บทความในเว็บไซต์ University World News วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๙ เรื่อง Making impact on society part of the university’s DNA บอกว่า ก่อนเริ่ม SDG ในปี 2016 มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ มีอุดมการณ์ ๓ ประสาน ของ งานวิจัย-สอน-รับใช้สังคม เป็นเหมือน ๑ เส้นของเกลียวดีเอ็นเอของมหาวิทยาลัย ผมอยากทราบว่านโยบายและการดำเนินการดังกล่าวส่งผลต่อ Manchester University อย่างไรบ้าง เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาที่สำคัญๆ อะไรบ้าง ทั้งที่มีผลต่อนักศึกษา มหาวิทยาลัย และสังคม
ผมเอาคำถามข้างบนไปถามสหายเอไอ ได้รับคำตอบจาก Gemini และ ChatGPT ดังต่อไปนี้
Gemini
จากนโยบายของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ (University of Manchester) ที่ได้ผนวกเอา "ความรับผิดชอบต่อสังคม" (Social Responsibility) เข้ามาเป็น 1 ใน 3 พันธกิจหลัก (Core Goals) ขนานไปกับพันธกิจดั้งเดิมอย่าง "การวิจัย (Research)" และ "การสอน (Teaching)" จนเปรียบเสมือนเกลียว DNA ของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ก่อนที่สหประชาชาติจะประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในปี 2016 นั้น ได้สร้างผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างมหาศาลครับ
ผลจากการขับเคลื่อนอุดมการณ์ 3 ประสานนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใน 3 มิติหลัก ดังนี้ครับ:
1. ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อ "นักศึกษา" (Students)
- การสร้าง "บัณฑิตที่รับผิดชอบต่อสังคม" (Socially Responsible Graduates): มหาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งผลิตแค่คนเก่งวิชาการเพื่อป้อนตลาดแรงงาน แต่ปลูกฝังให้นักศึกษาตระหนักถึงปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่ละปีมีบัณฑิตกว่า 19,000 คนที่จบออกไปพร้อมกับแนวคิดนี้
- โครงการริเริ่ม Stellify Award: เป็นโครงการระดับเรือธงที่ผลักดันให้นักศึกษา "ก้าวออกจากห้องเรียน" เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก (Make a Difference) ผ่านการทำงานอาสาสมัคร การพัฒนาความเป็นผู้นำที่มุ่งเน้นจริยธรรม และการลงพื้นที่แก้ปัญหาในชุมชน
- การเรียนรู้จากปัญหาจริง (Living Lab & Curriculum Integration): มีการปรับหลักสูตรให้นักศึกษาใช้ความรู้เฉพาะทางมาช่วยสังคม เช่น นักศึกษากฎหมายให้คำปรึกษาฟรีแก่ผู้ด้อยโอกาส นักศึกษาธุรกิจเรียนรู้การบริหารที่รับผิดชอบต่อสังคม หรือการที่นักศึกษารวมตัวกันตั้งโครงการแก้ปัญหาคนไร้บ้านในเมืองแมนเชสเตอร์ (เช่น โครงการ Love for the Streets)
- การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: มีการขยายโอกาสผ่านระบบทุนการศึกษา (Bursary) เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาที่มาจากครอบครัวที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนระดับชาติ ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้โดยไม่มีอุปสรรคทางการเงิน
2. ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อ "มหาวิทยาลัย" (The University)
- ก้าวสู่การเป็น "ผู้นำระดับโลก" ด้านความยั่งยืน: การมี DNA ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ทำให้มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ครองอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักรและยุโรป และติดอันดับ Top 10 ของโลกมาอย่างต่อเนื่องใน Times Higher Education (THE) Impact Rankings (การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่สร้างผลกระทบตามเป้าหมาย SDGs)
- การพลิกโฉมการบริหารจัดการภายใน (Responsible Operations): มหาวิทยาลัยทำตัวเป็นแบบอย่าง (Lead by example) โดยประกาศเป้าหมายเป็นองค์กร Net Zero (ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์) ภายในปี 2038, ยกเลิกการลงทุนในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล, เปลี่ยนระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นสถาบันที่จ่ายค่าแรงเป็นธรรม (Accredited Living Wage Employer) แก่บุคลากรทุกคน
- วัฒนธรรมองค์กรที่เชิดชูคนทำดี: มีการจัดตั้งรางวัล Making a Difference Awards เป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องบุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่าที่นำความรู้ไปสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม
3. ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงต่อ "สังคม" (Society)
- งานวิจัยที่เปลี่ยนโลก (Research with Impact): งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกเก็บไว้บนหิ้งเพื่อการตีพิมพ์เท่านั้น แต่พุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาของมนุษยชาติ (กว่า 96% ของงานวิจัยได้รับการประเมินว่าสร้างผลกระทบยอดเยี่ยมระดับโลก) เช่น งานวิจัยช่วยลดความยากจนของเกษตรกรในเอเชียใต้, การสร้างศูนย์วิจัยเพื่อป้องกันโรคมะเร็งในเคนยา, หรือการผลักดันนโยบายแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว
- การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชุมชนท้องถิ่น (Civic Engagement): มหาวิทยาลัยทำงานร่วมกับธุรกิจ SMEs ในภูมิภาคเพื่อช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนผ่านไปใช้นวัตกรรมที่ยั่งยืน (เช่น การจัดการขยะพลาสติก) และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม (Inclusive Growth)
- เปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้ของมวลชน: มหาวิทยาลัยใช้สถาบันทางวัฒนธรรมที่ตนดูแล เช่น พิพิธภัณฑ์แมนเชสเตอร์ (Manchester Museum), หอศิลป์ Whitworth และหอดูดาว Jodrell Bank เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อบอกเล่าเรื่องราวระดับโลก กระตุ้นให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
สรุป:
การนำ "ความรับผิดชอบต่อสังคม" มาถักทอเข้ากับเกลียว DNA ของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้เปลี่ยนนิยามของสถาบันอุดมศึกษาจากที่เคยถูกมองว่าเป็น "หอคอยงาช้าง" ให้กลายเป็น "กลไกหลักในการเปลี่ยนแปลงโลก" (Agent of Change) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยสามารถสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการเป็นที่พึ่งพาในการแก้ปัญหาวิกฤตของสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริงครับ
ChatGPT
คำถามของท่านเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะกรณีของ University of Manchester ถือเป็น “ตัวอย่างต้นแบบ” ของมหาวิทยาลัยที่ทำให้ social impact เป็น DNA จริง ไม่ใช่เพียงนโยบาย
ผมขอสรุปเป็น 3 ส่วน
- สิ่งที่ Manchester ทำ (แก่นแนวคิด)
- ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
- บทเรียนเชิงระบบ
1. แก่นของแนวทาง Manchester ก่อนยุค SDGs (ก่อนปี 2016) Manchester มีแนวคิดสำคัญคือ Research + Teaching + Social Responsibility = DNA เดียวกัน และต่อมาได้พัฒนาเป็นระบบที่ชัดขึ้น โดยมี 3 หลัก
(1) “Social responsibility” เป็นพันธกิจหลัก (core mission) ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็น “เส้น DNA” เทียบเท่าการสอนและวิจัย
(2) บูรณาการทั้งระบบ (whole institution approach) ดำเนินการผ่าน 4 ช่องทางหลัก (The University of Manchester)
- งานวิจัย
- การเรียนการสอน
- การมีส่วนร่วมกับสาธารณะ
- การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเอง
(3) เชื่อม SDGs เข้ากับยุทธศาสตร์ทั้งหมด
- งานวิจัยจำนวนมากมุ่งแก้ปัญหาโลก
- มหาวิทยาลัยตั้งเป้าเป็น “ผู้นำด้าน impact”
2. ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
(A) ต่อมหาวิทยาลัย
1. กลายเป็น “มหาวิทยาลัยอันดับต้นด้าน impact ของโลก” อันดับ 1 ใน UK และยุโรป และอันดับ 2 ของโลก ด้าน social & environmental impact (socialresponsibility.manchester.ac.uk) ติด Top 10 ของโลกต่อเนื่องทุกปี (THE Impact Rankings) สะท้อนว่า impact ถูก institutionalized จริง
2. เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร
- งานวิจัยต้องมี “impact pathway”
- innovation ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่รวม social innovation
- สร้าง ecosystem ที่เชื่อม
- startup
- social enterprise
- industry (The University of Manchester)
3. เชื่อมมหาวิทยาลัยกับเมืองและภูมิภาค
- ทำงานกับ city of Manchester
- เป็น “anchor institution” ของพื้นที่
- สร้าง regional innovation ecosystem
(B) ต่อ “นักศึกษา”
1. นักศึกษาเรียนรู้ผ่าน “ปัญหาจริง” การเรียนเชื่อมกับ SDGs ได้ทำงานกับชุมชนและองค์กรจริง เกิด problem-solving skills, civic responsibility
2. เกิด “student entrepreneurship” สนับสนุน startup / social enterprise เชื่อมการเรียนกับการสร้างธุรกิจและผลกระทบสังคม
3. นักศึกษาเป็น “พลเมืองโลก” เข้าใจ global challenges มี mindset ด้าน sustainability
(C) ต่อ “สังคม”
1. ผลงานวิจัยตอบโจทย์โลกจริง งานวิจัยกว่า 21,000+ ชิ้น เชื่อมกับ SDGs (The University of Manchester ครอบคลุม
- สุขภาพ
- พลังงาน
- ความเหลื่อมล้ำ
2. เกิด social impact ที่วัดได้ เช่น
- นโยบายสาธารณะ
- เทคโนโลยีเพื่อสังคม
- community development
3. ขับเคลื่อน sustainability จริง
- เป้าหมาย zero-carbon 2038 (socialresponsibility.manchester.ac.uk)
- ถอนการลงทุนจาก fossil fuel
4. สร้าง “public trust” มหาวิทยาลัยถูกมองว่า “มีประโยชน์ต่อสังคมจริง”
3. การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่สำคัญ
จากกรณี Manchester จะเห็น “การเปลี่ยน 4 ระดับ”
(1) เปลี่ยน “identity” ของมหาวิทยาลัย จาก University = place of teaching → University = engine of societal impact
(2) เปลี่ยน “ระบบแรงจูงใจ” นักวิจัยต้องคิด impact การประเมินไม่ได้ดูแค่ publication
(3) เปลี่ยน “วิธีเรียนรู้”
- จาก lecture → real-world learning
- จาก knowledge → problem-solving
(4) เปลี่ยน “ความสัมพันธ์กับสังคม” จาก ivory tower → embedded in society
4. ข้อสรุปเชิงลึก
กรณี Manchester แสดงให้เห็นว่า การทำ “social impact เป็น DNA” ไม่ใช่โครงการ แต่คือ “การ redesign มหาวิทยาลัยทั้งระบบ” และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ
- มหาวิทยาลัยมีความหมายต่อสังคม
- นักศึกษามีความสามารถและจิตสำนึก
- ประเทศได้ innovation และ social solutions
5. ข้อคิดสำคัญที่สุด
สิ่งที่ Manchester ทำสำเร็จ คือ “ทำให้ 3 ภารกิจ (วิจัย-สอน-รับใช้สังคม) ไม่แยกกันอีกต่อไป” แต่กลายเป็น ระบบเดียวที่หมุนด้วย impact
หากเชื่อมกับบริบทไทย จะเห็นทันทีว่า จุดอ่อนของไทยคือ “สามภารกิจยังแยกกัน” ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปอุดมศึกษาที่ท่านกำลังสนใจอย่างลึกซึ้งครับ
อุดมศึกษาไทยมีโอกาสสร้างผลกระทบในทำนองเดียวกันได้ไม่ยาก หากสมาชิกภายในมหาวิทยาลัยเห็นคุณค่าของการเป็นมหาวิทยาลัยเสาหลักของสังคม
วิจารณ์ พานิช
๒๑ มี.ค. ๖๙