ลูกอุตรา เจ้าจงนิ่งเถิด ลูกปุนัพพสุ เจ้าจงนิ่งเถิด จนกว่าแม่จะฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้า

ปุนัพพสุสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๗. ปุนัพพสุสูตร

ว่าด้วยปุนัพพสุยักษ์

             [๒๔๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ส่วนภิกษุเหล่านั้นต่างก็ใส่ใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตสดับธรรมอยู่ ครั้งนั้น นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปุนัพพสุ ปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่า

                          ลูกอุตรา เจ้าจงนิ่งเถิด

                          ลูกปุนัพพสุ เจ้าจงนิ่งเถิด

                          จนกว่าแม่จะฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้า

                          ผู้ประเสริฐ ผู้เป็นพระศาสดา

                          พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพาน

                          อันเป็นเครื่องเปลื้องตนจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

                          เวลาที่ปรารถนาในธรรมนี้จะล่วงเลยแม่ไป

                          ลูกของตนเป็นที่รักในโลก

                          สามีของตนเป็นที่รักในโลก

                          แต่ความปรารถนาในธรรมนี้

                          เป็นที่รักของแม่ยิ่งกว่าลูกและสามีนั้น

                          เพราะว่าลูกหรือสามีที่รัก

                          จะพึงปลดเปลื้องแม่จากทุกข์ไม่ได้

                          ส่วนการฟังธรรมย่อมปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลายจากทุกข์ได้

                          เมื่อโลกถูกทุกข์ครอบงำอยู่ ประกอบแล้วด้วยชราและมรณะ

                          เราต้องการฟังธรรมที่ทำให้ตรัสรู้เพื่อจะพ้นจากชราและมรณะ

                          ลูกปุนัพพสุ เจ้าจงนิ่งเถิด

             ปุนัพพสุพูดว่า

                          แม่ เราจักไม่พูด อุตรานี้ก็จักนิ่ง

                          ท่านจงใส่ใจถึงธรรมอย่างเดียว

                          การฟังพระสัทธรรมจงเป็นความสุข

                          แม่ เราไม่รู้พระสัทธรรม จึงได้เที่ยวไปลำบาก

                          พระพุทธเจ้าพระองค์นี้เป็นผู้ทำความสว่างให้

                          แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ลุ่มหลง

                          พระองค์เหลือแต่พระสรีระในชาติสุดท้าย

                          มีพระจักษุ แสดงธรรมอยู่

             ยักษิณีพูดว่า

                          น่าชื่นชมนัก บุตรผู้นอนบนอกเป็นคนฉลาด

                          บุตรของเราย่อมรักใคร่พระธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ

                          ปุนัพพสุ เจ้าจงมีความสุขเถิด

                          วันนี้เราเป็นผู้ก้าวขึ้นไปดีแล้ว (หมายถึงก้าวขึ้นไปในพระศาสนาดีแล้ว)

                          เราและเจ้าเห็นอริยสัจแล้ว

                          แม้อุตราก็จงฟังคำของเรา

ปุนัพพสุสูตรที่ ๗ จบ

------------------------

อรรถกถาปุนัพพสุสูตรที่ ๗

         ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่มหาชน ภายหลังเสวยพระกระยาหาร ทรงส่งมหาชนแล้ว สรงสนานในซุ้มลงสรง ประทับนั่ง. ตรวจดูโลกธาตุทางทิศตะวันออก บนบวรพุทธาสนะที่เขาจัดไว้ในบริเวณพระคันธกุฎี.
         ครั้งนั้น พวกภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลและบิณฑบาตเป็นวัตร จาริกไปรูปเดียวหรือสองรูปเป็นต้น ออกจากที่พักกลางวันและที่อยู่ของตนๆ แล้ว มาถวายบังคมพระทศพล นั่งประหนึ่งวงอยู่ด้วยม่านแดง.
         ครั้งนั้น พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสธรรมีกถาประกอบด้วยนิพพาน.
         ได้ยินว่า นางยักษิณีมารดาปุนัพพสุนั้น อุ้มธิดา จูงบุตร กำลังแสวงหาอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลายและน้ำมูกเป็นต้นที่ริมกำแพงและริมคูหลังพระเชตวัน ไปถึงซุ้มประตูพระเชตวันโดยลำดับ.
         ก็พระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ว่า อานนท์ เธอนำบาตรมาเถิด นำจีวรมาเถิด จงให้ทานแก่คนกินเดนเถิดดังนี้ แผ่ไปโดยรอบได้ประมาณ ๑๒ ศอกเท่านั้น. ถ้าบริษัทนั่งอยู่ถึงที่สุดจักรวาล พระสุรเสียงของพระองค์ผู้ทรงแสดงธรรมอยู่ ย่อมไปถึงบริษัท ย่อมไม่เลยออกไปภายนอกบริษัท แม้เพียงองคุลีหนึ่งด้วยพระดำริว่า พระสุรเสียงอันไพเราะอย่าเสียไปโดยไม่ใช่เหตุเลย.
         นางยักษิณีนี้ยืนอยู่ภายนอกบริษัท จึงไม่ได้ยินเสียงในที่นั้น. เมื่อนางยืนที่ซุ้มพระทวาร ยืนเฉพาะพระพักตร์โดยพุทธวิถีอันใหญ่ พระคันธกุฎีย่อมปรากฏ. นางเห็นบริษัทไม่ไหวติง เว้นการคะนองมือเป็นต้นด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า เหมือนเปลวประทีปในที่ไม่มีลม แล้วคิดว่า ก็ในที่นี้จักมีสิ่งของบางสิ่งแจกแน่ เราจักได้ซึ่งเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ ที่ไหลออกอยู่จากบาตรบ้าง จากมือบ้าง ก็หรือที่ตกแล้วบนพื้น ดังนี้ จึงเข้าไปภายในวิหาร.
         อารักขเทวดาสิงอยู่ที่ซุ้มประตูเพื่อห้ามอวรุทธกยักษ์ เห็นอุปนิสัยของนางยักษิณีแล้วจึงไม่ห้าม. พระสุรเสียงอันไพเราะตัดผิวเป็นต้นไปจดเยื่อในกระดูกของนางพร้อมกับการไปโดยความเป็นอันเดียวของบริษัทตั้งอยู่.
         บุตรน้อยทั้งหลายเตือนนางยักษิณีนั้นผู้ยืนไม่ไหวติงเพื่อฟังธรรม โดยนัยก่อนนั่นแล.
         นางยักษิณีนั้นคิดว่า บุตรน้อยทั้งหลายจะทำอันตรายแก่การฟังธรรมของเรา ดังนี้ จึงปลอบบุตรน้อยทั้งหลายอย่างนี้ว่า นิ่งเสียเถิด ลูกอุตรา ดังนี้.

          พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม ทรงกำหนดบริษัท ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของนางยักษิณีนั้นและยักขทารก เปลี่ยนเทศนาแล้ว จึงมาแสดงเรื่องสัจจะ ๔.
         นางยักษิณีนั้นยืนฟังธรรมอยู่ในประเทศนั้นแล กับบุตรตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ส่วนธิดาของนางยักษิณีนั้นก็มีอุปนิสัย. แต่ไม่อาจจะรับเทศนาได้ เพราะเป็นเด็กเกินไป.

         นางยักษิณีนั้นละภาวะมีฝีและหิดเป็นต้นทั้งหมด เหมือนสูจิโลมยักษ์ พร้อมด้วยการแทงตลอดสัจจะนั่นแล จึงกลับได้ทิพยสมบัติพร้อมด้วยบุตร. เมื่อมารดาและบิดาได้ความเป็นใหญ่ในโลก ความเป็นใหญ่นั้นก็มีแก่บุตรทั้งหลายด้วยชื่อฉันใด ส่วนธิดาของนางได้สมบัติแล้วด้วยอานุภาพของมารดาฉันนั้น. จำเดิมแต่นั้น นางกับด้วยบุตรน้อยทั้งหลายได้ต้นไม้เป็นที่อยู่ ณ ต้นไม้ใกล้พระคันธกุฎีแล้ว ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ฟังธรรมทั้งเช้าเย็น อยู่จำเพาะในที่นั้นแล ตลอดกาลนาน.