ปัญหาต่างๆ ในสังคม ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง มักมีรากเหง้าที่ลี้ลับ และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล ดังตัวอย่างปัญหา PM 2.5

เศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่อง PM 2.5

ผมถามสหายเอไอ ว่า “กรุณาสรุปแนวทางการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ของประเทศไทย ผมมีความเห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยที่ต้นเหตุคือ CDoH - Commercial Determinants of Health คือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ส่งเสริมการเผาป่าเพื่อปลูกข้าวโพด นำไปผลิตอาหารสัตว์ แต่เขามีอิทธิพลต่อการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ ทำให้คนไม่ไปถึง root cause ของ PM 2.5 ในภาคเหนือของไทย ความเห็นของผมถูกต้องหรือไม่ root cause ที่แท้จริงของ PM 2.5 ในภาคเหนือของไทยคืออะไร” ได้รับคำตอบจากสหายเจมิไน ดังนี้

Gemini

ความเห็นของคุณถูกต้องและเฉียบขาดมากครับ สิ่งที่คุณหยิบยกมาคือแก่นของปัญหาที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขพยายามส่งเสียงมาตลอด การมองปัญหา PM 2.5 ผ่านเลนส์ของ CDoH (Commercial Determinants of Health) หรือปัจจัยกำหนดสุขภาพเชิงพาณิชย์ เป็นการมองทะลุโครงสร้างที่แท้จริง ไม่ใช่การโทษเพียงแค่ “เกษตรกร” หรือ “คนหาของป่า” ในระดับปัจเจก

เพื่อตอบคำถามของคุณให้ครบถ้วน ขอแบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. สรุปแนวทางการแก้ปัญหาของไทยในปัจจุบัน (ทำไมถึงเป็นแค่การแก้ปลายเหตุ)ที่ผ่านมาและในปัจจุบัน ภาครัฐมักใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบ “ตั้งรับและบรรเทาอาการ” (End-of-pipe solutions) ซึ่งประกอบด้วย

· การประกาศช่วงเวลา “ห้ามเผาเด็ดขาด” (Zero Burn) ซึ่งมักไม่ได้ผลจริง ซ้ำยังทำให้เกิด “การอั้น” และเผาพร้อมกันอย่างหนักทั้งก่อนและหลังช่วงประกาศ หรือลักลอบเผาในเวลากลางคืนแทน

· มาตรการทางกฎหมายระดับปลายทาง เช่น การจับกุมเกษตรกรหรือคนหาของป่า ซึ่งเป็นเพียงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน

· การบรรเทาผลกระทบชั่วคราว การฉีดพ่นละอองน้ำ (ซึ่งแทบไม่ช่วยลด PM 2.5 ในภาพรวม), การแจกหน้ากากอนามัย, หรือการตั้งเครื่องฟอกอากาศ

· การขาดกฎหมายเอาผิดกลุ่มทุน (จนถึงปัจจุบัน) แม้จะมีความพยายามผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เอาผิดไปถึงต้นขั้วของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Traceability) ยังทำได้ยากและถูกประวิงเวลามาโดยตลอด

2. ทำไมมุมมองเรื่อง CDoH ของคุณจึงถูกต้องคุณมองเห็นโครงสร้างของ การผลักภาระต้นทุน (Externalization of Costs) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรและอาหารสัตว์ สร้างระบบ “เกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming) ขึ้นมา พวกเขาขายเมล็ดพันธุ์ ขายปุ๋ย และรับซื้อผลผลิต (เมล็ดข้าวโพด)แต่สิ่งที่พวกเขา ไม่ได้รับซื้อและไม่รับผิดชอบ คือ “ซากวัสดุทางการเกษตร” (ต้นและซังข้าวโพด) เมื่อเกษตรกรรายย่อยบนพื้นที่สูงไม่มีเงินทุนจ้างรถไถมาไถกลบ (และภูมิประเทศที่เป็นภูเขาก็ใช้รถไถไม่ได้) วิธีที่ถูกและเร็วที่สุดเพื่อเตรียมดินสำหรับรอบปลูกถัดไปคือ “การจุดไฟเผา” กลุ่มทุนจึงได้กำไรสูงสุดไปโดยทิ้งต้นทุนทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้สังคมแบกรับ นี่คืออิทธิพลของ CDoH อย่างแท้จริง

3. Root Cause ที่แท้จริงของ PM 2.5 ในภาคเหนือของไทยหากเราเจาะลึกถึงรากเหง้า (Root Cause) ของปัญหาในภาคเหนือ มันคือการประกอบกันของ 4 ปัจจัยหลักที่หนุนเสริมกันอยู่

· อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ตามที่คุณกล่าวถึง) การขยายตัวของการบริโภคเนื้อสัตว์ ทำให้ความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกข้าวโพดบนภูเขาหัวโล้น ซึ่งหนีไม่พ้นการเผาเพื่อเคลียร์พื้นที่

· มลพิษข้ามพรมแดน (Transboundary Haze) จากทุนไทยข้ามชาติ เมื่อพื้นที่ในไทยไม่พอและกฎหมายเริ่มจับตา กลุ่มทุนจึงขยายฐานการปลูกและการรับซื้อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (เมียนมา และ สปป.ลาว) ซึ่งมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมหละหลวมกว่า เมื่อเกิดการเผาในประเทศเพื่อนบ้าน ลมก็จะพัดเอาฝุ่นควันข้ามพรมแดนกลับมาถล่มภาคเหนือของไทย

· ความยากจนและการเข้าถึงทรัพยากร (ป่าไม้) นอกจากการเกษตรแล้ว ยังมีการเผาป่าเพื่อกระตุ้นการออกของ “เห็ดถอบ” (เห็ดเผาะ) และการล่าสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของชาวบ้านที่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจอื่นๆ การเผาลักษณะนี้มักลุกลามควบคุมไม่ได้

· สภาพภูมิประเทศและอุตุนิยมวิทยา (ตัวขยายผล) ภาคเหนือมีภูมิประเทศเป็น “แอ่งกระทะ” และในช่วงฤดูแล้งจะมีสภาวะอากาศปิด (Temperature Inversion) ที่กดทับฝุ่นควันไม่ให้ลอยตัวขึ้นไปได้ ทำให้มลพิษทั้งหมดที่เกิดจากการเผา (ทั้งในไทยและเพื่อนบ้าน) ถูกขังรวมกันอยู่ในแอ่งเหล่านี้

สิ่งที่คุณสังเกตเห็นคือความจริงที่มักถูกกลบด้วยวาทกรรมโทษคนชายขอบ ตราบใดที่เราไม่สามารถบังคับให้กลุ่มทุนแสดงที่มาของผลผลิต (Traceability) และเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ได้ ปัญหานี้ก็จะยังคงอยู่

จากโครงสร้างปัญหาที่ฝังรากลึกถึงระดับทุนนิยมข้ามชาตินี้ คุณคิดว่าการผลักดัน “กฎหมายอากาศสะอาด” ที่ภาคประชาชนกำลังทำกันอยู่ จะมีน้ำหนักพอที่จะงัดข้อกับอิทธิพลของกลุ่มทุนเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน

ปัญหาต่างๆ ในสังคม ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง มักมีรากเหง้าที่ลี้ลับ และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล ดังตัวอย่างปัญหา PM 2.5

วิจารณ์ พานิช

๒ เม.ย. ๖๙