งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับจิตวิทยาของการนอกใจกำลังปลุกกระแสให้คนไทยกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่า วลีที่ว่า “คนเคยนอกใจ ก็มักจะนอกใจซ้ำอีก” นั้นเป็นเรื่องจริงทางวิทยาศาสตร์แค่ไหน เว็บไซต์ Psychology Today เปิดเผยว่า งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ศึกษาความเป็นไปได้ที่คนเคยมีประวัตินอกใจ จะทำซ้ำอีกในความสัมพันธ์ครั้งใหม่ๆ นับเป็นคำถามคาใจที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในไทยและทั่วโลก

ประเด็นเรื่องการนอกใจยังคงเป็นเรื่องที่สังคมไทยให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยุคสมัยและเทคโนโลยีการสื่อสารในโลกดิจิทัลได้เพิ่มมิติความซับซ้อนให้กับความสัมพันธ์ของคู่รัก ในอดีต สังคมไทยให้ความสำคัญกับความประนีประนอม การรักษาหน้าตา และความมั่นคงของสถาบันครอบครัว แต่ด้วยค่านิยมที่เปลี่ยนไปและการตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศที่สูงขึ้น ทำให้ประเด็นเรื่องการมีคู่ครองคนเดียว (monogamy) และความซื่อสัตย์ถูกสังคมนำมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ท่านหนึ่งในไทยให้ข้อสังเกตว่า การถูกนอกใจหรือแม้แต่การตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่านอกใจ มักตามมาด้วยการถูกสังคมตีตรา ซึ่งไม่เพียงกระทบกระเทือนจิตใจของบุคคลนั้นๆ แต่ยังส่งผลไปยังความสัมพันธ์ในระดับเครือญาติด้วย

บทความดังกล่าวใน Psychology Today สรุปผลการวิจัยชิ้นใหม่นี้ว่า ทีมวิจัยได้ติดตามกลุ่มตัวอย่างเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่มีประวัติเคยนอกใจ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เคยนอกใจในความสัมพันธ์ครั้งก่อนหน้า มีแนวโน้มทางสถิติที่จะนอกใจซ้ำในความสัมพันธ์ครั้งใหม่ๆ อย่างไรก็ดี งานวิจัยชี้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเช่นนั้น ยังมีอีกหลายคนที่เคยมีพฤติกรรมนอกใจในอดีต แต่ก็ไม่ได้ทำซ้ำอีก ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลคือลักษณะนิสัยส่วนบุคคล เช่น ความใจร้อนวู่วาม หรือความกลัวการผูกมัด รวมถึงปัจจัยแวดล้อม เช่น ระดับความพึงพอใจในความสัมพันธ์ปัจจุบันและความขัดแย้งที่เกิดขึ้น นักวิจัยย้ำว่าไม่ควรด่วนตัดสินหรือตีตราใคร และให้ความสำคัญกับบริบทเฉพาะบุคคล รวมถึงการเรียนรู้และเติบโตของแต่ละคน

นักจิตวิทยาด้านความสัมพันธ์จากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่า “การนอกใจมักเป็นภาพสะท้อนของปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น อาจเป็นปัญหาในตัวความสัมพันธ์เอง หรือปัญหาของตัวบุคคล ไม่ได้หมายความว่าเป็นนิสัยส่วนตัวเสมอไป บางครั้งอาจเป็นการตอบสนองต่อความไม่พอใจที่ไม่เคยถูกนำมาเปิดอกคุยกัน หรือปัญหาด้านการสื่อสาร” มุมมองนี้ไปในทิศทางเดียวกับบทวิเคราะห์ทางวิชาการจาก PubMed ซึ่งชี้ว่าแม้พฤติกรรมการนอกใจในอดีตจะเพิ่มความเสี่ยงในการทำซ้ำจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดขึ้นเสมอไป

สำหรับคู่รักชาวไทย ประเด็นนี้มีนัยยะที่ซับซ้อน ในสังคมที่ยังให้ความสำคัญกับ “การรักษาหน้าตา” และภาพลักษณ์ทางสังคม การขอคำปรึกษาด้านความสัมพันธ์จึงยังไม่แพร่หลายนัก เพราะหลายคนกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและกลัวถูกมองในแง่ลบ ถึงกระนั้น ก็มีคู่รักจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเปิดใจขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ก็ได้นำผลการวิจัยจากนานาชาติมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทของไทยมากขึ้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุขเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อสิ่งพิมพ์บางกอกโพสต์ว่า “เราพบว่ามีคู่รักเข้ามาขอรับความช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวก การทำความเข้าใจกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการนอกใจจะช่วยให้ทั้งผู้ประสบปัญหาและผู้ให้คำปรึกษาสามารถหลีกเลี่ยงการตัดสินอย่างฉาบฉวย และให้คำแนะนำที่ตรงประเด็นยิ่งขึ้น”

ปัญหาการนอกใจในสังคมไทยนั้นมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ การมีภรรยาหลายคนเคยเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายจนถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และอิทธิพลของธรรมเนียมดังกล่าวก็ยังคงมีส่วนหล่อหลอมทัศนคติเรื่องความซื่อสัตย์ในปัจจุบันอยู่บ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นก่อน ขณะเดียวกัน ความแพร่หลายของแอปพลิเคชันแชตและโซเชียลมีเดียก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของสิ่งเร้าและช่องทางในการสืบหาการนอกใจไปอย่างสิ้นเชิง ผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งในประเทศไทยพบว่า ความหวาดระแวงในพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนรัก กลายเป็นสาเหตุหลักของความขัดแย้งในกลุ่มคู่รักที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง

เมื่อมองไปยังอนาคต ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านคาดการณ์ว่าบทบาททางเพศที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมไทย ประกอบกับอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น จะทำให้ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นที่สนใจอย่างต่อเนื่อง แนวทางที่แนะนำเพื่อช่วยให้คู่รักสามารถรับมือกับผลกระทบทางอารมณ์จากการนอกใจได้นั้น รวมถึงการให้คำปรึกษาที่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรม การส่งเสริมการสื่อสารที่ดีในสังคม และการให้ความรู้เรื่องการกำหนดขอบเขตในความสัมพันธ์

สำหรับผู้อ่านที่กำลังเผชิญความกังวลเรื่องความไว้เนื้อเชื่อใจในความสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เปิดใจสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา พูดคุยถึงความต้องการและความรู้สึกคับข้องใจกันเป็นประจำ และหากเกิดการนอกใจขึ้นจริง ควรพิจารณาเข้ารับคำปรึกษาร่วมกันเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและพยายามสร้างความไว้วางใจขึ้นมาใหม่ นักบำบัดคู่สมรสชั้นนำท่านหนึ่งของไทยเน้นย้ำว่า “การสื่อสารกันอย่างซื่อสัตย์โดยปราศจากการกล่าวโทษกันและกันคือกุญแจสำคัญ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าด้วยความพยายามและการเปิดใจ คู่รักจำนวนไม่น้อยสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งทำให้ความผูกพันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นได้หลังจากผ่านพ้นประสบการณ์การนอกใจ โดยไม่ว่าอดีตจะเป็นเช่นไรก็ตาม”

สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอรับบริการได้จากกรมสุขภาพจิต หรือหน่วยงานให้คำปรึกษาในเครือข่ายของโรงพยาบาลและสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ความสัมพันธ์ยังคงเป็นรากฐานที่มั่นคงในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเปิดพื้นที่พูดคุยในสังคมและการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องในประเด็นการนอกใจ รวมถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงและการให้อภัย จึงถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด

แหล่งข้อมูล: