งานวิจัยชิ้นล่าสุดเผยให้เห็นว่า แค่การแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงอุ่นๆ รอยยิ้มจริงใจ หรือการตั้งใจฟัง ก็ช่วยให้ทีมเวิร์คดีขึ้นและกระตุ้นความร่วมมือได้อย่างไม่น่าเชื่อ งานวิจัยนี้ ซึ่งเป็นผลงานของทีมจากมหาวิทยาลัย SWPS และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ชี้ว่าการแสดงความเป็นมิตรเหล่านี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่ม ทำให้ทุกคนแฮปปี้และพร้อมจะร่วมแรงร่วมใจกันมากขึ้น (neurosciencenews.com)
ในยุคที่ใครๆ ก็เร่งรีบ ต้องมั่นใจ ต้องเก่ง จนบางทีก็มองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างความอ่อนโยนและความอบอุ่นไป งานวิจัยชิ้นนี้จึงเหมือนตอกย้ำให้เห็นกันชัดๆ ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า การแสดงความเป็นมิตรในแต่ละวันนั้นสำคัญแค่ไหน ยิ่งสำหรับสังคมไทยที่เน้นความนอบน้อมถ่อมตนและความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ผลวิจัยนี้ยิ่งชี้ชัดและมาได้ถูกจังหวะ ชวนให้เราหันมาใส่ใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ไม่ว่าจะในห้องเรียน ห้องประชุม หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันทั่วไป
รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Social Psychology ระบุว่า โครงการนี้แบ่งการศึกษาออกเป็นสองส่วน ส่วนแรก ให้ผู้เข้าร่วม 463 คน อายุระหว่าง 18 ถึง 67 ปี ประเมินว่าปกติแล้วพวกเขาแสดงน้ำใจในชีวิตประจำวันบ่อยแค่ไหน เช่น พูดจาดีๆ ตอนซื้อของ หรือขอบคุณจากใจจริง พร้อมกันนั้นก็ให้บอกด้วยว่ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มและคิดอย่างไรกับการทำงานร่วมกับคนอื่น ผลปรากฏว่า ยิ่งใครแสดงน้ำใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกับคนรอบข้างมากขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือร่วมใจมากขึ้นเท่านั้น
ส่วนการศึกษาที่สอง เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยแบ่งนักศึกษา 164 คน ออกเป็นทีมย่อยๆ บางทีมได้รับโจทย์ให้แสดงความเป็นมิตรต่อกันอย่างเต็มที่ เช่น ยิ้มแย้ม ตั้งใจฟัง และสร้างบรรยากาศดีๆ ส่วนอีกกลุ่ม (กลุ่มควบคุม) ถูกสั่งให้โฟกัสเฉพาะงาน พูดจาเป็นกลาง เน้นความมั่นใจ และพยายามไม่ยิ้มหรือเล่นหัว ผลลัพธ์คือ ทีมที่เน้นความเป็นมิตรต่างบอกว่าพอใจกับงานมากกว่า มองการทำงานร่วมกันในแง่บวกมากขึ้น และรู้สึกผูกพันกันแน่นแฟ้นกว่ากลุ่มที่ต้องวางตัวเฉยๆ หรือไม่แสดงความเป็นกันเอง
นักจิตวิทยาผู้ร่วมเขียนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย SWPS กล่าวว่า “คนที่แสดงความเป็นมิตรจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมากขึ้น และมีโอกาสน้อยลงที่จะรู้สึกเหงาหรือซึมเศร้า” นักวิจัยท่านนี้ยังย้ำด้วยว่า ผลลัพธ์ที่ได้นี้สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในหลายๆ บริบท ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการศึกษา ที่ทำงาน ธุรกิจ หรือแม้แต่แวดวงการเมือง
งานวิจัยนี้ยังช่วยลบความเชื่อผิดๆ ที่ว่าความเมตตาอาจทำให้คนดูอ่อนแอหรือไม่มั่นใจ “งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าการเป็นคนน่ารักกับการทำงานเก่งนั้นไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน” นักจิตวิทยาคนเดิมอธิบายเสริม “การแสดงความเป็นมิตรยังช่วยกระตุ้นให้คนอยากร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันด้วย” ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จึงสำคัญมากสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาสมดุลระหว่างการสร้างความมั่นใจกับการส่งเสริมทีมเวิร์คและประสิทธิภาพในระยะยาว
สำหรับประเทศไทยเรา แนวคิดเรื่อง “ความเกรงใจ” หรือการใส่ใจความรู้สึกของคนอื่น ซึ่งช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ก็สอดรับกับผลวิจัยนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในที่ทำงานและโรงเรียนที่ต้องมีการทำโปรเจกต์กลุ่มและช่วยกันแก้ปัญหาอยู่บ่อยๆ งานวิจัยนี้ยิ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของการจัดอบรมหรือสร้างภาวะผู้นำที่เน้นสร้างบรรยากาศอบอุ่นในการอยู่ร่วมกันอย่างจริงจัง ผู้นำทั้งในแวดวงธุรกิจและการศึกษาสามารถนำข้อค้นพบเหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่การแสดงน้ำใจไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาท แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเสริมทั้งขวัญกำลังใจและประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น
ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยจะให้ความสำคัญกับความเคารพและความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่การแข่งขันที่เข้มข้นในโลกปัจจุบันก็ทำให้บางครั้งทักษะด้านความสัมพันธ์ถูกมองข้ามไป งานวิจัยชิ้นนี้จึงเป็นเหมือนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มาย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของการนำความฉลาดทางอารมณ์มาปรับใช้ทั้งในการทำงานและในสังคมไทย และในระยะยาว การส่งเสริมให้ผู้คนแสดงความเป็นมิตรต่อกันอยู่เสมอ จะช่วยลดความเครียดในที่ทำงาน ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว และส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพในบ้านเราพยายามเน้นย้ำอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)
สำหรับในอนาคต ทีมนักวิจัยเสนอว่าองค์กรและโรงเรียนต่างๆ ควรออกแบบกิจกรรมที่ช่วยฝึกฝนทักษะการเข้าสังคมเชิงบวกให้กับบุคลากรและนักเรียนให้มากขึ้น และเมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและการศึกษาของไทยเริ่มเห็นความสำคัญของความผูกพันทางสังคมที่มีต่อสุขภาพจิตและความสำเร็จทางการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ ผลวิจัยนี้ก็อาจจุดประกายให้เกิดนโยบายหรือหลักสูตรใหม่ๆ ที่จะผลักดันให้การแสดงน้ำใจกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนควรมี
สำหรับพวกเราคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน พนักงานออฟฟิศ ข้าราชการ หรือเจ้าของกิจการ งานวิจัยนี้ให้ข้อคิดง่ายๆ ที่เอาไปใช้ได้จริงเลยก็คือ การแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างจริงใจนั้นมีพลังมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นคำ “ขอบคุณ” จากใจ รอยยิ้มอุ่นๆ หรือแค่การตั้งใจฟังใครสักคนมากขึ้นอีกนิด สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แหละที่จะช่วยให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น ชุมชนน่าอยู่ขึ้น และทุกคนก็มีความสุขกับการทำงานร่วมกันมากขึ้น
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทในการดูแลคนกลุ่มใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคุณครู ผู้จัดการ หรือผู้นำชุมชน ลองนำเรื่องนี้ไปปรับใช้ดูสิ อาจจะเป็นการจัดอบรมเล็กๆ หรือแค่คอยย้ำเตือนถึงพลังของการแสดงความเป็นมิตรในทุกๆ วัน แนวทางเหล่านี้เอาไปใช้ได้จริงทั้งในห้องเรียน การอบรมพนักงานในบริษัท หรือแม้แต่ในแผนพัฒนาชุมชน เพื่อดึงพลังของความผูกพันในสังคมมาช่วยพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนให้เต็มศักยภาพ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความต้นฉบับได้ที่ Neuroscience News และงานวิจัย “Niceness Fosters Cooperativeness Through Social Connectedness” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Social Psychology