ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากสถาบันดังเครือฮาร์วาร์ดและงานวิจัยล่าสุด ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างเร่งด่วนถึงความปลอดภัยของผงโปรตีนที่วางขายกันทั่วไป โดยชี้ให้เห็นถึงสารปนเปื้อนอันตรายที่อาจซ่อนอยู่ในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในหมู่คนรักการออกกำลังกาย นักกีฬา และคนไทยสายสุขภาพทั้งหลาย จากการตรวจสอบของนักวิจัยและรายงานจากกลุ่มรณรงค์อย่าง Clean Label Project พบว่าผงโปรตีนยอดฮิตหลายยี่ห้อมีการปนเปื้อนโลหะหนัก สารเคมีจากพลาสติก และสารพิษอื่นๆ ในระดับที่น่าห่วง ข้อมูลนี้นับว่าสั่นคลอนความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ดีต่อสุขภาพเสมอไป โดยเฉพาะสำหรับคนที่หวังจะสร้างกล้ามเนื้อหรือเสริมสารอาหาร [Harvard Health][LADbible]

ผงโปรตีนกลายเป็นอาหารเสริมคู่ใจของคนนับล้าน รวมถึงชาวไทยจำนวนไม่น้อยในวงการฟิตเนสที่กำลังบูมสุดๆ โดยโปรตีนเชคมักถูกโปรโมตว่าเป็นของมันต้องมีสำหรับการสร้างกล้าม หรือเป็นอาหารจานด่วนสุดสะดวก ทั่วโลก ตลาดอาหารเสริมนี้มีมูลค่ามหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในบ้านเรา ทั้งฟิตเนส ร้านอาหารคลีน หรือร้านค้าออนไลน์ ต่างก็กระหน่ำโฆษณาโปรตีนเชคสารพัดยี่ห้อ อย่างไรก็ตาม คำเตือนล่าสุดชี้ว่าความสะดวกสบายนี้อาจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่ไม่ทันตั้งตัว ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลเครือฮาร์วาร์ดแห่งหนึ่ง ได้เน้นย้ำว่า “โดยทั่วไปแล้ว ไม่แนะนำให้ใช้ผงโปรตีน ยกเว้นบางกรณีจริงๆ และต้องอยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น” คำเตือนนี้ชี้เป้าไปที่หลายประเด็นน่าห่วง ทั้งเรื่องข้อมูลความปลอดภัยระยะยาวที่ยังคลุมเครือ ความเสี่ยงที่จะปั่นป่วนระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะในคนที่แพ้แลคโตสหรือผลิตภัณฑ์จากนม และที่น่าตกใจที่สุดคือ การพบสารปนเปื้อนอันตรายที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ

สำหรับชาวไทยสายยิมจำนวนมาก การกินอาหารโปรตีนสูงเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เหล่าอินฟลูเอนเซอร์และเทรนเนอร์ต่างก็เชียร์ให้เสริมโปรตีนจากอาหารหลักอย่างไก่ ไข่ หรือเต้าหู้ ด้วยผงโปรตีนสำเร็จรูป คำแนะนำสุขภาพสำหรับคนออกกำลังกายเป็นประจำมักบอกให้กินโปรตีนวันละ 1.2 ถึง 2 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม พอชีวิตวุ่นวาย เครื่องดื่มโปรตีนเลยดูเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แต่ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการอิสระโดย Clean Label Project กลับส่งสัญญาณเตือนภัยดังลั่น เมื่อพบว่าผลิตภัณฑ์ยอดฮิต 134 รายการ มีสารพิษปนเปื้อนมากถึง 130 ชนิด! สารพิษเหล่านี้มีทั้งโลหะหนักตัวร้ายอย่างตะกั่ว สารหนู แคดเมียม และปรอท; บิสฟีนอล-เอ (BPA) สารเคมีในพลาสติกที่รบกวนระบบต่อมไร้ท่อ; ยาฆ่าแมลง; และสารเคมีอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับมะเร็งและความเสียหายของอวัยวะ [US News]

รายละเอียดสุดช็อกยิ่งตอกย้ำความน่ากลัวของเรื่องนี้ อย่างผงโปรตีนยี่ห้อหนึ่ง ตรวจพบสาร BPA สูงเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดถึง 25 เท่า! ซึ่งสาร BPA ตัวนี้เกี่ยวโยงกับทั้งมะเร็ง ปัญหาการมีบุตรยาก และปัญหาพัฒนาการ เกือบครึ่งของผลิตภัณฑ์ 160 รายการที่ทดสอบในรายงานปี 2025 (พ.ศ. 2568) มีสารตะกั่วเกินมาตรฐาน และหนึ่งในห้ามีปริมาณตะกั่วสูงกว่าเกณฑ์เกินสองเท่า ที่น่าห่วงคือ ผงโปรตีนจากพืชและแบบออร์แกนิก โดยเฉพาะรสช็อกโกแลต กลับมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ โดยเฉลี่ย ผงโปรตีนจากพืชมีตะกั่วมากกว่าเวย์โปรตีนถึงสามเท่า และผงโปรตีนรสช็อกโกแลตมีแคดเมียมสูงกว่ารสวานิลลาถึง 110 เท่า! ผู้อำนวยการบริหารของ Clean Label Project ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า “การปนเปื้อนโลหะหนักเป็นปัญหาระดับโลกด้านความปลอดภัยอาหาร สารพิษเหล่านี้พบได้ทั่วไป แม้แต่ในสิ่งที่โฆษณาว่าเป็นอาหารสุขภาพก็ตาม”

แม้จะมีเสียงเตือนดังกระหึ่ม ฝั่งอุตสาหกรรมอาหารเสริมก็ออกมาโต้แย้งผลการศึกษานี้ โดยตัวแทนจากสภาโภชนาการที่รับผิดชอบ (Council for Responsible Nutrition) แย้งว่า “แร่ธาตุต่างๆ ที่พบในปริมาณน้อยนิดนั้นมีอยู่ตามธรรมชาติในดิน อากาศ และน้ำอยู่แล้ว” พร้อมชี้ว่าวิธีวิจัยอาจจะละเอียดอ่อนเกินไปในการตรวจจับ หรือไม่โปร่งใสพอ พวกเขาย้ำว่าสินค้าส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐานรัฐบาลกลาง แต่หน่วยงานสุขภาพระดับโลก รวมถึงสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (US EPA) ยืนกรานว่าไม่มีระดับสารตะกั่วใดที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ และแคดเมียมก็เป็นสารก่อมะเร็งที่ได้รับการยืนยันแล้ว ข้อถกเถียงนี้สะท้อนให้เห็นช่องโหว่ทั้งด้านกฎระเบียบและความเข้าใจของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ซื้อทุกที่ รวมถึงในบ้านเราด้วย

เรื่องความปลอดภัยอาหารยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย ในยุคที่กระแสเล่นกล้าม ออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล และการกินอาหารจากพืชกำลังมาแรง ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งท้าทายบริบทของไทย ที่อาหารเสริมโปรตีนทั้งนำเข้าและผลิตในประเทศมีขายเกลื่อนตามฟิตเนส ร้านค้าออนไลน์ และร้านสุขภาพทั่วกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆ ตามที่ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย ระบุว่า “สำคัญมากที่ผู้บริโภคต้องรู้ว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจมีภัยสุขภาพซ่อนเร้น หากไม่ได้รับการควบคุมหรือตรวจสอบอย่างดีพอ” วัฒนธรรมการกินบางอย่างอาจซ้ำเติมปัญหา เช่น คนไทยไม่น้อยนำผงโปรตีนไปผสมกับสูตรอาหารพื้นบ้าน (เช่น กล้วยปั่น หรือขนมถั่วเหลือง) ยิ่งเพิ่มโอกาสได้รับสารปนเปื้อน ขณะเดียวกัน ภูมิปัญญาอาหารไทยดั้งเดิมก็เน้นโปรตีนจากธรรมชาติ เช่น ปลา เต้าหู้ ถั่วเขียว และถั่วต่างๆ ซึ่งอาจช่วยลดการพึ่งพาอาหารเสริมเสี่ยงๆ เหล่านี้ได้ หากยังคงสืบสานกันต่อไป

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ คำแนะนำหลักคือให้ระมัดระวังและกินแต่พอดี ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลเครือฮาร์วาร์ดแห่งหนึ่ง ชี้ว่าคนส่วนใหญ่ แม้แต่นักกีฬา ก็สามารถได้รับโปรตีนเพียงพอจากอาหารที่หลากหลาย เช่น ถั่วเลนทิล ถั่วชิกพี เต้าหู้ ถั่วเปลือกแข็ง ปลา ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ท่านกล่าวว่า “มีวิธีมากมายที่จะได้รับโปรตีนโดยไม่ต้องพึ่งผงโปรตีน” การใช้ผงโปรตีนควรจำกัดเฉพาะบางกรณี เช่น ผู้สูงอายุพักฟื้น หรือผู้มีปัญหาการดูดซึมโปรตีนด้วยเหตุผลทางการแพทย์ และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองว่าปลอดสารเคมีอันตราย

ทำไมผงโปรตีนจากพืช ออร์แกนิก และรสช็อกโกแลตถึงเสี่ยงเป็นพิเศษ? ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเป็นเพราะกระบวนการธรรมชาติและปัจจัยแวดล้อม พืชดูดซึมโลหะหนักจากดินและน้ำที่ปนเปื้อนได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีมลพิษอุตสาหกรรม การใช้ยาฆ่าแมลง หรือการทำเหมืองหนาแน่น โกโก้ ส่วนผสมหลักของโปรตีนรสช็อกโกแลต ก็ขึ้นชื่อว่ามักมีตะกั่วและแคดเมียมสูง เพราะดูดซึมจากดินและน้ำในประเทศแหล่งปลูก นี่เป็นข้อควรระวังสำคัญสำหรับคนไทย เพราะอาหารเสริมรสช็อกโกแลตจำนวนมากถูกโปรโมตว่าเป็นของ “ดีต่อสุขภาพ” ชั้นเยี่ยม จึงต้องเช็กให้ดีก่อนซื้อ

ข้อมูลภาพ (Data visualizations) จากงานวิจัยทั่วโลกชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผงโปรตีนจากพืชมักมีโลหะหนักเกินเกณฑ์ปลอดภัย ตราออร์แกนิกก็ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าจะปลอดสารพิษเหล่านี้ และระดับการปนเปื้อนก็แตกต่างกันมากในแต่ละยี่ห้อและประเทศผู้ผลิต สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้นำเข้าของไทย ผลวิจัยเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการตรวจสอบที่เข้มข้นและการติดฉลากที่โปร่งใสเพื่อคุ้มครองสุขภาพคนไทย

ถ้ามองย้อนไป การกินอาหารเสริมโปรตีนในไทยเพิ่งจะเริ่มไม่นานมานี้ แต่ตลาดกลับโตพรวดพราดในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ตามกระแสออกกำลังกายระดับโลกและอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องความสะอาดของอาหารและสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นแนวพุทธ ไทย-จีน หรือมุสลิม มักเน้นความพอดีและวัตถุดิบธรรมชาติ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่คนยุคนี้ควรนำมาปรับใช้ ดังที่นักโภชนาการผู้ทรงคุณวุฒิในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “สูตรอาหารไทยโบราณให้โปรตีนครบถ้วน และเสี่ยงน้อยกว่ามาก แถมไม่มีสารปรุงแต่งสังเคราะห์หรือสารเคมีชื่ออ่านยากๆ ด้วย”

มองไปข้างหน้า ภัยอันตรายที่รายงานเหล่านี้เปิดโปง อาจกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ผู้กำหนดนโยบายของไทยอาจต้องทบทวนมาตรฐานนำเข้าอาหารเสริม บังคับให้ตรวจสารปนเปื้อนอย่างจริงจัง และกำหนดให้ติดฉลากความปลอดภัยที่ชัดเจนกว่าเดิม การให้ความรู้ประชาชนผ่านโรงเรียน ฟิตเนส และสื่อต่างๆ จะช่วยให้ผู้บริโภคเลือกกินได้อย่างฉลาดขึ้น นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญโภชนาการของไทยอาจต้องผลักดันงานวิจัยเกี่ยวกับแหล่งโปรตีนธรรมชาติความเสี่ยงต่ำที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพดีแทนผงโปรตีนนำเข้า

สำหรับผู้อ่านทั่วไป มีคำแนะนำง่ายๆ ที่นำไปใช้ได้จริง ดังนี้ หนึ่ง ให้เน้นโปรตีนจากอาหารธรรมชาติ (whole foods) เช่น ปลา เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน มากกว่าผงโปรตีนแปรรูป สอง ถ้าจะใช้อาหารเสริมโปรตีน ควรเลือกยี่ห้อที่มีผลตรวจจากหน่วยงานภายนอกและมีใบรับรองชัดเจนเรื่องสารปนเปื้อน สาม เลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่แสดงส่วนผสมชัดเจน ราคาถูกน่าสงสัย หรือโฆษณาเกินจริง สี่ ผงโปรตีนรสช็อกโกแลตและจากพืช ต้องดูให้ดีเป็นพิเศษ ห้า ลองสลับแหล่งโปรตีนและรสชาติต่างๆ เพื่อลดการสะสมของสารพิษที่อาจเกิดขึ้น และสุดท้าย ผู้ที่มีความต้องการสุขภาพพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักฟื้น หรือนักกีฬาที่ซ้อมหนัก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้อาหารเสริม โดยเฉพาะถ้าต้องกินทุกวันหรือกินเยอะ [US News; Harvard Health]

คนไทยยุคนี้ใส่ใจสุขภาพและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องโภชนาการใหม่ๆ การเรียนรู้จากงานวิจัยล่าสุดเหล่านี้ ควบคู่ไปกับการยึดมั่นหลักการดั้งเดิมเรื่องความสมดุลและการกินอาหารธรรมชาติ จะช่วยให้ทุกคนมีสุขภาพดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น