งานวิจัยชิ้นโบแดงระดับโลกเผย โปรแกรมออกกำลังกายที่ออกแบบมาอย่างดีสามารถลดเสี่ยงมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำและลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่ผ่านการรักษามาแล้วได้อย่างชัดเจน แถมผลลัพธ์ยังแจ่มกว่ายาหลายตัวที่ใช้กันอยู่ด้วยซ้ำ ผลวิจัยนี้เพิ่งนำเสนอสดๆ ร้อนๆ ในงานประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐฯ (ASCO) ที่ชิคาโก และตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) อันทรงเกียรติ วงการแพทย์ถึงกับฮือฮา คาดกันว่าการค้นพบครั้งนี้จะพลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลก และแน่นอนว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อผู้ป่วยและหมอไทย (The Guardian)
งานวิจัยชิ้นประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่ทำกันแบบเจาะลึกขนาดนี้ โดยศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ 889 ชีวิต จากทั้งอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส แคนาดา และอิสราเอล พบว่ากลุ่มที่ออกกำลังกายตามโปรแกรมเป๊ะๆ ภายใต้การดูแลของเทรนเนอร์ส่วนตัวหรือโค้ชสุขภาพ ลดความเสี่ยงเสียชีวิตได้ถึง 37% และลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาลุกลามหรือเกิดมะเร็งชนิดใหม่ได้ถึง 28% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้แค่คำแนะนำสุขภาพแบบทั่วไป ผลลัพธ์นี้มันฟ้องชัดๆ ว่าการออกกำลังกายอย่างถูกจุดนั้นเจ๋งกว่ายา แถมยังแทบไม่เสียตังค์และไม่มีผลข้างเคียงกวนใจเหมือนยาหลายๆ ตัวที่ใช้รักษามะเร็ง
ที่ผ่านมา หมอมะเร็งและหน่วยงานสาธารณสุขบ้านเราก็สนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรเพื่อป้องกันมะเร็งอยู่แล้ว โดยเน้นเรื่องกินดีอยู่ดีและออกกำลังกายพอประมาณเพื่อลดความเสี่ยง แต่หลักฐานแบบฟันธงเน้นๆ ถึงผลลัพธ์ของการออกกำลังกายหลังรักษา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการใช้ยาตรงๆ ยังมีไม่มากนัก แต่พอมีข้อมูลแน่นปึ้กจากงานวิจัยระดับโลกชิ้นนี้ออกมา ผู้ป่วยที่เคยเป็นมะเร็งและคุณหมอในไทยก็ยิ่งมีเหตุผลหนักแน่นขึ้นไปอีกที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูร่างกายด้วยการออกกำลังกาย ให้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการดูแลหลังการรักษา
การทดลองนี้ใช้เวลาเก็บข้อมูลยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ถึง 2566 โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้นจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่สาม ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านการผ่าตัดและให้คีโมมาแล้ว ผู้ป่วยถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มแบบสุ่ม กลุ่มแรกเข้าโปรแกรมออกกำลังกายแบบมีแบบแผน มีคนดูแลและฝึกสอนอย่างใกล้ชิด (ช่วงแรกดูแลทุกสองสัปดาห์ จากนั้นลดเหลือติดตามผลรายเดือน) ส่วนอีกกลุ่มได้แค่คู่มือแนะนำการใช้ชีวิตให้สุขภาพดี ตลอดระยะเวลาติดตามผลสามถึงแปดปี กลุ่มที่ออกกำลังกายโชว์ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเห็นๆ ทั้งในแง่การรอดชีวิตและการป้องกันโรค
หัวหน้าคณะแพทย์ของสมาคมมะเร็งวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐฯ (ASCO) ย้ำถึงความสำคัญของผลกระทบครั้งนี้ว่า “ประโยชน์ที่ได้มันสูสีกับยาหลายตัวที่ผ่าน อย. มาแล้วนะ คือลดเสี่ยงโรคกลับมาซ้ำได้ 28% และลดเสี่ยงเสียชีวิตได้ 37% ยาหลายขนานที่อนุมัติให้ใช้กัน ผลลัพธ์ยังน้อยกว่านี้เลย แถมแพงกว่าและมีพิษต่อร่างกายอีกต่างหาก” คำพูดนี้ตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระดับโลก และเปิดประตูสู่โอกาสสำคัญสำหรับแนวทางที่ยั่งยืน เข้าถึงง่าย และเป็นองค์รวมในบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความห่างไกลในต่างจังหวัดมักเป็นกำแพงขวางกั้นผู้ป่วยไม่ให้เข้าถึงการรักษาราคาแพง
หัวหน้าทีมวิจัยของการศึกษานี้ ซึ่งเป็นแพทย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยควีนส์ ในเมืองคิงส์ตัน ประเทศแคนาดา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการวิจัยว่า “ในฐานะหมอมะเร็ง คำถามยอดฮิตที่ผู้ป่วยถามบ่อยสุดคือ ‘มีอะไรอีกบ้างที่ฉันสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงผลการรักษาให้ดีขึ้น?’ ผลวิจัยนี้ให้คำตอบชัดเจนแล้วว่า โปรแกรมออกกำลังกายที่มีเทรนเนอร์ส่วนตัวช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือเกิดมะเร็งใหม่ ทำให้รู้สึกดีขึ้น และช่วยให้อายุยืนยาวขึ้นด้วย” คำพูดนี้น่าจะโดนใจผู้ป่วยและครอบครัวคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มักมองหาการบำบัดทางเลือกและการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต โดยเฉพาะในช่วงพักฟื้นยาวๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบบสาธารณสุขบ้านเรา
ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งทั้งไทยและเทศเห็นตรงกันว่า การนำการออกกำลังกายมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหลังรักษา อาจเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เลยทีเดียว หัวหน้าแพทย์คลินิกของ Cancer Research UK หนึ่งในผู้สนับสนุนทุนวิจัย เสริมว่า “ถ้าพูดถึงการบำบัดที่ไม่ใช่ยา การออกกำลังกายนี่แหละให้ประโยชน์กับผู้ป่วยแบบสุดยอดไปเลย” เช่นเดียวกับผู้อำนวยการด้านการแพทย์ระดับชาติของ NHS England (ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ) ที่บอกว่าผลลัพธ์นี้น่าตื่นเต้นสุดๆ โดยเน้นว่า “การขยับร่างกายให้มากขึ้นส่งผลดีมหาศาล ทั้งช่วยคุมน้ำหนัก เสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ และทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้นด้วย”
แม้ว่าผลวิจัยนี้จะมาจากผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่หมอมะเร็งหลายท่านเชื่อว่าน่าจะเอาไปปรับใช้กับมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากสำหรับวงการสาธารณสุขไทย เพราะอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมทั่วประเทศกำลังพุ่งสูงขึ้น (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ประเทศไทย) ในบ้านเรา มะเร็งลำไส้ใหญ่ติดท็อปไฟว์มะเร็งยอดฮิต โดยมีอัตราการป่วยและกลับมาเป็นซ้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเมืองและในกลุ่มผู้สูงวัย ดังนั้น การนำโปรแกรมฟื้นฟูร่างกายด้วยการออกกำลังกายที่ออกแบบมาอย่างดีไปใช้ในแผนกมะเร็งของโรงพยาบาลและสถานีอนามัยทั่วไทย จะช่วยพลิกชะตาผู้รอดชีวิตนับพันได้อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม คุณหมอผู้เชี่ยวชาญก็ยังย้ำให้ระมัดระวัง เพราะการออกกำลังกายไม่ใช่ว่าเหมาะกับผู้ป่วยทุกคนเสมอไป ผู้แทนจาก Cancer Research UK แนะนำว่า “สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือการออกกำลังกายไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน คำแนะนำของฉันสำหรับผู้ป่วยมะเร็งคือให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มกิจกรรมทางกายใหม่ ๆ” คำเตือนนี้สำคัญมากในบริบทของบ้านเรา ที่ผู้ป่วยอาจมีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดทางร่างกาย ซึ่งพบบ่อยในกลุ่มคนที่เข้าถึงการคัดกรองเบื้องต้นหรือการดูแลที่ครอบคลุมได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นความท้าทายที่หน่วยงานสาธารณสุขอย่างกระทรวงสาธารณสุขรู้ดี (กระทรวงสาธารณสุข)
ในมุมมองทางสังคมและวัฒนธรรม การออกกำลังกายที่เข้าถึงง่ายและค่าใช้จ่ายไม่สูงนั้นตอบโจทย์ชุมชนไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ทรัพยากรด้านสุขภาพและการดูแลหลังออกจากโรงพยาบาลมีจำกัด ต่างจากยา โปรแกรมออกกำลังกายที่วางแผนมาดีสามารถปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินกลุ่มในสวนสาธารณะใจกลางเมือง การเต้นแอโรบิกตามลานกิจกรรมในชุมชน หรือแม้แต่กิจกรรมพื้นบ้านอย่างรำไทย หรือศิลปะป้องกันตัวเบาๆ ซึ่งยังเป็นช่องทางให้ได้เข้าสังคม ช่วยเยียวยาจิตใจในช่วงพักฟื้นที่แสนเหนื่อยล้าได้อีกด้วย
เมื่อมองในภาพรวมของแนวทางสุขภาพในสังคมไทย การออกกำลังกายหลังรักษามะเร็งนั้นเข้ากันได้ดีกับโครงการระดับชาติอย่าง ‘คนไทยสุขภาพดี’ (Healthy Thailand) ที่เน้นป้องกันโรคด้วยการส่งเสริมสุขภาพในชุมชนและการมีส่วนร่วมของทุกคน มีงานวิจัยในบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ ที่สนับสนุนว่าการออกกำลังกายพอประมาณช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งหลายชนิดดีขึ้นจริง (งานวิจัย PubMed: การออกกำลังกายในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งในเอเชียแปซิฟิก) แต่งานวิจัยชิ้นโบแดงล่าสุดนี้ ยิ่งจุดประกายความหวังว่าเราจะทำอะไรได้อีกมาก หากมีโปรแกรมหลังการรักษาที่ตั้งใจจริงและมีแบบแผนชัดเจนยิ่งขึ้น
ในอนาคต คาดว่าผลวิจัยเหล่านี้จะจุดกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งในระดับนโยบายและการปฏิบัติจริง ทั้งในระดับโลกและในบ้านเรา บุคลากรทางการแพทย์อาจต้องให้คำแนะนำเรื่องการออกกำลังกายที่ชัดเจนและมีหลักฐานรองรับควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบัน และโรงพยาบาลอาจต้องลงทุนกับทีมกายภาพบำบัดหรือจับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกายที่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้องค์กรการกุศลและกลุ่มชุมชนในท้องถิ่นเข้ามาช่วยกันรณรงค์สร้างความเข้าใจในวงกว้าง และช่วยให้ผู้รอดชีวิตเข้าถึงโปรแกรมออกกำลังกายที่มีคนดูแลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขอยู่มาก
ในขณะที่วงการมะเร็งวิทยาทั่วโลกรอผลการทดลองเพิ่มเติมในมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งอื่นๆ ฝั่งหมอและผู้กำหนดนโยบายสุขภาพของไทยเองก็พร้อมนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ การนำโปรแกรมออกกำลังกายที่มีแบบแผนไปผนวกเข้ากับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “ชมรมผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง” ของโรงพยาบาลต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาจเป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญในการเพิ่มผลการรักษาและลดภาระจากมะเร็งที่กลับมาเป็นซ้ำ
สำหรับผู้รอดชีวิตจากมะเร็งและครอบครัวชาวไทย ข่าวดีชิ้นนี้เต็มไปด้วยความหวังและจับต้องได้จริง นั่นคือ การออกกำลังกายสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำที่ถูกต้อง สามารถป้องกันปัญหาสุขภาพได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่ายาเทคโนโลยีสูงๆ ด้วยซ้ำ แถมค่าใช้จ่ายยังน้อยกว่าและเข้าถึงง่ายกว่ามาก โดยเฉพาะเมื่อปรับให้เข้ากับความต้องการและศักยภาพของแต่ละท้องถิ่น
สรุปคือ ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งในประเทศไทยควรปรึกษาทีมแพทย์เพื่อหาวิธีเริ่มต้นหรือเพิ่มการออกกำลังกายที่ปลอดภัยที่สุด และลองขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากนักส่งเสริมสุขภาพชุมชน กลุ่มออกกำลังกาย หรือบริการฟื้นฟูสมรรถภาพใกล้บ้านถ้ามี ระบบสุขภาพ องค์กรสนับสนุนต่างๆ และสังคมโดยรวมของบ้านเราสามารถร่วมมือกันผลักดันให้การออกกำลังกายที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ กลายเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้ตัวเลขสถิติดีขึ้น แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วประเทศได้อย่างแท้จริง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านงานวิจัยต้นฉบับตามที่รายงานใน The Guardian คำแนะนำล่าสุดจาก New England Journal of Medicine และข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข