจจุบัน หลายประเทศเริ่มนำคำแนะนำแบบที่ The Lancet เสนอ (เช่น การบังคับใช้กฎหมายตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการทลายอำนาจทุน) มาใช้จริงแล้ว    ดังนี้

1. สิงคโปร์: กฎหมายหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act - THPA)

  • บริบท    สิงคโปร์ได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างหนักจากฝุ่นควันที่ลอยมาจากการเผาป่าเพื่อทำไร่ปาล์มน้ำมันและกระดาษในประเทศเพื่อนบ้าน
  • การจัดการกับ CDoH    แทนที่จะรอให้ประเทศเพื่อนบ้านจัดการ    สิงคโปร์ออกกฎหมายที่สามารถ "เอาผิดบริษัทข้ามชาติ (รวมถึงบริษัทสิงคโปร์เอง)" ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาป่าแม้นอกประเทศได้
  • ผลลัพธ์ (Accountability)    กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐในการสืบสวน ปรับเงิน (หลักแสนถึงล้านเหรียญสิงคโปร์) และดำเนินคดีทางแพ่งกับ "กลุ่มทุนใหญ่" ที่อยู่บนยอดพีระมิดของห่วงโซ่อุปทาน ถือเป็นการใช้กฎหมายบังคับ (Mandatory) แทนที่จะรอให้บริษัททำ CSR ปลูกป่าแบบผิวเผิน

2. สหภาพยุโรป: กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation - EUDR)

  • บริบท    ยุโรปเป็นผู้ซื้อสินค้ารายใหญ่ (เช่น กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน เนื้อสัตว์)    ซึ่งการขยายพื้นที่ปลูกพืชเหล่านี้ในซีกโลกใต้ทำลายระบบนิเวศและก่อให้เกิดโรคระบาดข้ามสายพันธุ์ (Zoonotic diseases)
  • การจัดการกับ CDoH    EU บังคับใช้มาตรการ Mandatory Due Diligence (การตรวจสอบทานอย่างบังคับ) ตามที่ Lancet แนะนำเป๊ะเลยครับ    คือกำหนดว่า "ผู้นำเข้า" ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สินค้าที่นำมาขายใน EU ไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า (ต้องมีพิกัด GPS ของแปลงปลูกยืนยัน)
  • ผลลัพธ์ (Mitigating Power & Inequality)    กฎหมายนี้บีบให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Commercial Actors) ต้องกลับไปบีบซัพพลายเออร์ของตัวเองให้เลิกเผา เลิกบุกรุกป่า    หากทำไม่ได้ก็จะถูกแบนจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นการใช้กติกาการค้าโลกมากำราบทุนใหญ่ที่ทำลาย One Health

3. ประเทศไทย: ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด (ประเด็น "เกษตรพันธสัญญา" หรือ Contract Farming)

  • บริบท    วิกฤต PM 2.5 ในภาคเหนือของไทยเชื่อมโยงโดยตรงกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงเดี่ยว ทั้งในประเทศและฝั่งเมียนมา ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขนาดใหญ่
  • การจัดการกับ CDoH    ในร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่    มีความพยายามใส่มาตรการ "เอาผิดกับผู้ก่อมลพิษข้ามแดน"    และเรียกร้องให้กลุ่มทุนที่ทำเกษตรพันธสัญญาต้อง "รับผิดชอบร่วม" (Extended Producer Responsibility - EPR)
  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง    หากบังคับใช้ได้จริง จะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการโทษชาวบ้านที่ยากจน (Inequality) ไปสู่การบังคับให้กลุ่มทุนต้องรับผิดชอบต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม (Accountability)    เช่น ต้องรับซื้อซากซังข้าวโพดไปกำจัด    หรือสนับสนุนเครื่องจักรให้ชาวบ้านไถกลบแทนการเผา

สรุปการเชื่อมโยงสู่ One Health:

มาตรการทางกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ปกป้องแค่ "ปอดของมนุษย์"    แต่ยังปกป้อง "ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า" (ลดโอกาสเกิดโรคระบาดใหม่) และ "สภาพภูมิอากาศ" (ลดคาร์บอน)    ซึ่งก็คือหัวใจของสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) นั่นเอง   โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ การทำกำไรของบริษัท จะต้องไม่แลกมาด้วยลมหายใจของประชาชน

เห็นภาพชัดเจนขึ้นไหมครับ? จากกลไกเหล่านี้ คุณมีความสนใจในมิติไหนเพิ่มเติมไหมครับ เช่น "บทบาทของภาคประชาสังคม/ผู้บริโภค" ในการตรวจสอบกลุ่มทุนเหล่านี้ หรืออยากเจาะลึกที่ตัว พ.ร.บ. อากาศสะอาดของไทยเป็นพิเศษ?

จะเข้าใจเรื่อง CDoH อย่างแท้จริง ต้องลงไปทำความเข้าใจระดับปฏิบัติ    ไม่ใช่แค่ทำความเข้าใจหลักการ   

วิจารณ์ พานิช

๒๕ มี.ค. ๖๙  ห้องพัก ๒๐๓  JICA Okinawa Center