ปิยังกระ อย่าส่งเสียงดัง

ปิยังกรสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๖. ปิยังกรสูตร

ว่าด้วยปิยังกรยักษ์

             [๒๔๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะอยู่ในพระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระอนุรุทธะลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแล้ว สวดบทแห่งธรรมทั้งหลายอยู่ ครั้งนั้น นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระ ปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่า

                          ปิยังกระ อย่าส่งเสียงไปเลย

                          ภิกษุกำลังสวดบทแห่งธรรมทั้งหลายอยู่

                          อนึ่ง เรารู้แจ้งบทแห่งธรรมแล้วปฏิบัติ

                          ข้อนั้นจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา

             ปิยังกระกล่าวว่า

                          เราไม่เบียดเบียนสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย

                          ไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่

                          ศึกษาทำตนให้เป็นคนมีศีลดี

                          จึงจะพ้นจากกำเนิดปีศาจ (ในที่นี้หมายถึงภพภูมิอันเป็นแดนกำเนิดของยักษ์คล้ายกับแดนกำเนิดของเปรต)

ปิยังกรสูตรที่ ๖ จบ

---------------------

อรรถกถาปิยังกรสูตรที่ ๖

         ความว่า พระอนุรุทธะอยู่ในวิหารชื่อโกสัมพกุฏีท้ายพระเชตวัน. สมัยนั้น พระเถระนั่งภายในวิหาร ณ ที่นั้น สวดอัปปมาทวรรคเป็นสรภัญญะ ด้วยเสียงไพเราะ.

         นางยักษิณีนั้นอุ้มบุตรชื่อปิยังกระ แสวงหาอาหารอยู่ ตั้งแต่ข้างหลังพระเชตวัน มุ่งตรงต่อพระนครโดยลำดับ แสวงหาอยู่ซึ่งของกินที่เสีย คืออุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำมูก ถึงสถานที่อยู่ของพระเถระ ได้ฟังเสียงอันไพเราะ.
         เสียงนั้นตัดผิวหนังเป็นไปจดเยื่อในกระดูก เข้าไปถึงหัวใจของนางหยุดอยู่.
         ครั้งนั้น นางยักษิณีนั้นไม่คิดในการแสวงหาอาหาร. นางยืนเงี่ยโสตลงฟังธรรม.
         ส่วนยักขทารกไม่มีจิตในการฟังธรรมเพราะเป็นหนุ่ม. เขาถูกความหิวเบียดเบียนแล้ว จึงเตือนมารดาแล้วๆ เล่าๆ ว่า เพราะเหตุไร แม่จึงยืนไม่ไหวติงเหมือนตอ ในที่แม่มาแล้ว ไม่แสวงหาของเคี้ยว หรือของบริโภคสำหรับลูก.
         นางคิดว่า บุตรจะทำอันตรายแก่การฟังธรรมของเรา จึงปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่า ปิยังกระ อย่าส่งเสียงดัง.