ในสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยภาวะตับบาดเจ็บจากยา (Drug-Induced Liver Injury หรือ DILI) พุ่งสูงจนน่ากังวล ภาวะนี้เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทอื่นๆ สถานการณ์นี้ปลุกให้ทั่วโลกต้องหันมาจับตาและตรวจสอบอุตสาหกรรมอาหารเสริมกันอย่างจริงจังอีกครั้ง เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญสำหรับผู้บริโภคชาวไทย เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในบ้านเรา งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ NBC News หยิบยกมาเปิดเผย ระบุว่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จำนวนเคสปลูกถ่ายตับในสหรัฐฯ ที่มีต้นตอมาจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 8 เท่า ผู้เชี่ยวชาญจึงออกมาเน้นย้ำว่า คำว่า “มาจากธรรมชาติ” ไม่ได้การันตีความ “ปลอดภัย” เสมอไป
ข่าวนี้สั่นสะเทือนความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรนั้นปลอดภัยโดยเนื้อแท้ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่ในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพในไทยที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยหันมาพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลสุขภาพ เช่น แคปซูลขมิ้นชันที่หลายคนเชื่อว่าช่วยบำรุงตับ หรือสมุนไพรสูตรผสมที่อ้างว่าช่วยให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า การทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด
ตับของเรามีบทบาทสำคัญกว่า 500 ประการ รวมถึงการกรองของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย หลายคนทราบดีว่ายาที่คุ้นเคยกันดีอย่างพาราเซตามอล (อะเซตามิโนเฟน) ก็อาจเป็นอันตรายต่อตับได้หากใช้ไม่ถูกต้อง แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลับกลายเป็นภัยเงียบรูปแบบใหม่ที่หลายคนมองข้าม งานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Liver Transplantation เมื่อปี 2022 ชี้ให้เห็นว่า กรณีภาวะตับบาดเจ็บจากยาที่อาการรุนแรงถึงขั้นต้องปลูกถ่ายตับ มักมีส่วนเกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรและ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบสูตรผสมหลายชนิด” ซึ่งทำให้ยากต่อการที่นักวิจัยจะชี้ชัดถึงต้นตอที่แท้จริง
งานทบทวนวรรณกรรมอีกชิ้นที่เผยแพร่ในวารสาร Hepatology เมื่อปี 2017 พบข้อมูลน่าสนใจว่า ราว 20% ของผู้ป่วยภาวะตับเป็นพิษในสหรัฐฯ มีความเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จำนวนมากมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชหลากหลายชนิด วิตามิน หรือแม้กระทั่งยาแผนปัจจุบันเจือปนอยู่ในปริมาณเล็กน้อย ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นจาก JAMA Network Open ชี้เป้าไปยังส่วนผสมยอดนิยมที่มักพบว่าเกี่ยวโยงกับภาวะตับอักเสบเป็นพิษในสหรัฐฯ ได้แก่ ขมิ้นชัน (สารเคอร์คูมิน) สารสกัดจากชาเขียว อัศวกันธา (หรือโสมอินเดีย) ส้มแขก ข้าวหมักยีสต์แดง และแบล็คโคโฮช ปัญหาทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อผู้บริโภคส่วนใหญ่มักตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาใช้เองโดยพลการ โดยเกือบ 4 ใน 5 ของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐฯ ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ก่อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบเห็นได้บ่อยในวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพของไทยเช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านออกมาเตือนว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อผลิตภัณฑ์ที่อวดอ้างว่า “มาจากธรรมชาติ” มากจนเกินไป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับระดับแนวหน้าของสหรัฐอเมริกา ให้ข้อมูลผ่านรายงานของ NBC ว่า “ผู้ป่วยมักเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอดภัยเพียงเพราะมาจากธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง สารสกัดจากพืชที่มีความเข้มข้นสูง หรือการใช้ร่วมกับสารบางชนิด เช่น พริกไทยดำ อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งต่อตับได้” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เคอร์คูมิน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในขมิ้นชัน ที่มักถูกโฆษณาว่ามีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบและบำรุงตับ แต่กลับมีรายงานทางการแพทย์พบว่า การบริโภคเคอร์คูมินในปริมาณสูง (ซึ่งมักผสมสารสกัดจากพริกไทยดำเพื่อเพิ่มการดูดซึม) สามารถส่งผลให้ตับเสียหายรุนแรงได้โดยตรง
ช่องโหว่ด้านกฎระเบียบและการกำกับดูแลก็เป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความเสี่ยง ในสหรัฐอเมริกา องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจในการคัดกรองหรือทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก่อนวางตลาด หน่วยงานจะเข้ามาตรวจสอบได้ก็ต่อเมื่อมีรายงานผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีขีดจำกัด (ข้อมูลจาก FDA) สำหรับประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เองก็มีการออกประกาศเตือนอยู่เนืองๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สมุนไพรสูตรผสมที่ไม่ได้รับอนุญาต การลักลอบใส่สเตียรอยด์ หรือสารอันตรายในผลิตภัณฑ์ “เพื่อสุขภาพ” ที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทว่าการควบคุมตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กว้างขวางนี้ยังคงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง (ข้อมูลจาก อย.)
ในสังคมไทย สมุนไพรมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำเก๊กฮวย ต้มมะระ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของขมิ้นชัน ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่าสมุนไพรเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ายาแผนปัจจุบัน แต่บทเรียนจากสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผ่านการสกัดเข้มข้นหรือแปรรูปนั้น มีความเสี่ยงที่แตกต่างจากการใช้สมุนไพรในรูปแบบดั้งเดิมที่อยู่ในอาหาร ผู้แทนระดับสูงจากสภาโภชนาการที่มีความรับผิดชอบ (Council for Responsible Nutrition หรือ CRN) ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ได้ให้ข้อคิดเตือนใจว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถกลายเป็นพิษได้ หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินพอดี”
บทความของ NBC ยังได้หยิบยกกรณีศึกษาจริงที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ มาสะท้อนให้เห็นถึงอันตรายเหล่านี้ ชายรายหนึ่งซึ่งเดิมมีสุขภาพแข็งแรงดี เริ่มแสดงอาการตับวายหลังจากรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขมิ้นชันชนิดเข้มข้นสูงเป็นประจำ ด้วยความเชื่อว่าจะช่วยบำรุงตับ กว่าแพทย์จะสืบสาวจนพบว่าสาเหตุมาจากสารสกัดขมิ้นชันและพริกไทยดำปริมาณสูงที่เขารับประทานเข้าไป ก็หลังจากที่ได้ตรวจเลือดและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ผู้ที่มีความรู้ก็อาจตกหลุมพรางและมองข้ามความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ
แม้ว่าภาวะตับเสียหายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะยังไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่จำนวนผู้ป่วยโดยรวมกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ใหญ่จำนวนมากขึ้นหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นประจำ ข้อมูลจากสภาโภชนาการที่มีความรับผิดชอบ (CRN) ชี้ว่า ปัจจุบันผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ถึง 3 ใน 4 คน ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 58% เมื่อสิบปีก่อน สถานการณ์เช่นนี้กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวคนไทยมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคในเขตเมืองที่มักตกเป็นเป้าการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนักของผลิตภัณฑ์กลุ่มสมุนไพรควบคุมน้ำหนัก ชาล้างพิษ อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน และสูตรผสมลดความอ้วนต่างๆ
หน่วยงานกำกับดูแลและผู้เชี่ยวชาญต่างแนะนำให้ผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วยความระมัดระวังและศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ แม้ว่าองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ จะมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับการเรียกคืนสินค้าและการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัย แต่ก็มักเป็นการดำเนินการหลังจากเกิดปัญหาขึ้นแล้ว สำหรับประเทศไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นำเข้าหรือผลิตในประเทศอาจไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยหรือคุณภาพระดับสากลเสมอไป ผู้บริโภคจึงควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอยู่ การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดร่วมกับยา เช่น แปะก๊วย วาร์ฟาริน แอสไพริน หรือวิตามินอีในปริมาณสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) ที่เป็นอันตรายได้ เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติ หรืออวัยวะภายในได้รับความเสียหาย (ฐานข้อมูล LiverTox)
ความเสี่ยงของแต่ละบุคคลนั้นไม่เท่ากัน ไม่เพียงขึ้นอยู่กับปริมาณและส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรมอีกด้วย งานวิจัยที่นำโดยทีมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนชี้ว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมอาจทำให้บางคนมีความไวต่อการเกิดภาวะตับบาดเจ็บจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งยิ่งทำให้การประเมินความเสี่ยงเป็นเรื่องซับซ้อนยิ่งขึ้น นักวิจัยชั้นนำท่านหนึ่งในสหรัฐฯ ให้ข้อสังเกตว่า “นั่นหมายความว่า มีปัจจัยทางชีววิทยาบางประการที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดในบรรดาคนหนึ่งพันคน อาจมีเพียงคนเดียวที่เกิดอาการไม่พึงประสงค์อย่างรุนแรง”
ข่าวดีก็คือ ภาวะตับเสียหายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้ หากหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นเหตุได้ทันท่วงที ดังเช่นในกรณีศึกษาจากสหรัฐฯ ที่ได้กล่าวถึงไป ตับของผู้ป่วยสามารถกลับมาทำงานเป็นปกติได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากหยุดใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหมด แต่สำหรับผู้ที่ไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง หรือรีรอที่จะไปพบแพทย์ ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจรุนแรงกว่านั้นมาก อาจถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หรือถึงแก่ชีวิตได้ ในแต่ละปี มีชาวอเมริกันอย่างน้อย 44,000 คน ที่ตับได้รับความเสียหายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยา และคาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุนี้ราว 2,700 ราย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากปัญหาการรายงานข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน และอาการในช่วงแรกเริ่มมักไม่แสดงออกอย่างชัดเจน
ความซับซ้อนของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยิ่งทวีคูณจากการโฆษณาที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด ทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย การกล่าวอ้างสรรพคุณทางสุขภาพที่เกินจริงและผิดกฎหมายยังคงระบาดหนัก โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ได้ออกมาเตือนอยู่เสมอว่า ตามกฎหมายแล้ว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณในการรักษา ป้องกัน หรือบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บใดๆ ได้ แต่เมื่อลองสุ่มสำรวจดูในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหรือโซเชียลมีเดียภาษาไทย ก็จะพบผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่โฆษณาเกินจริงโดยปราศจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมารองรับ ตั้งแต่การอ้างว่าสามารถป้องกันมะเร็งได้ ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส
นักโภชนาการหลายท่านให้ทัศนะว่า สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การรับประทานอาหารหลักครบ 5 หมู่ ตามแบบฉบับอาหารไทย ซึ่งประกอบด้วยผัก ผลไม้ ข้าว ปลา และเนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสม ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่อย่างใด เว้นแต่ในกรณีที่แพทย์ตรวจพบว่ามีภาวะขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือแคลเซียม สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สิ่งสำคัญคือต้องคอยตรวจสอบปริมาณที่รับประทานในแต่ละวัน และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ “ปริมาณสูงสุดที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน” (Upper Tolerable Intake Levels หรือ UL) อยู่เสมอ สำนักงานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Office of Dietary Supplements) ได้ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ไว้ อย่างไรก็ตาม สำหรับสารสกัดจากสมุนไพรนั้นยังไม่มีการกำหนดปริมาณมาตรฐานที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวล (ข้อมูลปริมาณสูงสุดที่แนะนำต่อวันจาก NIH ODS)
หากมองย้อนกลับไปในอดีต สังคมไทยมีการใช้ยาสมุนไพรสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่การใช้ดังกล่าว มักอยู่ภายใต้การดูแลแบบองค์รวมตามหลักการแพทย์แผนไทย และได้รับคำแนะนำจากหมอยาพื้นบ้านหรือผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน การที่ปัจจุบันผู้คนหันมาซื้อหาสมุนไพรในรูปแบบแคปซูล ผง หรือผลิตภัณฑ์นำเข้าที่มีความเข้มข้นสูงมาใช้เอง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญ และย่อมแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงที่แตกต่างออกไป
ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกคาดการณ์ว่า ในอนาคต แนวโน้มความนิยมของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว ประกอบกับการโหมโฆษณาของธุรกิจในกลุ่มสุขภาพ หากยังไม่มีระบบการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ก่อนวางจำหน่ายที่เข้มแข็ง การแสดงข้อมูลบนฉลากที่ชัดเจนโปร่งใส และการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึงมากพอ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ปัญหาตับบาดเจ็บจากยาจะทวีความรุนแรงและเพิ่มจำนวนมากขึ้น ไม่เพียงแต่ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดอื่นๆ เช่น ประเทศไทย ที่กฎหมายและข้อบังคับต่างๆ อาจยังตามไม่ทันการซื้อขายสินค้าในโลกยุคดิจิทัล
แล้วผู้บริโภคชาวไทยจะป้องกันตัวเองได้อย่างไร? ประการแรก ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโรคประจำตัว กำลังรับประทานยาตามแพทย์สั่ง หรือมีความคิดที่จะใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีความเข้มข้นสูง ประการต่อมา ควรตรวจสอบเลขทะเบียน อย. บนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าตามกระแสจากอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย จากเว็บไซต์ขายของออนไลน์ข้ามแดน หรือจากร้านค้าแผงลอยที่ขาดความน่าเชื่อถือ สำหรับผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรอย่างแท้จริง ขอแนะนำให้เลือกใช้ภูมิปัญญาอาหารไทยดั้งเดิม คือการบริโภคพืชผักสมุนไพรในรูปแบบอาหารหรือเครื่องดื่มชาสมุนไพร แทนที่จะเป็นสารสกัดหรือยาเม็ดที่มีความเข้มข้นสูง และหากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น เช่น คลื่นไส้ ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ปัสสาวะสีเข้ม หรืออ่อนเพลียอย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งนำบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กำลังรับประทานอยู่ติดตัวไปด้วย
โดยสรุป งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกานับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจที่สำคัญสำหรับผู้คนทั่วโลก ในขณะที่ธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บโดยไม่คาดคิด หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิต ก็อาจตามมาเป็นเงาตามตัว หากทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และหน่วยงานกำกับดูแล ไม่เพิ่มความใส่ใจและระมัดระวังให้มากขึ้น สำหรับประเทศไทย การผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเกี่ยวกับสมุนไพรเข้ากับความรู้ความเข้าใจและหลักความระมัดระวังตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ คือแนวทางที่ดีที่สุดที่จะนำไปสู่การดูแลสุขภาพอย่างปลอดภัยและยั่งยืน
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จากฐานข้อมูล LiverTox ของสหรัฐอเมริกา หรือติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนผู้บริโภคของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย ขอให้ผู้บริโภคทุกท่านใช้วิจารณญาณในการเลือกซื้อ และพึงระลึกไว้เสมอว่า เมื่อเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแล้ว “มากไปก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป”