งานวิเคราะห์อภิมานล่าสุดกำลังเขย่าความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับที่มาของภาวะหลงตัวเอง โดยชี้ให้เห็นว่าความผูกพันในวัยเด็กเล็กอาจมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการก่อตัวของภาวะหลงตัวเองแบบเปราะบาง (vulnerable narcissism) ผลการศึกษาที่รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกว่า 10,000 คน จากงานวิจัย 33 ชิ้น ได้ให้มุมมองใหม่ว่ารูปแบบความผูกพันที่ต่างกันในวัยเด็กเชื่อมโยงกับลักษณะนิสัยหลงตัวเองในวัยผู้ใหญ่อย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบและน่าจับตามองสำหรับครอบครัวและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั้งในไทยและทั่วโลก (Firstpost)

แม้ว่าคำว่า “หลงตัวเอง” (narcissism) จะกลายเป็นคำฮิตติดปากที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน และมักถูกหยิบยกมาอธิบายความสัมพันธ์แย่ๆ หรือเพื่อนร่วมงานที่รับมือยาก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ออกมาเตือนให้ระวังการตีตราหรือวินิจฉัยตัวเองแบบง่ายๆ ถึงแม้โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) จะเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ลักษณะนิสัยหลงตัวเอง ซึ่งมีสเปกตรัมตั้งแต่ความมั่นใจในตัวเองที่ดีงามไปจนถึงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้น มีอยู่ในตัวเราทุกคนไม่มากก็น้อย สิ่งสำคัญคือการแยกแยะระหว่างภาวะหลงตัวเองแบบ “โอ้อวด” (grandiose) กับแบบ “เปราะบาง” (vulnerable) แบบแรกจะแสดงออกชัดเจนว่าตัวเองสำคัญ ชอบเป็นจุดสนใจ และดูก้าวร้าว ส่วนแบบหลังจะเกี่ยวกับการเก็บตัว อ่อนไหวง่าย และมีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ ซึ่งมักซ่อนอยู่หลังพฤติกรรมปกป้องตัวเอง

ผลวิเคราะห์อภิมานชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคงในวัยเด็ก เช่น แบบพะวง (preoccupied) แบบเย็นชาไม่ใส่ใจ (dismissive) และแบบหวาดระแวง (fearful) กับแนวโน้มการหลงตัวเองในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะหลงตัวเองแบบเปราะบาง นักวิจัยพบว่า คนที่มีรูปแบบความผูกพันแบบพะวงและหวาดระแวงในวัยเด็ก อันเนื่องมาจากประสบการณ์ถูกทอดทิ้ง ได้รับการดูแลไม่สม่ำเสมอ หรือถูกทำร้าย มักจะแสดงลักษณะหลงตัวเองแบบเปราะบางออกมาเมื่อโตขึ้น คนกลุ่มนี้มักเผยว่าไม่ค่อยพอใจในความสัมพันธ์ของตัวเอง และมีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมที่เป็นพิษ เช่น “การโปรยเสน่ห์อย่างหนักในช่วงแรก” (love bombing) หรือการเมินเฉยทางอารมณ์ ซึ่งล้วนเป็นผลพวงจากบาดแผลในวัยเด็ก

อย่างไรก็ดี งานวิจัยย้ำว่าผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ (correlation) แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปเรื่องเหตุและผล (causation) จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยระยะยาว (longitudinal studies) ที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างเดิมเป็นเวลานาน เพื่อชี้ชัดว่าความผูกพันที่ไม่มั่นคงนำไปสู่ภาวะหลงตัวเองจริงหรือไม่ หรือลักษณะเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันจากปัจจัยอื่น ดร. เมแกน วิลลิส จากคณะพฤติกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยคาทอลิกออสเตรเลีย ย้ำว่า “ความผูกพันที่ไม่มั่นคง โดยเฉพาะแบบพะวงและหวาดระแวง อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหลงตัวเองแบบเปราะบาง” ไม่ใช่ทุกคนที่มีปมความผูกพันที่ไม่มั่นคงแล้วจะกลายเป็นคนหลงตัวเองเสมอไป แต่คนที่มีลักษณะดังกล่าวอาจใช้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันตัวเองจากบาดแผลทางใจในวัยเยาว์

งานวิจัยชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในบ้านเรา ขณะที่สังคมไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ผู้ดูแลเด็ก นักให้คำปรึกษา และนักการศึกษาต่างหันมาให้ความสำคัญกับทฤษฎีความผูกพัน (attachment theory) ซึ่งเป็นแนวคิดที่อธิบายว่าการเลี้ยงดูในช่วงปีแรกๆ ของชีวิตส่งผลต่อสุขภาวะทางอารมณ์ในระยะยาวอย่างไร ความผูกพันที่มั่นคง ซึ่งเกิดจากการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอและตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างเหมาะสม จะเป็นเหมือนรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่แข็งแรงและความมั่นคงทางอารมณ์ ตรงกันข้าม เด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่แน่นอนอาจพัฒนารูปแบบความผูกพันที่ไม่มั่นคง ซึ่งหลักฐานล่าสุดชี้ว่าไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวโน้มที่จะมีนิสัยหลงตัวเองแบบไม่สร้างสรรค์เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ด้วย

บริบททางวัฒนธรรมไทยยิ่งทำให้เห็นภาพที่ซับซ้อนขึ้น แม้ว่าครอบครัวขยายจะยังคงเป็นเสาหลักของสังคมไทย ทำให้เด็กบางคนมีผู้ใหญ่คอยดูแลและให้ความอบอุ่นทางใจหลายคน แต่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานของพ่อแม่ และผลกระทบจากการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน ก็ทำให้รูปแบบการดูแลเด็กแบบเดิมๆ เปลี่ยนไป นักสังคมสงเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในไทยสังเกตเห็นว่า เด็กที่ต้องห่างจากพ่อแม่เพราะการย้ายถิ่นในประเทศ หรือเด็กที่อยู่กับญาติผู้สูงอายุ บางครั้งก็แสดงออกถึงความไม่มั่นคงทางความผูกพันมากขึ้น ประกอบกับตัวเลขความรุนแรงในครอบครัวและการทารุณกรรมเด็กที่สูงขึ้นตามรายงาน (คล้ายกับที่พบในประเทศอื่น ๆ UNICEF Thailand) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งเสริมสร้างโครงการป้องกันและบริการช่วยเหลือครอบครัวกลุ่มเปราะบาง

ในแง่การบำบัดรักษา งานวิจัยนี้ชี้ช่องทางการบำบัดที่เน้นเรื่องความผูกพัน เช่น สกีมาบำบัด (schema therapy) และการบำบัดโดยเน้นอารมณ์เป็นศูนย์กลาง (emotionally focused therapy) ซึ่งเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในศูนย์ให้คำปรึกษาต่างๆ ในไทย แนวทางการบำบัดเหล่านี้มุ่งช่วยให้แต่ละคนได้ปรับแก้ “เรื่องเล่า” ภายในใจที่ก่อตัวขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก และสร้างเสริมรูปแบบความสัมพันธ์ที่ดีในวัยผู้ใหญ่ แม้การเปลี่ยนแปลงรูปแบบความผูกพันที่ฝังลึกจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นไปได้หากได้รับการบำบัดที่ตรงจุดและต่อเนื่อง ตามที่นักจิตวิทยาและนักบำบัดครอบครัวหลายท่านให้ความเห็น

ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องว่าการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไข การอบรมพ่อแม่ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก ไม่ว่าจะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ หรือในพื้นที่ห่างไกลแถบอีสาน เพื่อส่งเสริมความผูกพันที่มั่นคง ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตัดวงจรความผูกพันที่ไม่มั่นคงที่อาจส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และลดความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการเกิดภาวะหลงตัวเองแบบไม่สร้างสรรค์ ข้อเสนอแนะสำคัญคือ การเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงโครงการอบรมพ่อแม่ผู้ปกครอง การให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนทั่วประเทศ และการสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมเพื่อโอบอุ้มครอบครัวที่เปราะบาง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทีมนักวิจัยที่ทำการวิเคราะห์อภิมานครั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่าไม่ควรตีตราผู้ที่มีปัญหาเรื่องความผูกพันหรือมีแนวโน้มหลงตัวเอง แต่ควรส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตได้อย่างรวดเร็วและปราศจากอคติ ทั้งสำหรับเด็กที่กำลังสร้างรากฐานทางอารมณ์ และสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการเยียวยาบาดแผลจากวัยเยาว์

สำหรับผู้อ่านและครอบครัวชาวไทย บทเรียนสำคัญจากงานวิจัยนี้มีสองประการ หนึ่งคือ ความเข้าใจว่าสายสัมพันธ์ในวัยเด็กส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาวะทางใจเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และสองคือ การตระหนักถึงคุณค่าของครอบครัว โรงเรียน และสังคมรอบข้างในการช่วยสร้างความผูกพันที่มั่นคงและดีงาม ข้อมูลเชิงลึกนี้ยังสอดคล้องกับหลักธรรมในพุทธศาสนาที่สังคมไทยยึดถือ ซึ่งเน้นเรื่องเมตตา กรุณา และการเยียวยาบาดแผลในอดีต จึงขอเสนอแนะให้ผู้กำหนดนโยบายนำทฤษฎีความผูกพันไปปรับใช้ในยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยครอบครัวและสุขภาพจิต ขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วไปก็สามารถขอความช่วยเหลือได้ ทั้งผ่านการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ การเข้าร่วมอบรมพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือเครือข่ายชุมชน เมื่อต้องรับมือกับผลกระทบจากประสบการณ์ความสัมพันธ์ที่ยากลำบากในวัยเด็ก

ขณะที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาและปรับตัวอย่างไม่หยุดยั้ง งานวิจัยเช่นนี้ตอกย้ำให้เราเห็นว่าสายใยทางอารมณ์ที่ถักทอขึ้นในวัยเด็กยังคงเป็นเส้นด้ายเส้นสำคัญในผืนผ้าชีวิตวัยผู้ใหญ่ สำหรับพ่อแม่ ผู้ดูแล นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบาย การสร้างความผูกพันที่มั่นคงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการลงทุนร่วมกันเพื่อสุขภาวะทางใจที่ดีของคนทั้งชาติในอนาคต

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิต สามารถติดต่อสอบถามได้จากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (dmh.go.th) และมูลนิธิพัฒนาการเด็กแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่เพื่อขอคำปรึกษา และเข้าร่วมโครงการให้ความรู้ต่างๆ ที่มุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น เข้าใจ และมั่นคง