คราวนี้ผมได้เรียนรู้ว่า การทำหน้าที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้น ทำหน้าที่อยู่ในห้องประชุม ไม่เพียงพอ ต้องออกไปทำหน้าที่ในภาคสนาม คือในชีวิตจริงของผู้ปฏิบัติงาน ด้วย
บ่ายวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๙ เราไปฟังการนำเสนอกิจการของสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร และฟาร์มมหาวิทยาลัย ได้เห็นสุดยอดการออกแบบโครงสร้างการเรียนรู้ด้านการเกษตร เมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ที่หนีไม่พ้นการตั้งคำถามว่า หลักการ โครงสร้าง และวิธีที่ออกแบบมากว่า ๓ ทศวรรษ ควรได้รับการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันอย่างไรบ้าง
ความท้าทายที่เห็นชัดคือ การบริหารองค์กรทั้งสองน่าจะใกล้ชิดกันมากกว่านี้ ฟาร์มมหาวิทยาลัยถูกมองว่าเป็นวิสาหกิจ ต้องเลี้ยงตัวเองได้ และสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรมีนักศึกษาปริญญาตรีลดลง
ผมเริ่มเข้าใจอิทธิพลของ “รวมบริการ ประสานภารกิจ” ว่า “รวมบริการ” เกิดง่าย ชัดเจน และถ้าไม่ระวัง จะเกิด อำนาจรวมศูนย์ ส่วน “ประสานภารกิจ” นั้น ในกรณีนี้ หน่วยงานในสังกัดสำนักวิชาเอง กลับไม่ใกล้ชิด และดูคล้ายระบบทำให้เข้าไปใกล้ชิดส่วนกลางมากกว่า เพราะต้องผลิตผลงานตามตัวชี้วัดที่ส่วนกลางกำหนด ประเด็นนี้คล้ายๆ โรงพยาบาลกับสำนักวิชาแพทยศาสตร์
เป็นความท้าทายด้านระบบบริหารงาน ว่าจะปรับให้เกิดการทำงานแบบเสริมพลัง (synergy) กันได้อย่างไร และส่วนกลางจะใช้วิธีบริหารแบบ empowerment อย่างไร
ได้ไปเห็นพื้นที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยที่กว้างขวางหลายร้อยไร่แล้วก็เห็นโอกาสดีที่ มทส. จะหาโอกาสร่วมมือกับมูลนิธิ BCL จัดหลักสูตรพัฒนานักเทคโนโลยีการเกษตรแนวใหม่ ที่ BCL ไปทำหลักสูตร วท.บ. นวัตกรรมการเกษตรและการจัดการ ร่วมกับ มอ. จบไปแล้ว ๒ รุ่น ด้วยหลักสูตรแบบ Experiential Learning เต็มรูปแบบ ที่ผมเล่าไว้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/722654 ชมวิดีทัศน์เล่าผลงานของนักศึกษารุ่นแรกได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=-uMMan3usqg ผมคิดว่าทำหลักสูตรนี้ที่ มทส. ง่ายกว่าที่ มอ. เพราะ มทส. มีที่ดินสำหรับให้นักศึกษาทำธุรกิจการเกษตรได้ภายในวิทยาเขต ส่วนสำคัญที่จะต้องหาคือ ปราชญ์ชาวบ้านแบบลุงนัน ที่จะช่วยทำหน้าที่เป็น mentor ร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัย
ในการประชุมสภาฯ เช้าวันที่ ๗ ได้ฟังการนำเสนอหน่วยวิสาหกิจ ๒ หน่วยงาน
หน่วยแรก ฟาร์มมหาวิทยาลัย เสนอโดย รศ. ดร. อมรรัตน์ โมฬี รักษาการผู้อำนวยการฟาร์มที่เพิ่งมารับหน้าที่ได้ ๒ เดือนเพื่อแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน ดร. อมรรัตน์มีผลงานโด่งดังในการพัฒนาไก่โคราช ที่วันนี้ผมได้ชิม และพบว่าอร่อยสมคำเล่าลือ
ปัญหาของฟาร์มมหาวิทยาลัยคือความไม่คล่องตัวในการบริหาร ดร. อมรรัตน์เสนอให้ปรับเป็นหน่วยที่บริหารเชิงธุรกิจที่มีระบบที่คล่องตัว มีเป้าหมายที่ (๑) การพัฒนานักศึกษาที่บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ระบุไว้ในหลักสูตร (๒) ผลกระทบต่อสังคม วัดที่ตอบแทนทางสังคม (social return on investment; SROI) (๓) ผลประกอบการที่เป็นตัวเงิน สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งกรรมการสภาก็เห็นด้วย ตัวผมเองมองเห็นโอกาสใช้ฟาร์มมหาวิทยาลัยทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อย่างกว้างขวาง ทั้งผ่านหลักสูตรแนวใหม่ที่กล่าวแล้ว และผ่านกิจกรรมพันธกิจเพื่อสังคม
หน่วยที่ ๒ เทคโนธานี เสนอโดย ผศ. ดร. พันทิพย์ ปิยะทัศนานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ โดยเสนอเทคโนธานีใน ฐานะหน่วยบริหาร University Engagement ในกลุ่มจังหวัดพื้นที่นครชัยบุรินทร์ โดยยกตัวอย่างผลงานระยะยาวที่ประสบความสำเร็จสูงมากคือการพัฒนาเนื้อโควากิวพรีเมี่ยม ที่มีการเลี้ยงกระจายทั่วภาคอีสาน เพื่อเป็นสินค้าส่งออก เป็นผลงานที่ ศ. ดร. รังสรรค์ พาลพ่าย ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐
เรื่อง engagement นี้ กรรมการสภาแนะนำให้ทำ internal engagement ด้วย และผมมองว่าต้องพัฒนาวิธีจัดการแบบสร้าง long-term area-based engagement platform ด้วย เรื่องนี้ต้องคุยกันอีกยาว
วิจารณ์ พานิช
๒๑ มี.ค. ๖๙