ผลศึกษาชิ้นสำคัญล่าสุด ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Internal Medicine เผยข้อมูลน่าตกใจ สุขภาพจิตของบรรดาแม่ ๆ ในสหรัฐอเมริกา กำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็วและน่าเป็นห่วงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญชี้ เทรนด์นี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อครอบครัว ชุมชน นโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศ และแน่นอนว่ารวมถึงประเทศไทยด้วย สัดส่วนของแม่ชาวอเมริกันที่ประเมินว่าสุขภาพจิตตนเอง “ดีเยี่ยม” ลดฮวบจาก ๓๘.๔% ในปี ๒๕๕๙ เหลือเพียง ๒๕.๘% ในปี ๒๕๖๖ ขณะที่กลุ่มที่ให้คะแนนสุขภาพจิตตนเองว่า “พอใช้” หรือ “แย่” กลับพุ่งสูงขึ้นกว่า ๖๐% ในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อมูลนี้ได้มาจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างแม่เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นปัญหาความท้าทายที่พ่อแม่ผู้ปกครองกำลังเผชิญ และผลกระทบต่อเนื่องถึงสุขภาวะของเด็กและสังคมโดยรวม

ข่าวนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนมาถึงสังคมไทย ซึ่งสุขภาวะของผู้เป็นแม่ผูกโยงอย่างลึกซึ้งกับความแข็งแกร่งของครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ หลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาถูกมองเป็นต้นแบบระบบสุขภาพแม่และเด็กอันทันสมัย แต่ข้อมูลล่าสุดกลับชี้ว่า แม้แต่ประเทศรายได้สูงก็ยังเผชิญปัญหาสาหัสในการดูแลสุขภาพจิตของแม่ ในยามที่ไทยกำลังปฏิรูปโครงสร้างสุขภาพจิต สวัสดิการสังคม และนโยบายครอบครัว ประสบการณ์ของสหรัฐฯ จึงเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญที่มาได้ถูกจังหวะเวลา

รายงานจาก JAMA Internal Medicine ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการสำรวจสุขภาพเด็กแห่งชาติของสหรัฐฯ (US National Survey of Children’s Health) ระหว่างปี ๒๕๕๙ ถึง ๒๕๖๖ พบว่า สัดส่วนของแม่ที่ประเมินสุขภาพจิตตนเองว่า “ดีเยี่ยม” ลดลงอย่างน่าใจหาย สวนทางกับจำนวนผู้ที่ตอบว่า “ดี” และโดยเฉพาะกลุ่มที่ว่า “พอใช้/แย่” ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ ภาวะสุขภาพจิตที่ถดถอยนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ผู้เขียนรายงานระบุว่า “แนวโน้มการลดลงของสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดีเยี่ยมของแม่นั้น เริ่มต้นมาก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด-19 เสียอีก” แต่ชี้ไปที่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภาพรวมที่กว้างไกลกว่า (อ่านรายละเอียดใน jamanetwork.com และรายงานเพิ่มเติมจาก ABC News)

ดร. เจมี ดอว์ หัวหน้าทีมวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์เมลแมน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เน้นย้ำถึงขอบเขตและผลกระทบของงานวิจัยชิ้นนี้ว่า “เราพบว่าจำนวนแม่ที่รายงานว่าสุขภาพตนเองอยู่ในระดับพอใช้หรือแย่ เพิ่มขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ ๖๔” สิ่งที่น่ากังวลคือ ภาวะสุขภาพจิตที่ย่ำแย่นี้พบได้ในทุกกลุ่มประชากรและทุกระดับเศรษฐกิจสังคม แต่กลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยว อายุน้อย การศึกษาน้อย หรือมีลูกที่ใช้สิทธิประกันสุขภาพของรัฐหรือไม่มีประกัน ยิ่งต้องเผชิญกับความท้าทายที่หนักหนาสาหัสเป็นพิเศษ

สุขภาพกายก็ทรุดโทรมลงเช่นกัน โดยสัดส่วนของแม่ที่รายงานว่าสุขภาพกาย “ดีเยี่ยม” ลดลงจาก ๒๘% เหลือไม่ถึง ๒๔% แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดสำหรับแพทย์และผู้กำหนดนโยบาย คือตัวเลขความทุกข์ทางใจที่พุ่งทะยาน ดร. เจด โคเบิร์น กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน ย้ำว่า “สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ส่งผลต่ออัตราการเสียชีวิตของแม่ และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพทั้งของแม่และลูก ในฐานะกุมารแพทย์ ทราบดีว่าสุขภาพของแม่คือหัวใจสำคัญของสุขภาวะโดยรวมของเด็ก การดูแลแม่จึงต้องมองเป็นการดูแลทั้งครอบครัว”

ผลกระทบจากสุขภาพจิตของแม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวบุคคล งานวิจัยมากมายชี้ให้เห็นถึงผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นระหว่างการคลอดและในวัยทารก ไปจนถึงผลกระทบระยะยาวต่อพัฒนาการทางร่างกายและอารมณ์ของเด็ก (jamanetwork.com) อันที่จริง ผลการศึกษานี้สอดรับกับอัตราภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้นในสหรัฐฯ รวมถึงการฆ่าตัวตายและการใช้ยาเกินขนาดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพจิตของแม่กลายเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ในสหรัฐฯ โดยคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของการเสียชีวิตลักษณะนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สิ่งที่อาจทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องตระหนักอย่างยิ่งยวดคือ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผลการศึกษาระบุชัดว่า “ภาวะสุขภาพจิตที่ถดถอยเกิดขึ้นในวงกว้าง ครอบคลุมทุกกลุ่มย่อยทางเศรษฐกิจและสังคม” แต่กลุ่มแม่เลี้ยงเดี่ยว อายุน้อย การศึกษาน้อย หรือมีลูกหลากเชื้อชาติ ใช้สิทธิประกันสุขภาพของรัฐ หรือไม่มีประกัน มีแนวโน้มที่จะรายงานว่าสุขภาพจิตอยู่ในระดับพอใช้หรือแย่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เรื่องนี้ชี้ว่าปัญหานี้เป็นสากล และจำเป็นต้องมีมาตรการที่ตรงจุดเพื่อแก้ไขปัจจัยเชิงโครงสร้างอันเป็นบ่อเกิดของความไม่เท่าเทียม

ประเด็นที่น่าสนใจจากงานวิจัยนี้คือ ผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์โควิด-19 นั้นมีน้อยมาก เพราะภาวะสุขภาพจิตที่แย่ลงนี้ก่อตัวมาก่อนวิกฤตการณ์ดังกล่าวเสียอีก แม้ว่าการระบาดใหญ่จะซ้ำเติมความเครียดเดิมที่มีอยู่ เช่น ความโดดเดี่ยวทางสังคมและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่รากเหง้าของปัญหานี้ดูจะเชื่อมโยงกับปัจจัยที่กว้างกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ราคาสมเหตุสมผลอย่างจำกัด ค่าครองชีพที่ถีบตัวสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ การเหยียดเชื้อชาติ ความรุนแรงจากอาวุธปืน โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป และความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่หนักหน่วงขึ้น

การศึกษานี้ยังได้สำรวจแนวโน้มสุขภาพจิตของพ่อ และพบภาวะถดถอยคล้ายกัน แม้จะไม่รุนแรงเท่าในกลุ่มแม่ ที่น่าสังเกตคือ ในปี ๒๕๖๖ สัดส่วนผู้ที่มีสุขภาพจิต “พอใช้/แย่” อยู่ที่ ๘.๕% ในกลุ่มแม่ และ ๔.๕% ในกลุ่มพ่อ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ยังคงมีนัยสำคัญแม้จะแคบลงก็ตาม ข้อมูลนี้บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการสนับสนุนสุขภาพจิตของผู้ปกครองอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงสุขภาพจิตของแม่เท่านั้น และยังสะท้อนให้เห็นรูปแบบความเครียดและสุขภาวะของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับประเทศไทย ผลการวิจัยเหล่านี้ตอกย้ำประเด็นสำคัญหลายประการ สุขภาพจิตของแม่ในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอด ยังไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง และมักถูกตีตราจากสังคม งานวิจัยในประเทศระยะหลังเริ่มชี้ให้เห็นอัตราภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่เพิ่มสูงขึ้น ภาวะวิตกกังวลในกลุ่มแม่ที่มีลูกคลอดก่อนกำหนด และผลกระทบทางสุขภาพจิตจากความเครียดที่เกี่ยวเนื่องกับโควิด-19 (อ่านงานวิจัยไทยเพิ่มเติมที่ PubMed) สังคมไทยซึ่งมีความผูกพันในครอบครัวหลายช่วงวัยที่แน่นแฟ้น มีจุดแข็งที่เป็นเอกลักษณ์ แต่ก็มีความท้าทายเฉพาะตัวเช่นกัน อาทิ อัตราการแยกกันอยู่ของครอบครัวที่สูง (เช่น จากการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน) ความคาดหวังทางสังคมต่อความเป็นแม่ที่เปลี่ยนไป และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรด้านสุขภาพจิตระหว่างเมืองกับชนบท

ความคาดหวังทางวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญ ในสังคมไทย แม่มักถูกมองเป็น “เสาหลักของครอบครัว” ที่ต้องเสียสละและเข้มแข็งทางอารมณ์ ซึ่งอาจทำให้ผู้หญิงลังเลที่จะยอมรับความทุกข์ใจหรือขอความช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน โครงการริเริ่มด้านสุขภาพจิตจากภาครัฐและชุมชนก็เพิ่งจะเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการตระหนักรู้ถึงภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และภาวะหมดไฟของผู้ปกครอง ในฐานะส่วนหนึ่งของการตรวจคัดกรองสุขภาพตามปกติมากขึ้น

บทเรียนจากงานวิจัยของสหรัฐฯ นั้นชัดเจน นั่นคือ สังคมทั่วโลกจำเป็นต้องลงทุนเชิงรุกในการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาปัญหาสุขภาพจิตของแม่ (และผู้ปกครอง) ไม่ใช่แค่ในช่วงตั้งครรภ์และคลอดบุตรเท่านั้น แต่ต่อเนื่องไปตลอดหลายปีของการเป็นพ่อแม่ คำแนะนำของนายแพทย์ใหญ่สหรัฐฯ (US Surgeon General) ในปี ๒๕๖๗ เรื่อง “พ่อแม่ภายใต้ความกดดัน” (Parents Under Pressure) ได้เรียกร้องให้ปรับกระบวนทัศน์เรื่องสุขภาพจิตของผู้ปกครองให้เป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุข (jamanetwork.com) โดยกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการเชิงนโยบาย ขยายทรัพยากรสุขภาพจิตในชุมชน ปฏิรูปสถานที่ทำงาน ปรับปรุงระบบประกันสังคม และผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในวงกว้างเพื่อลดการตีตรา ประสบการณ์ของสหรัฐฯ ย้ำเตือนผู้กำหนดนโยบายและผู้นำด้านสุขภาพของไทยว่า ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวหรือฉับพลัน แต่เป็นผลพวงสะสมจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น ความไม่เท่าเทียม การเข้าถึงบริการดูแล ความไม่มั่นคงของครอบครัว และการเปลี่ยนแปลงของคนในแต่ละยุคสมัย

เมื่อมองไปข้างหน้า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเรียนรู้จากแนวโน้มสากลเหล่านี้ และเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการระบบสนับสนุนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการขยายบริการสุขภาพจิตในชุมชน การตรวจคัดกรองสุขภาพจิตของแม่เป็นประจำในคลินิกปฐมภูมิ โครงการให้คำปรึกษาที่ได้รับการสนับสนุนด้านค่าใช้จ่าย การปฏิรูปการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร และการรณรงค์ผ่านสื่อระดับชาติเพื่อลดการตีตราการขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต โรงเรียนและองค์กรเยาวชนก็สามารถมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้และบริการส่งต่อสำหรับพ่อแม่และเด็กที่กำลังเผชิญปัญหา

สำหรับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะพ่อแม่ที่อาจรู้สึกหนักใจ ประสบการณ์จากสหรัฐฯ ส่งสารสำคัญว่า การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการแสดงความเข้มแข็ง เสียงจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของไทย ไม่ว่าจะเป็นกุมารแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ต่างยืนยันหนักแน่นขึ้นว่า “การดูแลจิตใจตนเองเป็นรากฐานสำคัญของการดูแลครอบครัว” การสนับสนุนทางสังคม ไม่ว่าจะผ่านการให้คำปรึกษาอย่างเป็นทางการหรือเครือข่ายคนใกล้ชิด สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล

ท้ายที่สุด การปฏิรูประบบสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมของไทยที่กำลังดำเนินอยู่ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ การบูรณาการบริการสุขภาพจิตที่ทันสมัยเข้ากับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การเสริมสร้างความคุ้มครองด้านการทำงานและครอบครัว และการส่งเสริมความเข้าใจในชุมชน ล้วนเป็นการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนแก่คนรุ่นต่อไป ดังที่งานวิจัยชี้ชัด สุขภาวะของแม่ไม่ใช่เพียงประเด็นของผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดความเข้มแข็งและความเจริญรุ่งเรืองในอนาคตของชาติได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อมองผ่านวิกฤตสุขภาพจิตแม่ในสหรัฐฯ สังคมไทยจะเห็นถึงความเสี่ยงของการรอให้วิกฤตมาเยือนก่อนลงมือ และเห็นประโยชน์ของการปฏิรูปเชิงรุก สุขภาพในอนาคตของครอบครัวและเด็กไทยอาจขึ้นอยู่กับการรับฟังคำเตือนเหล่านี้ และการสร้างตาข่ายความปลอดภัยด้านสุขภาพจิตที่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับทุกคน

บทสรุปและข้อเสนอแนะถึงผู้อ่านชาวไทย

  • ใส่ใจสัญญาณเริ่มต้นของความทุกข์ทางใจในกลุ่มแม่และผู้ดูแล และส่งเสริมการพูดคุยอย่างเปิดอกในครอบครัวและชุมชน
  • สนับสนุนการขยายบริการสุขภาพจิต รวมถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพจิตของแม่เป็นประจำ ณ ศูนย์สุขภาพชุมชน
  • ผลักดันโครงการริเริ่มเชิงนโยบายที่ส่งเสริมสุขภาวะครอบครัว สมดุลชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว และการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตในราคาที่เข้าถึงได้
  • ส่งเสริมวัฒนธรรมในที่ทำงานและกฎหมายครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะของผู้ปกครอง รวมถึงการลาที่เพียงพอและความยืดหยุ่นในการทำงาน
  • ลดการตีตราทางสังคมด้วยการรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสุขภาพจิตและการขอความช่วยเหลือ
  • เสริมสร้างโครงสร้างการสนับสนุนระหว่างรุ่น โดยอาศัยค่านิยมดั้งเดิมของไทยควบคู่ไปกับการปรับปรุงแนวทางการดูแลสุขภาพจิตให้ทันสมัย

สุขภาพของแม่คือสุขภาพของชาติ การเรียนรู้จากแนวโน้มสากลและลงมือปฏิบัติจริงในระดับท้องถิ่น จะช่วยให้ครอบครัวและชุมชนไทยสามารถสร้างความเข้มแข็งและสุขภาวะที่ดีร่วมกันได้ในยามเผชิญความท้าทาย

แหล่งข้อมูล: