เกษตรกรดีเด่น
น้ำในคลองไส้ไก่บริเวณโคกหนองนา ค่อยๆลดลง แต่ยังมองไม่เห็นตอผุด ผมเพ่งมองฝูงปลาตัวน้อยระยิบระยับลำตัวสีแดงจำนวนมากมาย ว่ายเกาะกลุ่มเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ เข้าใจว่านี่คือปลาลูกครอก
ทันใดนั้นเงาดำทะมึนใต้น้ำลำตัวโตขนาด ๒ กิโลกรัมน่าจะได้ ว่ายเข้ามาใกล้ลูกครอก แบบว่าอยู่ไม่ห่างอย่างห่วงๆ คอยสอดส่องเหมือนเป็นเงาตามตัว
เจ้าปลาตัวใหญ่ กำลังควบคุมดูแลความปลอดภัยของลูกปลานับร้อยนับพัน ให้ว่ายไปในทิศทางเดียวกัน นับเป็นความโชคดีของผมที่ปลาใหญ่น้อยเหล่านี้ ยังอาศัยอยู่ในคลอง ไม่ไหลลอดท่อไปเสียก่อน
แล้วมันเป็นแม่ปลาและลูกปลาอะไร ผมไม่ค่อยจะแน่ใจ ระหว่างปลาช่อนกับปลาชะโด
แต่ช่างมันเถอะ หางานอย่างอื่นทำดีกว่า ตั้งใจไว้ว่าจะฝึกทำน้ำหมักปลาทะเล เพราะเห็นลูกชายทำไว้ให้ใช้แล้วได้ผลดี โดยเฉพาะมะนาวและส้มโอรู้สึกจะโตไวใบสดชื่นขึ้นกว่าแต่ก่อน
ผมลองใช้กับผักสวนครัวประเภทถั่วฝักยาว ผักสลัด ผักคะน้าและกวางตุ้ง ก็ได้ผลทันใจเหมือนกัน ถั่วฝักใหญ่ผักใบงามดีนักเชียว ว่าแล้วก็ลงมือทำไปตามกระบวนการ
ผมใช้ถังขนาด ๑๐๐ ลิตรที่มีอยู่ ใส่ปลาทูสดทั้งตัวจำนวน ๕ กิโลกรัมลงไป ใส่สับปะรดหั่นเป็นชิ้นๆจำนวน ๕ กิโลกรัม และกากน้ำตาลจำนวน ๕ ลิตรหรือ ๑ แกลลอน
ใส่น้ำลงไปพอให้ท่วมตัวปลาเล็กน้อย ปิดฝาแล้ววางไว้ในที่ร่ม หมักไว้โดยใช้เวลาประมาณ ๖ เดือนก็ใช้ได้แล้ว
ผมยังไม่กล้าทำมากนัก เพราะเพิ่งจะเรียนรู้ ต้องลองดูผลจากการทำครั้งนี้ ว่าสีสันจะออกมาเป็นอย่างไร เข้มข้นขนาดไหน ถ้าผลออกมาแบบว่าไม่เน่าไม่เสีย มีกลิ่นคาวปลาบ้างเล็กน้อย ก็ถือว่าใช้ได้
เวลายังเหลือให้ทำอย่างอื่น อันนี้เพื่อนสอนให้ทำ “จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง” เคยทำมาบ้างแล้ว แต่ไม่เป็นผล วันนี้ลองอีกสักตั้ง ตามขั้นตอนที่เพื่อนบอกมา คือ
นำน้ำใส่ขวดขนาด ๑.๕ ลิตร ตอกไข่ไก่ ๑ ฟอง น้ำปลาและผงชูรส มาผสมกันแล้วเขย่าให้เข้ากัน จากนั้นก็เทใส่ขวดน้ำ ประมาณ ๑ ช้อนโต๊ะ ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ ๒ ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากันอีกครั้ง( กรณีไม่มีหัวเชื้อ ก็ไม่ต้องใส่)
นำไปตากแดด (เขย่าทุกวัน) ประมาณ ๑ สัปดาห์ จึงค่อยนำไปใช้ผสมน้ำ เพื่อรดผัก /ไม้ดอก/ไม้ผล ต่อไป
กิจกรรมสุดท้าย ในโคกหนองนามีขี้ไก่ปนแกลบอยู่ ๒ ถุงกลิ่นฉุนดีจัง จะนำมาใช้เลยก็ใช่ที่ เดี๋ยวต้นไม้จะตายเสียหมด ก็เลยกวาดใบมะขามมาผสมคลุกเคล้ากับขี้ไก่ หมักเป็นชั้นๆ แล้วรดน้ำจนชุ่มฉ่ำ
คาดว่าอีก ๒ เดือน ถึงจะนำมาใช้ เป็นได้ทั้งปุ๋ยและดินปลูกผัก ประหยัดต้นทุนไปได้อีกหน่อย
ทำงานเกษตรอย่างเพลิดเพลินจนแทบจะลืมวันและเวลา พอนึกขึ้นมา นอกจากจะเป็นวันหวยออกแล้ว ยังเป็นวันข้าราชการพลเรือน หากนึกย้อนกลับไปเมื่อ ๔ ปี ก็มีอดีตที่ดีงามชวนให้รำลึกอยู่เหมือนกัน
ผมได้รับรางวัลดีเด่น”ครุฑทองคำ”ระดับประเทศ เกียรติคุณบัตร ลงนามโดยฯพณฯนายกรัฐมนตรี ธรรมดาซะที่ไหน
อดแปลกใจไม่ได้เลย ตอนนั้นก็ใกล้จะเกษียณ ยังสู้อุตส่าห์ได้รับรางวัลกับเขา แทนที่จะเอาเวลาไปพัฒนาเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง ป่านนี้คงเป็นเกษตรกร (สมัครเล่น) ดีเด่นอยู่ในใจตัวเองไปนานแล้ว
เพราะความมั่นคงทางอาหารของครอบครัวต้องใช้เวลา ในการเรียนรู้และลงมือทำจริงๆ จึงจะเกิดอานิสงส์ แบบมั่นคงและยั่งยืน ที่ไม่ต้องมีรางวัลใดๆมารองรับ แค่ภูมิใจในตนเองก็เพียงพอ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๑ เมษายน ๒๕๖๙








