ที่ มทส. มีสำนักวิชา (คณะ) เทคโนโลยีสังคม   ผมจึงถือโอกาสทำความรู้จักสาขาวิชาการนี้ในมิติที่ลึก    โดยตั้งคำถามต่อ ChatGPT ว่า   “คำว่าเทคโนโลยีสังคม (social technology) หมายความว่าอย่างไร   ประกอบด้วยศาสตร์สาขาใดบ้าง   นักศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขานี้ควรได้เรียนแบบ community engagement อย่างไรบ้าง   โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดของไทย”    ได้รับคำตอบดังนี้   

คำว่า "เทคโนโลยีสังคม" (social technology) หมายถึง การประยุกต์ใช้ความรู้และนวัตกรรมในด้านสังคม เพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนาชุมชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคม โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและแนวคิดทางสังคมมาประยุกต์ใช้ในบริบทต่าง ๆ เพื่อให้สังคมสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน

**ศาสตร์สาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสังคม** มีหลายด้าน เช่น:

- สังคมวิทยา (Sociology)

- มานุษยวิทยา (Anthropology)

- ภูมิศาสตร์ สังคมและชุมชน (Human Geography)

- พัฒนาสังคมและชุมชน (Community Development)

- นโยบายสาธารณะและการวางแผนชุมชน (Public Policy & Urban Planning)

- นิเทศศาสตร์และการสื่อสาร (Communication)

- เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation & Technology)

- จิตวิทยาสังคม (Social Psychology)

 

**การเรียนรู้แบบ community engagement สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขานี้ โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดของไทย ควรเน้น:**

1. **การลงพื้นที่จริง**: นักศึกษาควรเข้าร่วมกิจกรรมชุมชน เช่น การทำงานร่วมกับกลุ่มท้องถิ่นในโครงการพัฒนาชุมชน การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาจริงในพื้นที่

2. **โครงการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม**: การออกแบบและดำเนินโครงการที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน เช่น การสร้างเครือข่ายการสื่อสาร การส่งเสริมภาวะผู้นำท้องถิ่น

3. **การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์**: จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติ เช่น การเวิร์กช็อป การสันทนา การทำงานกลุ่มในพื้นที่จริง

4. **การสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ**: เชื่อมโยงกับองค์กรท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในบริบทสังคมจริง

5. **การสะท้อนและปรับปรุงแนวทาง**: ให้นักศึกษาได้ฝึกคิด วิเคราะห์ผล และปรับแนวคิดตามปัญหาและความคิดเห็นจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ควรทำความเข้าใจบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ เช่น วัฒนธรรม ประเพณี ความท้าทายและโอกาสในชุมชน เพื่อให้การเรียนรู้และกิจกรรม community engagement มีความหมายและเกิดผลอย่างยั่งยืนต่อชุมชนและตัวนักศึกษาเองค่ะ

ผมถามลูกติดพันดังนี้   “หากประยุกต์ใช้หลักการ student engagement แนวของ Amy Berry (2023) การเรียนด้าน social technology ในกิจกรรม community engagement ควรปรับจากที่เสนออย่างไรบ้าง”    คำตอบคือ

การประยุกต์ใช้หลักการ Student Engagement แนวของ Amy Berry (2023) ในการเรียนด้าน Social Technology เพื่อกิจกรรม Community Engagement ควรปรับจากแนวทางเดิมโดยเน้นความมีส่วนร่วมและการสร้างความสัมพันธ์อย่างจริงจังระหว่างนักศึกษา ชุมชน และภาคีต่าง ๆ โดยสามารถปรับในด้านต่อไปนี้:

 

1. **เน้นการมีส่วนร่วมเชิงลึก (Deep Engagement):** นักศึกษาควรเข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่กิจกรรมชั่วคราว เช่น การเข้าไปฟังคำบอกเล่าและเข้าใจบริบทชุมชนอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันในระยะยาว

 

2. **ส่งเสริมการเรียนรู้ควบคู่กับการแก้ปัญหา (Co-creation and Collaboration):** ให้โอกาสชุมชนร่วมออกแบบและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีสังคมร่วมกัน นักศึกษาควรเป็นผู้สนับสนุนและแนะนำมากกว่าการนำเสนอแบบหนึ่งทางเดียว

 

3. **สร้างความรู้และทักษะแบบบูรณาการ (Integrative Learning):** ฝึกให้นักศึกษาไม่เพียงเข้าใจเทคโนโลยี แต่ต้องเข้าใจบริบทสังคม วัฒนธรรม และความต้องการของชุมชน เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์โซลูชันที่เหมาะสมและยั่งยืน

 

4. **ปลูกฝังความรับผิดชอบทางจริยธรรม (Ethical Engagement):** นักศึกษาควรเรียนรู้และปฏิบัติตามหลักจริยธรรมในกิจกรรม community engagement เช่น ความเคารพในความเป็นเจ้าของของชุมชน การรักษาความลับ และการร่วมมือในเชิงสร้างสรรค์

 

5. **การสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (Ownership and Leadership):** ชักชวนชุมชนและนักศึกษาให้มองว่าเป็นเพื่อนร่วมพัฒนา มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความยั่งยืนของโครงการ

 

6. **ส่งเสริมการสะท้อนและการเรียนรู้ร่วมกัน (Reflective Practice):** นักศึกษาควรมีโอกาสสะท้อนความรู้สึก ประสบการณ์ และบทเรียนจากกิจกรรม เพื่อสร้างความเข้าใจลึกซึ้งและปรับปรุงการปฏิบัติในอนาคต

 

**ในบริบทของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดของไทย** ควรให้ความสำคัญกับความเข้าใจบริบทชุมชนท้องถิ่น โดยอาจร่วมงานกับผู้นำชุมชนและภาคีท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบสองทาง เพื่อสร้างแนวทางที่ยั่งยืนและสร้างความผูกพันในระยะยาว

 

สรุปคือ การปรับตามแนว Amy Berry (2023) ควรเน้น "การสร้างความมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้ง" การร่วมมือกันในทุกขั้นตอน และการเรียนรู้ที่เป็นแบบบูรณาการ เพื่อให้กิจกรรม community engagement ในด้าน social technology มีความหมายและผลลัพธ์ที่ยั่งยืนสำหรับชุมชนและตัวนักศึกษาเองค่ะ” 

คำถามติดพันคำถามที่ ๒  “การสร้างความมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งดังกล่าว หากนำไปใช้ในกิจกรรม สหกิจศึกษา    ควรประยุกต์ใช้อย่างไร ในบริบทไทย  เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตามแนวทางของ Kolb’s Experiential Learning Cycle  และตามในหนังสือ “การเรียนรู้ ‘ขั้นสูง’ จากประสบการณ์” (วิจารณ์ พานิช)   และให้สถานประกอบการก็ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น จากการสร้างสรรค์ของนักศึกษาฝึกงาน”    ได้คำตอบที่ไม่ดีนัก ดังนี้ 

การนำแนวคิดการสร้างความมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งไปใช้ในกิจกรรมสหกิจศึกษา (Cooperative Education) ในบริบทไทยควรเน้นให้เกิดการเรียนรู้แบบประสบการณ์จริง (Experiential Learning) ตามแนวของ Kolb และแนวทาง “การเรียนรู้ขั้นสูงจากประสบการณ์” ของ วิจารณ์ พานิช โดยสามารถดำเนินการตามแนวทางดังนี้ค่ะ

### 1. **วางแนวทางให้การฝึกงานเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Holistic Learning)**

- **ใช้วงจรการเรียนรู้ของ Kolb:** ให้ นักศึกษาได้ผ่านทุกขั้นตอนของวงจร คือ 

  - การรับรู้ (Concrete Experience): ลงสนามและปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริง เช่น การเข้าไปสำรวจและเข้าใจบริบทของชุมชนหรือหน่วยงาน

  - การสังเกตการณ์ (Reflective Observation): พิจารณาประสบการณ์ที่ได้รับ วิเคราะห์และจดบันทึก

  - การสรุปแนวคิด (Abstract Conceptualization): สังเคราะห์ความรู้และเชื่อมโยงกับทฤษฎีหรือแนวทางการพัฒนาชุมชนและสังคม

  - การทดลองปฏิบัติ (Active Experimentation): นำความรู้ไปทดลองและปรับปรุงแนวทางทำงาน หรือต่อยอดให้เป็นโครงการพัฒนาชุมชนร่วมกัน

### 2. **ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบของนักศึกษาในกิจกรรม**

- ให้โอกาสนักศึกษาเป็นผู้เสนอแนวคิดและออกแบบกิจกรรมร่วมกับชุมชนและสถานประกอบการ

- ให้สถานประกอบการเป็นผู้ร่วมวางแผนและสนับสนุน โดยให้มองว่านักศึกษาเป็นพันธมิตรในการพัฒนานวัตกรรมหรือแนวทางแก้ปัญหาจริงในชุมชน

### 3. **สนับสนุนให้เกิดการสะท้อนและเรียนรู้ขั้นสูง (Reflective Practice & Critical Reflection)**

- จัดให้มีเวิร์กช็อปและพื้นที่พูดคุยเพื่อสะท้อนประสบการณ์และอภิปรายความรู้ในกลุ่ม

- นักศึกษาควรเขียนบันทึกสะท้อนความเข้าใจและบทเรียนที่ได้รับตลอดระยะเวลาของการฝึกงาน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ วิจารณ์ พานิช

### 4. **เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการสร้างคุณค่าทางสังคมและสถานประกอบการ**

- ชักชวนให้นักศึกษาทำงานในโครงการที่มีประโยชน์ต่อชุมชนและสามารถนำไปใช้จริงได้

- ให้สถานประกอบการรู้สึกว่าการฝึกงานของนักศึกษาเป็นโอกาสในการสร้างแนวทางแก้ปัญหาและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ในองค์กรจริง

### 5. **สร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ระหว่างนักศึกษา สถานประกอบการ และชุมชน**

- ให้สถานประกอบการและชุมชนเป็นผู้ร่วมกำหนดโจทย์และเป้าหมาย เพื่อลดความรู้สึกของการเป็นผู้รับแล้วเปลี่ยนเป็นผู้ร่วมพัฒนา (Shared Ownership)

- นักศึกษาจะได้เรียนรู้ความซับซ้อนและความเชื่อมโยงของปัญหาอย่างลึกซึ้ง

### **สรุปแนวทางปฏิบัติในบริบทไทย:**

- จับคู่ภารกิจของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของชุมชนและธุรกิจในพื้นที่

- เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning) พร้อมสะท้อนความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง

- สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดและความผูกพันระหว่างนักศึกษา สถานประกอบการ และชุมชน เพื่อให้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้ทั้งสามฝ่าย

ถ้าต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรม หรือเครื่องมือในการสะท้อนและปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ ก็สามารถบอกได้ครับ”

คำถามติดพันที่ ๓   “คำแนะนำข้างต้น จะช่วยให้นักศึกษาพัฒนาความเป็นผู้ก่อการ หรือผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ให้แก่ตนเองได้อย่างไร   คุณสมบัตินี้จะเป็นคุณต่อชีวิตในอนาคตของนักศึกษาอย่างไรบ้าง”    ได้รับคำตอบที่ดีมาก ดังนี้ 

คำแนะนำข้างต้นจะช่วยให้นักศึกษาพัฒนาความเป็นผู้ก่อการหรือผู้ริเริ่มกระทำการ (agency) ได้อย่างมาก     เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเน้นให้เขามีบทบาทสำคัญในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ และสะท้อนประสบการณ์ด้วยตนเอง    ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการควบคุมและกำหนดทิศทางชีวิตของตนเองอย่างมีความรับผิดชอบ

### วิธีที่คำแนะนำช่วยพัฒนาความเป็นผู้ก่อการ (agency) ได้แก่:

1. **การมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและพัฒนาโครงการ** 

  นักศึกษาจะได้ฝึกเป็นผู้นำในระดับเล็ก ๆ ในการเสนอแนวทางและลงมือทำ ซึ่งเพิ่มความมั่นใจและความรู้สึกว่าตนเองสามารถสร้างผลกระทบในชุมชนและองค์กรได้

2. **การสะท้อนและวิเคราะห์ประสบการณ์** 

  การสะท้อนให้ความเข้าใจลึกซึ้งว่า ตนเองสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดและความสำเร็จ ช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองในการแก้ไขและพัฒนาสถานการณ์

3. **การทดลองปฏิบัติและปรับปรุง** 

  นักศึกษาจะได้เรียนรู้ว่าความสำเร็จไม่ใช่แค่ผลลัพธ์เดียว แต่เป็นกระบวนการของการลองผิดลองถูกและปรับปรุง ซึ่งทำให้เกิดความกล้าตัดสินใจและริเริ่มในกิจกรรมใหม่ ๆ

4. **การสร้างความสัมพันธ์และภาวะผู้นำร่วม** 

  การให้ชุมชนและองค์กรมีส่วนร่วมในความคิดและการดำเนินงาน ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ จึงส่งเสริมความเป็นผู้ริเริ่มอย่างมั่นใจ

### ผลดีต่อชีวิตในอนาคตของนักศึกษา ที่มีความเป็นผู้ก่อการ/ผู้ริเริ่ม (agency)

- **มีความเชื่อมั่นในตนเอง**: เชื่อว่าตนเองสามารถสร้างผลเปลี่ยนแปลง และมีบทบาทในการกำหนดแนวทางชีวิตหรือเส้นทางอาชีพได้

- **ความเป็นผู้นำ**: สามารถเป็นผู้นำในกลุ่มและในชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถริเริ่มสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ ๆ

- **ความสามารถในการแก้ไขปัญหาและปรับตัว**: มีแนวคิดบวกและกล้าเสี่ยงในการลองสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์จริง

- **สร้างความยั่งยืนและความเป็นอิสระ**: สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้ด้วยความมั่นใจและความรับผิดชอบในตนเอง

- **ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความสำเร็จในระยะยาว**: เพราะความเป็นผู้ก่อการช่วยให้เขาเป็นบุคคลที่มีพลังในการสร้างสรรค์ ชี้นำและพัฒนาตนเองและสังคมอย่างต่อเนื่อง

สรุปสั้น ๆ คือ สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้ใครก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับเปลี่ยนแปลงและสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตนเองและสังคมได้อย่างยั่งยืนในอนาคตครับ” 

ผมตีความว่า “เทคโนโลยีสังคม” ในทางปฏิบัติในชีวิตจริง มีความหมายที่ลึกและกว้างกว่าที่ใช้กันอยู่ในวงวิชาการไทย    ประเด็นที่ผมเสวนากับ ChatGPT เป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสังคมในชีวิตจริงทั้งสิ้น    เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ 

วิจารณ์ พานิช

๕ พ.ค. ๖๘

บนรถยนต์ไปงานสวด ศ. (คลินิก) นพ. ชนา สาทรกิจ