คลองลาน

บันทึกนักบู๊แห่งคลองลาน: วิถีของข้า (ภาค 3)

มิตรสหายและรสสุรา

ในแผ่นดินคลองลาน หากจะถามหาคู่หูที่ร่วมเป็นร่วมตายเสมือนแขนซ้ายขวา ย่อมมิพ้น ร้อยเอกมณี จินดา สัสดีผู้แกล้วกล้า แม้กรมกองของเขาจะไร้ไพร่พล แต่ข้าพเจ้ายังมี “อาหนูต้อย” ยอดดรุณผู้รับภาระหนักอึ้งดั่งขุนเขา ทั้งงานบุ๋นและงานบู๊มิเคยขาดตกบกพร่อง โชคดีที่ข้างกายยังมีสตรีเหล็กจากกรมปศุสัตว์คอยเป็นแรงหนุน

ยามดวงตะวันตรงศีรษะ ภาคสนามคือสมรภูมิ! ร้าน “แซ่บอีหลี” และร้านรวงทางขึ้นน้ำตกคือโรงเตี๊ยมชั้นเลิศ อาหารป่ารสระคายคอถูกลำเลียงมาประดับโต๊ะ ที่ขาดมิได้คือ “ผัดเผ็ดตะพาบน้ำ” อันครบเครื่อง เครื่องในและเนื้อหนังช่างซ่านซ่านสยบความหิวโหย เมื่ออิ่มหนำย่อมถึงคราวออกตรวจตราทั่วสี่ตำบล ไม่ว่าจะเป็นสำนักสงฆ์หรือโรงเรียนมัธยม ข้าพเจ้าและสัสดีคู่ใจต่างแยกย้ายกันไปตามปณิธาน คนหนึ่งตามหมายเรียกชายฉกรรจ์ อีกคนรณรงค์ปราบความไม่รู้หนังสือ

ตกเย็น… หากมิใช่ยอดคนย่อมมิอาจผ่านด่านสุรา! “เดอะแก๊งค์” ของพวกเรานัดพบกันคราใด หากเพลี่ยงพล้ำถึงขั้นต้องอาศัย “รถอีแต๋น” ของชาวบ้านแบกหามทั้งคนและอาชาเหล็กกลับสู่กรมกอง ยามเช้าค่อยปั้นหน้าว่า “อยู่เวร” ต่อหน้าหัวหน้าการฯ คนใหม่ผู้มาจากทุ่งตะโก แต่ใจนักเลงลพบุรีแท้ๆ

เกียรติยศบนความคลางแคลง

กองกำลัง กศน. ของข้าพเจ้าขยายตัวดั่งเมฆพยับฝน จากลูกน้องหนึ่งเพิ่มเป็นห้าสิบ ทหารหาญ ตชด. และครูอาสาพากันร่วมทัพ แม้เบี้ยเลี้ยงจะล่าช้าจนข้าพเจ้าต้องควักกระเป๋าสำรองจ่ายไปก่อน แต่งานนี้กลับสำเร็จลุล่วงจน ท่านเจ้าเมืองกศน. (ผอ. มนู เหมะ) ต้องออกประกาศก้องว่า “คลองลานไร้ผู้ไม่รู้หนังสือ!” แม้วาจานี้จะถูกผู้คนกังขาประหนึ่งข่าวลือในยุทธภพ แต่ใครจะสนเล่า? การศึกษามิใช่สาธารณสุข ที่ประกาศว่าเด็กปลอดสารอาหารแล้วไม่มีใครกล้าพิสูจน์ความสัตย์!

ยอดฝีมือขาเดียวและเล่ห์เหลี่ยมอัฒจันทร์

งานประลองยุทธ์ (กีฬาจังหวัด) มาถึง ข้าพเจ้าจัดค่ายซ้อมนักกีฬาเป็นครั้งแรก เสบียงกรังพรั่งพร้อมด้วยน้ำใจจากเศรษฐีในพื้นที่ แต่ในความสว่างย่อมมีเงา… เหล่าพ่อค้าไม้พากันมาเสนอสร้างอัฒจันทร์ให้ฟรีๆ หวังใช้เป็นตั๋วผ่านทางขนไม้ต้องห้ามเข้าเมือง ข้าพเจ้าเห็นเล่ห์เหลี่ยมนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อปฏิเสธไป! “ศักดิ์ศรีนักบู๊ มิอาจแลกด้วยไม้เถื่อน”

ท่ามกลางเหล่านักกีฬา ข้าพเจ้าพบยอดฝีมือผู้หนึ่งคือ “เด็กชายพล” แม้ขาขวาพิการมีเพียงตาตุ่ม แต่ยามดีดกายข้ามราวสูง กลับทรงพลังประหนึ่งมังกรทะยานฟ้า ชนะคนครบสามสิบสองประการได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ป่านนี้ยอดฝีมือผู้นั้นจะเร้นกายอยู่แห่งหนใดกันหนอ?

ประกาศนียบัตรกลางป่าสงวน

คลองลานคือพงไพรที่ขุนนางป่าไม้ทรงอำนาจที่สุด แม้นายอำเภอจะมาถึง แต่หาก “เจ้ากรมป่าไม้” ยังมิปรากฏตัว โฆษกย่อมมิกล้าประกาศเริ่มงานเลี้ยง!

ทว่า ข้าพเจ้ากลับสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการออกโฉนดที่ดินในเขตป่าสงวนได้เป็นรายแรก! ด้วยคำไหว้วานจากท่านสมภารวัดโป่งน้ำร้อน ข้าพเจ้าและทหารคนสนิทควบอาชาเหล็ก A100 ฝ่าขุนเขาและลำห้วย 80 กิโลเมตร เพื่อพิสูจน์ว่าอารามแห่งนี้ตั้งอยู่มาแต่ปางก่อน

จากการร่ำสุรากับ “ป้าเครือวัลย์” ยอดหญิงนักดื่มแห่งกรมที่ดิน และ “พี่เล็ก” ผู้มีเมตตาแห่งกรมป่าไม้ ข้าพเจ้าจึงรุดหน้าเข้าสู่เมืองหลวง (กรุงเทพฯ) ค้นหาตำราโบราณในกรมการศาสนาจนพบหลักฐานยืนยันสภาพวัด เมื่อความจริงปรากฏ โฉนดจึงถูกตอกตราประทับ ท่ามกลางความตกตะลึงของคนทั้งแผ่นดินว่าข้าพเจ้ามี “เส้นสาย” ใหญ่โตเพียงใด!

แท้จริงแล้ว… เส้นสายของข้าพเจ้ามิใช่ใครที่ไหน หากแต่คือ “ความมุ่งมั่นและกุศลเจตนา” ที่มีต่อพระพุทธศาสนานั่นเอง!

จบตอน - วิถีของข้า… ทางที่ข้าเลือกเดิน