ตอนที่ ๑    ตอนที่ ๒  ตอนที่ ๓     ตอนที่ ๔  

PMAC 2027 : CDoH (Commercial Determinants of Health)  2nd  Preparatory Meeting, ที่ JICA Okinawa Center, วันแรก  ทำความเข้าใจภาพใหญ่   และภาพย่อย คือ 3 Subthemes 

Subtheme 1  Reckoning the Commercial Determinants of Health: Power, Inequality, Disinformation, and Accountability  ที่ผู้นำทีมร่างหลักการคือ Dr. Jesse Bump นักกฎหมายสาธารณสุข แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด    เสนอแว่นส่อง CDoH จากมุมของเศรษฐศาสตร์การเมือง 

ผมถามสหายเอไอ เจมีไน ว่า  “The Lancet Commission on Commercial Determinants of Health ( 2023) และผลงานวิชาการอื่นๆ ด้าน CDoH เสนอมุมมองด้าน  Power, Inequality, Disinformation, and Accountability ไว้อย่างไรบ้าง    มีคำแนะนำภาคปฏิบัติเพื่อให้ CDoH ลดผลกระทบด้านลบ และเพิ่มผลด้านบวก ต่อ OneHealth อย่างไรบ้าง”   ได้รับคำตอบที่ประเทืองปัญญามาก ดังนี้

 

Gemini

รายงาน The Lancet Commission on Commercial Determinants of Health (2023)  รวมถึงงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ได้ชำแหละโครงสร้างของระบบทุนนิยมและกลไกตลาดที่ส่งผลต่อสุขภาพไว้อย่างลึกซึ้ง    โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "พฤติกรรมเชิงโครงสร้าง" ของบรรษัทขนาดใหญ่

มุมมองใน 4 มิติที่คุณสอบถามมา (Power, Inequality, Disinformation, Accountability) ถือเป็น "หัวใจหลัก" ที่รายงานฉบับนี้ใช้อธิบายรากเหง้าของวิกฤตสุขภาพโลกครับ ผมขอสรุปสาระสำคัญดังนี้ครับ

 

1. มุมมอง 4 มิติที่เป็นรากฐานของ CDoH

  • Power (อำนาจ)    รายงานชี้ว่าปัจจุบัน บรรษัทข้ามชาติ (Transnational Corporations) มีอำนาจและอิทธิพลมหาศาล   บางบริษัทมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า GDP ของหลายประเทศรวมกัน    อำนาจที่ล้นเกินนี้นำไปสู่การ "ครอบงำ" นโยบายสาธารณะ  ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ  และกฎหมายต่างๆ    เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการทำกำไรสูงสุดของกลุ่มทุน   โดยมักบีบบังคับหรือลดทอนอำนาจของรัฐบาลในการปกป้องสุขภาพของประชาชน
  • Inequality (ความเหลื่อมล้ำ)     CDoH เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน    กลุ่มทุนใหญ่ตักตวงผลกำไรไปสู่ผู้ถือหุ้นกลุ่มเล็กๆ    ในขณะที่ผลกระทบทางลบ (เช่น มลพิษทางอากาศจากโรงงาน, สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาหารขยะราคาถูก, การกดขี่แรงงาน) มักถูกผลักภาระไปให้กลุ่มคนเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย หรือประเทศกำลังพัฒนา (Global South) ต้องแบกรับต้นทุนทางสุขภาพแทน
  • Disinformation (การบิดเบือนข้อมูลและการสร้างความสับสน)     ภาคธุรกิจมักใช้ "Corporate Playbook" หรือตำรากลยุทธ์ แบบเดียวกับที่อุตสาหกรรมยาสูบเคยใช้     นั่นคือการให้ทุนสนับสนุนงานวิจัยที่เข้าข้างตนเอง, การสร้างเครือข่ายนักวิชาการบังหน้า (Front groups), การทำ Greenwashing (ฟอกเขียว) / Healthwashing (ฟอกสุขภาพ), และการเผยแพร่ข้อมูลที่สร้างความสงสัย (Doubt) ในหมู่ประชาชน เพื่อประวิงเวลาไม่ให้รัฐออกกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ของตน 
  • Accountability (ความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้)     ปัจจุบัน โลกยังขาดกลไกทางกฎหมายระดับสากลและระดับชาติที่มีประสิทธิภาพในการเอาผิดบรรษัทขนาดใหญ่เมื่อเกิดความเสียหายทางสุขภาพ    มาตรการที่ภาคธุรกิจใช้มักเป็นลักษณะ "ความสมัครใจ" (Voluntary pledges) หรือ CSR     ซึ่งรายงานของ Lancet สรุปชัดเจนว่า "มาตรการภาคสมัครใจนั้นล้มเหลวและไม่เพียงพอ" เพราะไม่มีบทลงโทษที่แท้จริง

2. คำแนะนำภาคปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อน CDoH สู่แนวคิด "One Health"

แนวคิด One Health (สุขภาพหนึ่งเดียว) มองว่า สุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน (เช่น อุตสาหกรรมปศุสัตว์ขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา โรคระบาดข้ามสายพันธุ์ และก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกระทบคน สัตว์ และโลกพร้อมกัน)

เพื่อให้ CDoH ลดผลกระทบด้านลบ และเพิ่มผลด้านบวกต่อวงจร One Health คณะกรรมาธิการและนักวิชาการได้เสนอ แนวทางภาคปฏิบัติ (Actionable Recommendations) ดังนี้ 

 

ก. การลดผลกระทบด้านลบ (Mitigating Negative Impacts)

  • การกันภาคธุรกิจออกจากกระบวนการกำหนดนโยบาย (Conflict of Interest Firewalls)    ต้องนำโมเดลขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC มาตรา 5.3 ที่ใช้จัดการกับอุตสาหกรรมยาสูบ) มาปรับใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ทำลายสุขภาพและสิ่งแวดล้อม   เช่น อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล หรืออาหารแปรรูปสูง ห้ามไม่ให้กลุ่มทุนเหล่านี้มีที่นั่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายสาธารณะ
  • การใช้เครื่องมือทางภาษีและการเงิน (Progressive Taxation)    รัฐต้องเก็บภาษีที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Carbon Taxes) เช่น ภาษีความหวาน ภาษีคาร์บอน ภาษีพลาสติก และ ยกเลิกการอุดหนุน (Subsidies) อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษและทำลายสภาพภูมิอากาศ
  • การควบคุมการตลาดอย่างเด็ดขาด (Mandatory Regulation)    ออกกฎหมายห้ามการโฆษณาและการตลาดของสินค้าที่ทำลายสุขภาพ โดยเฉพาะการโฆษณาที่พุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนในทุกแพลตฟอร์ม

ข. การเพิ่มผลกระทบด้านบวก (Promoting Positive Impacts):

  • เปลี่ยนผ่านสู่ "เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ" (Wellbeing Economy)    รัฐบาลต้องเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศจากการเติบโตของ GDP เพียงอย่างเดียว มาเป็นการวัดคุณภาพชีวิต ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของระบบนิเวศ    กระตุ้นให้เกิดโมเดลธุรกิจที่ให้คุณค่ากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน (Stakeholder Capitalism) ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้น
  • กฎหมายตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Mandatory Due Diligence)    บังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้บริษัทใหญ่ต้องเปิดเผยข้อมูลและรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน ตลอดห่วงโซ่อุปทานของตน (ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ)
  • การสร้างพลังของภาคประชาสังคม (Empowering Civil Society)    รัฐต้องสนับสนุนทุนและสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายภาคประชาชน สื่อมวลชนอิสระ และนักวิชาการ เพื่อทำหน้าที่เป็น "สุนัขเฝ้าบ้าน" (Watchdog) ในการตรวจสอบและเปิดโปงกลยุทธ์การบิดเบือนข้อมูลของภาคธุรกิจ

สรุป:

การจัดการกับ CDoH ไม่ใช่การล้มล้างการทำธุรกิจ    แต่คือการ "จัดระเบียบและเปลี่ยนกติกาใหม่" เพื่อให้กลไกตลาดและผลกำไร ไม่ถูกวางไว้เหนือความอยู่รอดของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ประเด็นเรื่อง การใช้กฎหมายและภาษีจัดการกับอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม (เช่น ปศุสัตว์เชิงเดี่ยว ฝุ่น PM 2.5) ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในบริบทของประเทศไทย คุณอยากให้ผมลองยกตัวอย่างฉากทัศน์ หรือกรณีศึกษาในไทยที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน One Health ปะทะกับกลุ่มทุน เพิ่มเติมไหมครับ

ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม  ที่ตั้งใจช่วยให้ผมจับใจความสาระของการประชุมได้ชัดเจนขึ้น   

หลังการประชุม ผมถามสหายเอไอว่า “มุมมองด้าน political economy  มองปัจจัยด้าน CDoH - Commercial Determinants of Health อะไรบ้าง    ส่งผลดีและผลเสียต่อ ระบบสุขภาพโลกอย่างไรบ้าง”   ขอนำคำตอบของ Gemini มาลงไว้ดังนี้

 

Gemini

เป็นคำถามที่เจาะลึกและสะท้อนภาพความเป็นจริงของระบบสาธารณสุขยุคใหม่ได้ดีมากครับ    การมองสุขภาพผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความเชื่อเดิมที่ว่า "สุขภาพเป็นเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล" ไปสู่การเห็นภาพใหญ่ว่า "ทุน อำนาจ และโครงสร้างรัฐ" เป็นตัวกำหนดสุขภาพของเราอย่างไร

ในมุมมองนี้ เราไม่ได้มองแค่ว่าสินค้าของเอกชนดีหรือไม่ดี แต่เรามองไปที่ "กลไกการใช้อำนาจเพื่อรักษากำไร" ซึ่งมีปัจจัยและผลกระทบดังนี้

ปัจจัยด้าน CDoH ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง    นักเศรษฐศาสตร์การเมืองจะมุ่งเน้นไปที่ยุทธศาสตร์ (Corporate Strategies) ที่กลุ่มทุนใช้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผลกำไรของตนเอง    ซึ่งมักจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ปัจจัยหลักๆ ได้แก่

 

  • อำนาจทางการเมืองและการล็อบบี้ (Political Power & Lobbying)    บรรษัทข้ามชาติมักใช้ทรัพยากรทางการเงินมหาศาลเพื่อล็อบบี้นักการเมือง บริจาคเงินให้พรรคการเมือง หรือแทรกแซงกระบวนการร่างกฎหมาย เพื่อขัดขวางนโยบายที่ส่งผลเสียต่อกำไรของตน    เช่น การต่อต้านการเก็บภาษีน้ำตาลของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร (Big Food)    หรือการขัดขวางการแบนสารเคมีทางการเกษตร
  • ระบบทรัพย์สินทางปัญญาและการผูกขาด (Intellectual Property & Monopolies)   โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยา (Big Pharma) ที่ใช้ข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ (เช่น TRIPS) และสิทธิบัตรในการผูกขาดการผลิตและตั้งราคายาให้สูงเกินจริง    เป็นกลไกที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "กำไรส่วนเกิน" (Rent-seeking)
  • การตลาดเชิงรุกและการสร้างอุปสงค์ (Aggressive Marketing)    การใช้ทุนมหาศาลโฆษณาสินค้าที่ทำลายสุขภาพ (เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ อาหารแปรรูปพิเศษ)    โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก หรือประชากรในประเทศกำลังพัฒนาที่มีกฎหมายควบคุมอ่อนแอ
  • การนำปัญหาสุขภาพมาสร้างภาพลักษณ์ (Health-washing / CSR)    การทำกิจกรรมเพื่อสังคมบังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมจากรัฐอย่างเข้มงวด   เช่น บริษัทยาสูบตั้งกองทุนวิจัย หรือบริษัทน้ำอัดลมรณรงค์ให้ออกกำลังกาย เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนคือต้นตอของปัญหา
  • การแปรรูปด้านสุขภาพ (Privatization and Financialization)   การทำให้บริการด้านสุขภาพกลายเป็น "สินค้า" สำหรับทำกำไรในตลาดหลักทรัพย์    แทนที่จะเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ซึ่งนำไปสู่การกระจุกตัวของทรัพยากรการแพทย์ในภาคเอกชน

ผลกระทบต่อระบบสุขภาพโลก    อิทธิพลของ CDoH จากภาคธุรกิจก่อให้เกิดทั้งผลดี (จากมุมมองของการพัฒนาเทคโนโลยีและตลาด) และผลเสียอย่างมหาศาลในเชิงสาธารณสุข ดังนี้ครับ

ผลดีต่อระบบสุขภาพโลก (เชิงการพัฒนาและโครงสร้าง)

  • นวัตกรรมและการวิจัยแบบก้าวกระโดด     ทุนเอกชนมีทรัพยากรมหาศาลและแรงจูงใจ (กำไร) ในการวิจัยและพัฒนา     ทำให้โลกเกิดนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ ยารักษาโรคที่ซับซ้อน    หรือแม้แต่ความสำเร็จของการคิดค้นวัคซีนโควิด-19 ภายในเวลาอันสั้น
  • ประสิทธิภาพด้านห่วงโซ่อุปทานระดับโลก     เครือข่ายลอจิสติกส์ของภาคเอกชนมีความสามารถสูงมากในการผลิตและกระจายสินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุขไปทั่วโลก     ซึ่งรัฐบาลเพียงลำพังไม่สามารถทำได้ในสเกลเดียวกัน
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงาน     อุตสาหกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์เป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายประเทศ

ผลเสียต่อระบบสุขภาพโลก (เชิงความเหลื่อมล้ำและภาระทางสังคม)

  • วิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs Epidemic)     การทำตลาดของกลุ่ม Big Food, Big Alcohol และ Big Tobacco ทำให้โรคอย่าง เบาหวาน ความดัน มะเร็ง และโรคอ้วน กลายเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่พรากชีวิตคนนับล้าน   และสร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลให้กับระบบประกันสุขภาพของทุกประเทศ
  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา    กลไกสิทธิบัตรยาและราคาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูงลิ่ว    ทำให้ประเทศซีกโลกใต้ (Global South) และคนจนถูกตัดขาดจากยารักษาโรคที่จำเป็นต่อชีวิต (เช่น ยารักษามะเร็ง หรือยาต้านไวรัส)    นำไปสู่ความตายที่ป้องกันได้
  • การบิดเบือนและบ่อนทำลายนโยบายสาธารณสุข     รัฐบาลมักตกอยู่ในภาวะที่ต้องเลือกระหว่าง "ผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างประเทศ" กับ "การปกป้องสุขภาพประชาชน"    การล็อบบี้ทำให้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอ่อนแอลง
  • ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่กระทบสุขภาพ    การผลิตระดับอุตสาหกรรมที่เน้นกำไรสูงสุด มักผลักภาระต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Externalities) เช่น มลพิษทางอากาศ (PM 2.5) หรือการปนเปื้อนของแหล่งน้ำ มาให้ประชาชนและระบบสาธารณสุขเป็นผู้แบกรับ

สรุปคือ ในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง CDoH เปรียบเสมือนดาบสองคมที่คมด้านที่ทำลายสุขภาพนั้นแหลมคมและส่งผลกระทบในวงกว้างกว่ามาก    เนื่องจากโครงสร้างทุนนิยมเอื้อให้บรรษัทมีอำนาจต่อรองเหนือรัฐบาลและประชาชน

 

ได้เข้าใจมิติซ่อนเร้นในสังคม    ที่ก่อผลร้ายต่อสุขภาพของคนทั้งโลก 

วิจารณ์ พานิช

๒๔ มี.ค. ๖๙  ห้องรับรอง Coral Lounge   สนามบินดอนเมือง    ปรับปรุง ๒๗ มี.ค. ๖๙  ห้อง ๒๐๓ JICA Okinawa Center