งานวิจัยชิ้นใหม่น่าจับตา เผยว่าฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนส่งผลให้ชายหนุ่มมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อคำชมและการถูกปฏิเสธจากสังคมเข้มข้นขึ้น พลิกความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับการสร้างความภูมิใจในตัวเองตามสถานการณ์ งานวิจัยนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร Biological Psychiatry: Cognitive Neuroscience and Neuroimaging เปิดมุมมองใหม่ต่อผลกระทบทางจิตใจของฮอร์โมนตัวนี้ ทั้งยังให้ข้อมูลลึกซึ้งที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพจิตและความเข้าใจในความอ่อนไหวของผู้ชายเมื่อถูกสังคมตัดสิน (PsyPost)

ผลการศึกษาครั้งนี้สำคัญมากสำหรับคนไทย เพราะปัญหาความภาคภูมิใจในตนเองและสุขภาพจิต โดยเฉพาะในผู้ชาย กำลังเป็นเรื่องน่าห่วงในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ในวัฒนธรรมที่เน้นความสมานฉันท์และความสัมพันธ์แบบขั้นบันได การเข้าใจว่าเทสโทสเตอโรนมีอิทธิพลต่อความมั่นใจและพฤติกรรมทางสังคมอย่างไร อาจช่วยให้ครอบครัว ครูอาจารย์ และคนทำงานด้านสุขภาพ สนับสนุนชายหนุ่มไทยที่กำลังรับมือกับปัญหาสภาพอารมณ์ได้ดีขึ้น

งานวิจัยนี้เจาะลึกไปที่ “ความภาคภูมิใจในตนเอง ณ ขณะนั้น” (state self-esteem) ซึ่งหมายถึงการที่คนเรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นหรือน้อยลงตามการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในแต่ละวัน ทีมวิจัยเลือกชายหนุ่มสุขภาพดี 120 คนมาร่วมทดลอง โดยใช้วิธีการทดลองแบบอำพรางสองฝ่าย (double-blind) อย่างรัดกุม คือ ผู้เข้าร่วมจะถูกสุ่มให้ทาเจลเทสโทสเตอโรนหรือเจลหลอก (placebo) โดยทั้งผู้เข้าร่วมและนักวิจัยเองก็ไม่รู้ว่าใครได้อะไร หลังจากรอให้ฮอร์โมนทำงาน ผู้เข้าร่วมได้ทำกิจกรรมออนไลน์จำลองสถานการณ์การถูกประเมินจากสังคม โดยจะได้รับฟีดแบ็กหลากหลายแบบ ตั้งแต่ได้รับการยอมรับอย่างสูงไปจนถึงถูกปฏิเสธอย่างชัดเจน โดยอิงจากโปรไฟล์ที่สร้างขึ้น

จุดสำคัญคือ นักวิจัยพบว่าเทสโทสเตอโรนไม่ได้แค่ช่วยเสริมความภูมิใจในตัวเองโดยรวม แต่ยังทำให้ผู้ชายอ่อนไหวต่อสัญญาณจากสังคมมากขึ้นด้วย กลุ่มที่ได้รับเทสโทสเตอโรนจะรู้สึกดีเกินค่าเฉลี่ยเมื่อได้รับคำชม แต่จะรู้สึกแย่ลงชัดเจนเมื่อถูกตำหนิ เทียบกับกลุ่มที่ได้ยาหลอก ผลวิเคราะห์จากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ชี้ว่า เทสโทสเตอโรนทำให้ผู้ชายใส่ใจมากขึ้นทั้งกับความคาดหวังว่าจะได้รับการยอมรับและกับฟีดแบ็กที่ได้รับจริงๆ ซึ่งหมายความว่าผู้ชายจะให้น้ำหนักกับสัญญาณเหล่านี้มากขึ้นในการตัดสินคุณค่าของตัวเอง

หนึ่งในทีมผู้เขียนงานวิจัยอธิบายว่า “แบบจำลองของเราชี้ว่า เทสโทสเตอโรนไม่ได้ทำให้ผู้ชายเรียนรู้จากฟีดแบ็กเร็วขึ้น แต่ไปเปลี่ยนระดับความสำคัญที่พวกเขาให้กับคำชมหรือคำติจากสังคม นี่อาจเป็นคำตอบว่าทำไมผู้ชายที่มีเทสโทสเตอโรนสูงจึงมักแสดงอารมณ์รุนแรงกว่าในสถานการณ์ทางสังคมและเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าตาทางสังคม” การตอบสนองที่มากขึ้นนี้เห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะเมื่อเจอทั้งฟีดแบ็กดีและไม่ดี ซึ่งชี้ว่าเทสโทสเตอโรนกระตุ้นให้ผู้ชายมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงขึ้นต่อการถูกยอมรับหรือถูกปฏิเสธจากสังคม

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมไทยก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เรื่องหน้าตาทางสังคม การถูกปฏิเสธ และสภาวะอารมณ์ ล้วนผูกพันลึกซึ้งกับความเป็นชายในสังคมไทย ยกตัวอย่างเช่น ผลการเรียน การเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน และความภูมิใจของวงศ์ตระกูล ล้วนเป็นได้ทั้งกำลังใจและสิ่งที่บั่นทอนจิตใจ ในขณะที่สังคมไทยเริ่มใส่ใจปัญหาสุขภาพจิตของผู้ชายมากขึ้น และมีรายงานว่าความเครียดรวมถึงปัญหาทางอารมณ์ในกลุ่มเยาวชนไทยเพิ่มสูงขึ้น (Bangkok Post) ผลวิจัยนี้จึงจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงในมุมใหม่ๆ ว่าฮอร์โมนอาจส่งผลกระทบแบบนุ่มลึกต่อพฤติกรรมและความอ่อนไหวที่เราเห็นกันบ่อยๆ ทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน และโลกออนไลน์ของไทย

สมัยก่อน สังคมไทยให้คุณค่ากับความ “ใจเย็น” ซึ่งเป็นค่านิยมที่ส่งเสริมการควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะในผู้ชาย แต่ผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางชีวภาพบางครั้งก็มีอิทธิพลเหนือกว่าความอดทนอดกลั้นที่ฝึกฝนกันมา การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้ไวต่อคำชมและคำติมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ชายบางคนคุมสติอารมณ์ได้ยากขึ้นเมื่อเจอสถานการณ์สังคมที่กดดัน สำหรับหนุ่มๆ ที่ต้องรับมือกับโลกโซเชียลที่ซับซ้อน รวมถึงการแข่งขันเรื่องเรียนหรือหน้าที่การงานที่เข้มข้น ความแตกต่างทางชีวภาพนี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไมแต่ละคนถึงตอบสนองต่อเรื่องเดียวกันไม่เหมือนกัน บางคนล้มแล้วลุกได้เร็วจากความผิดหวัง ขณะที่บางคนกลับจมอยู่กับความรู้สึกสงสัยในตัวเอง

ทีมวิจัยยอมรับว่างานชิ้นนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะผลที่ได้มาจากกลุ่มชายหนุ่มวัยผู้ใหญ่ ซึ่งหมายความว่าผลลัพธ์อาจต่างออกไปในคนต่างวัยหรือในผู้หญิง อีกทั้งสภาพแวดล้อมในห้องทดลองอาจไม่ได้จำลองสถานการณ์จริงได้เป๊ะๆ แม้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับกลไกทางจิตวิทยาพื้นฐานก็ตาม จุดสำคัญคือ ไม่ได้วัดระดับเทสโทสเตอโรนเดิมของผู้เข้าร่วม ดังนั้น งานวิจัยต่อๆ ไปอาจช่วยให้เข้าใจบทบาทของความแตกต่างเฉพาะบุคคลได้ชัดเจนขึ้น

มองไปข้างหน้า ผลวิจัยนี้มีแววเป็นประโยชน์ต่อกลยุทธ์ด้านสุขภาพจิต ในบางกรณี มีการมองถึงการใช้เทสโทสเตอโรนเป็นการรักษาเสริมสำหรับผู้ชายที่มีภาวะซึมเศร้าหรือรู้สึกไม่ภูมิใจในตัวเอง งานวิจัยใหม่ๆ ชี้ว่าการผสมผสานการรักษาด้วยฮอร์โมนเข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้ออำนวย หรือการให้คำปรึกษาโดยใช้ฟีดแบ็ก อาจให้ผลดีกว่าเดิม แพทย์และผู้ให้คำปรึกษาในไทยอาจต้องพิจารณาว่าระดับฮอร์โมนส่งผลต่อความเข้มแข็งทางอารมณ์ของผู้ป่วยชายอย่างไร รวมถึงความเป็นไปได้ของการบำบัดที่ปรับให้เข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทย โดยผสมผสานแนวทางชีวการแพทย์และพฤติกรรมศาสตร์เข้าด้วยกัน

สำหรับพ่อแม่ ครู และผู้นำชุมชนในไทย ข้อคิดที่นำไปใช้ได้จริงจากงานวิจัยนี้คือ การสร้างระบบสนับสนุนที่ให้ฟีดแบ็กเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะที่บ้าน ห้องเรียน หรือที่ทำงาน อาจช่วยลดความเหวี่ยงทางอารมณ์ในคนที่อ่อนไหวต่อการตัดสินจากสังคมเป็นพิเศษ การตระหนักว่าชายหนุ่มบางคนมีปฏิกิริยาตอบสนองทางชีวภาพที่ไวกว่าคนอื่น จะช่วยให้เข้าใจและตอบสนองด้วยความเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น

ครอบครัวอาจสนับสนุนให้เปิดอกคุยกันเรื่องปัญหาทางอารมณ์ ส่วนโรงเรียนก็สามารถจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อนที่เน้นการให้กำลังใจไม่แพ้ความสำเร็จด้านการเรียน ผู้กำหนดนโยบายด้านสุขศึกษาอาจนำผลวิจัยแบบนี้ไปออกแบบแคมเปญสุขภาพจิตระดับชาติ เพื่อลดการตีตราความอ่อนแอของผู้ชาย และส่งเสริมการช่วยเหลือแต่เนิ่นๆ สำหรับคนที่มีปัญหาทางอารมณ์หรือกังวลเรื่องการเข้าสังคมมากเกินไป (องค์การอนามัยโลก)

สำหรับคนไทย ผลการศึกษานี้ตอกย้ำความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยทางชีวภาพ สังคม และวัฒนธรรม ในการรับมือกับความท้าทายยุคนี้ ตั้งแต่ความเครียดเรื่องสอบไปจนถึงการถูกจับจ้องในโลกโซเชียล การเข้าใจมิติทางชีวภาพของความภูมิใจในตัวเองสามารถเป็นกำลังใจได้ หากคุณเห็นเพื่อนหรือคนในครอบครัวกำลังแย่หลังจากถูกวิจารณ์หรือถูกกีดกัน โปรดจำไว้ว่าอาการทางอารมณ์เหล่านั้นอาจมีเรื่องฮอร์โมนมาเกี่ยวข้องจริงๆ คำพูดให้กำลังใจ ความอดทน และการสร้างบรรยากาศที่ยอมรับ คือสิ่งง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้

หากอยากศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติม คนไทยสามารถปรึกษาแหล่งข้อมูลสุขภาพจิตในพื้นที่ และลองเข้าร่วมสัมมนาหรือกลุ่มสนับสนุนที่ช่วยส่งเสริมให้เยาวชนเห็นคุณค่าในตัวเอง ในขณะที่งานวิจัยยังเดินหน้าต่อไป การเปิดใจยอมรับความเชื่อมโยงระหว่างกายกับใจจะช่วยให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ทั้งประเพณีและวิทยาศาสตร์มีส่วนช่วยหล่อหลอมผู้ชายให้มั่นใจและปรับตัวได้ดีในวันข้างหน้า

แหล่งข้อมูล: