เสียงเตือนจากวงการวิทยาศาสตร์ดังขึ้นอีกครั้งเกี่ยวกับการใช้กัญชา เมื่องานวิจัยล่าสุดพบว่าการใช้กัญชา ไม่ว่าจะสูบหรือกินในรูปแบบเยลลี่ ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพหัวใจ ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Cardiology และนำโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก (UCSF) ซึ่งสวนทางกับความเชื่อที่ว่ากัญชาปลอดภัยกว่าหรือกระทั่งไม่มีอันตรายเมื่อเทียบกับยาสูบ ยิ่งในยุคที่การเปิดเสรีกัญชาและการใช้เพื่อสันทนาการกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก รวมถึงในบ้านเรา
ความสำคัญของงานวิจัยนี้ชัดเจน เพราะท้าทายความเข้าใจเดิมๆ ที่ว่ากัญชา โดยเฉพาะในรูปแบบที่ไม่ใช่การสูบ เช่น ผลิตภัณฑ์แบบกิน อาจมีผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดเพียงเล็กน้อย สำหรับผู้อ่านชาวไทย รายงานนี้ออกมาในช่วงเวลาที่ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงนโยบายยาเสพติด และมีการถกเถียงอย่างหนักถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการแพทย์ของกัญชา ในขณะที่ไทยยังคงคลำหาทางกับสถานการณ์กัญชาในประเทศที่ยังคงเป็นที่ถกเถียง หลังมีการปลดล็อกให้ปลูกและใช้กัญชาได้ในบางกรณี ความเสี่ยงทางการแพทย์ที่งานวิจัยระดับโลกชิ้นนี้ชี้ให้เห็น จึงยิ่งมีความสำคัญต่อสาธารณสุข ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนทั่วไป
งานวิจัยจาก UCSF ชิ้นนี้ ติดตามผู้เข้าร่วม 55 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้กัญชาเป็นประจำ (ทั้งสายสูบและสายกินผลิตภัณฑ์ THC) และกลุ่มที่ไม่เคยใช้กัญชาและไม่มีประวัติการใช้สารนิโคติน ผู้ใช้กัญชาแต่ละคนในงานวิจัยนี้ใช้กัญชาอย่างน้อยสัปดาห์ละสามครั้งเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี โดยกลุ่มที่สูบรายงานว่าใช้มาเฉลี่ย 10 ปี ส่วนกลุ่มที่กินใช้มาประมาณห้าปี แม้ผู้ใช้จะหวังว่าการเปลี่ยนจากสูบมากินอาจช่วยเลี่ยงความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ แต่ทั้งสองกลุ่มกลับพบว่าการทำงานของหลอดเลือดลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้ ประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือดในผู้ใช้กัญชา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม วัดได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่ไม่เคยใช้ ซึ่งชี้ให้เห็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากต่อภาวะ “การทำงานของเซลล์บุผนังหลอดเลือดผิดปกติ” (endothelial dysfunction) หรือความบกพร่องของเซลล์ที่บุผนังหลอดเลือด
ภาวะนี้ส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรง เมื่อหลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น ความสามารถในการควบคุมความดันโลหิตและการไหลเวียนของเลือดจะลดลง เปิดประตูสู่ภาวะความดันโลหิตสูง หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจอื่นๆ งานวิจัยนี้ตอกย้ำและต่อยอดจากงานวิจัยก่อนหน้าที่เชื่อมโยงกัญชากับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย และกระทั่งโรคหลอดเลือดสมอง (Healthline, University of California) งานวิจัยนี้ยังให้หลักฐานใหม่ที่ชี้ชัดว่า อันตรายไม่ได้มาจากแค่การสูดควันเท่านั้น แต่อาจมาจากผลกระทบโดยตรงของสาร THC และสารประกอบอื่นๆ ต่อสุขภาพหลอดเลือด (Earth.com)
เมื่อพิจารณาลึกลงไป งานวิจัยเผยให้เห็นความแตกต่างเล็กน้อยในการตอบสนองของร่างกายต่อกัญชาแบบสูบเทียบกับแบบกิน กลุ่มที่สูบกัญชาพบการเปลี่ยนแปลงในซีรั่มเลือด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงกระบวนการที่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุหลอดเลือด ขณะที่กลุ่มผู้ใช้กัญชาแบบกินไม่พบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในซีรั่ม ซึ่งชี้ว่าอาจมีกลไกอื่นที่ทำให้หลอดเลือดทำงานผิดปกติ ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นเกี่ยวกับผลการวิจัยนี้ว่า แม้กัญชาที่สูดดมอาจนำพาสารพิษจากการเผาไหม้และสารออกซิแดนท์คล้ายกับในยาสูบเข้าสู่ร่างกาย แต่กัญชาแบบกินก็ยังคงส่งผลเสียต่อการทำงานของหลอดเลือด ซึ่งอาจเกิดจากสาร THC ทำปฏิกิริยาโดยตรงกับตัวรับแคนนาบินอยด์ในหัวใจและหลอดเลือด ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้อสรุปคือหัวใจและหลอดเลือดได้รับผลกระทบทางลบอย่างมีนัยสำคัญ
เสียงจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงวิชาการระดับโลกต่างเน้นย้ำถึงข้อควรระวังนี้ ตามที่นักวิจัยอาวุโสท่านหนึ่งที่ UCSF กล่าวไว้ว่า “หลักฐานนี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้กัญชา ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ไม่ควรมองข้ามอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด” นักวิจัยท่านอื่น ๆ ย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อเห็นความนิยมและการยอมรับกัญชาในสังคมที่เพิ่มมากขึ้น “การตรวจสุขภาพเป็นประจำและการปรึกษาแพทย์อย่างเปิดอกเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้กัญชาเป็นประจำหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ” นักวิทยาศาสตร์ด้านหัวใจและหลอดเลือดท่านหนึ่งให้ทัศนะกับ Healthline เกี่ยวกับงานวิจัยนี้ (Healthline)
ผลกระทบต่อประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศไทยเป็นชาติแรกในเอเชียที่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมาย และล่าสุดยังปลดล็อกการเพาะปลูกและจำหน่ายพืชชนิดนี้เพื่อการใช้งานที่กว้างขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดัน “สุขภาวะด้วยสมุนไพร” และการแพทย์ทางเลือก ร้านค้ากัญชาผุดขึ้นราวดอกเห็ดในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขเผชิญเสียงวิจารณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับความคลุมเครือในการสื่อสารด้านสาธารณสุขและการขาดกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการใช้ในทางที่ผิด โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะอยากรู้อยากลองมากที่สุด สมาคมแพทย์และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยหลายแห่งในไทยเรียกร้องซ้ำ ๆ ให้มีการวิจัยที่หนักแน่นมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของกัญชา โดยชี้ถึงการขาดข้อมูลความปลอดภัยระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์แบบกินและแบบสูบไอระเหยที่กำลังฮิตในตลาดบ้านเรา (Wikipedia: cannabis and cardiovascular disease)
ทัศนคติทางกฎหมายและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปของไทยต่อกัญชา ทำให้การนำองค์ความรู้ทางการแพทย์ใหม่ๆ มาปรับใช้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ การใช้สมุนไพรเพื่อการรักษาและในพิธีกรรมทางศาสนามีรากฐานที่หยั่งลึกมาช้านาน แต่วัฒนธรรมการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการในยุคนี้ยังเป็นเรื่องใหม่และสร้างความเห็นต่างในสังคม ผู้กำหนดนโยบายของไทยพยายามวางให้กัญชาเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญทั้งด้านการท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพ มีการนิรโทษกรรมความผิดบางประเภทที่เกี่ยวกับกัญชา และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดนี้เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ผลการวิจัยด้านสาธารณสุขเหล่านี้ชี้ว่า หากไม่มีการให้ความรู้เรื่องความเสี่ยงอย่างจริงจัง ก็อาจเกิดคลื่นการเจ็บป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบเงียบ ๆ ในกลุ่มผู้ใช้ประจำในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า (Fox News)
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในไทยซับซ้อนยิ่งขึ้นคือความเข้าใจในบางกลุ่มคนเมืองว่า กัญชาแบบกินหรือรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่การสูบแทบไม่มีความเสี่ยง ซึ่งเป็นความคิดที่สวนทางโดยตรงกับงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ต่างจากยาสูบที่ถูกควบคุมและมีฉลากคำเตือนชัดเจนด้วยภาพมานานหลายสิบปี ผลิตภัณฑ์กัญชาในไทยมักขายโดยมีข้อมูลด้านสาธารณสุขน้อยมาก ไม่ค่อยพูดถึงความเสี่ยงระยะยาว และมีข้อมูลจำกัดเรื่องความแรงและปริมาณการใช้ สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในหมู่ผู้ใช้ที่อาจหันไปพึ่งกัญชาเพื่อลดเครียด ช่วยให้นอนหลับ หรือจัดการอาการปวดเรื้อรัง โดยอาจไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในไทย เพราะหลายประเทศทั่วโลกก็กำลังเผชิญช่องว่างคล้าย ๆ กันระหว่างการเปิดเสรี การค้า และความรู้ความเข้าใจด้านสาธารณสุขของประชาชน อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย ข้อมูลที่ดูสบายใจในเว็บบอร์ดออนไลน์ จดหมายข่าวนักท่องเที่ยว หรือการบอกปากต่อปาก อาจทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยแบบผิดๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชาเป็นประจำ นักรณรงค์ด้านสุขภาพในไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการนำเสนอคำเตือนที่อิงข้อมูลและหลักฐานเข้าสู่กระแสหลัก โดยไม่กลับไปใช้วิธีขู่ให้กลัวแบบ “ไม่เอา ไม่ลอง” ที่ไม่ได้ผล ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในสังคมที่กัญชาทางการแพทย์กำลังถูกโปรโมตให้เป็นกระแสสุขภาวะ
เมื่อมองไปในอนาคต นักวิจัยเตือนว่ายังมีคำถามอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบ กลไกที่สาร THC และสารประกอบอื่นๆ ทำลายหลอดเลือดยังไม่เป็นที่เข้าใจถ่องแท้ และยังไม่ชัดเจนว่าการใช้เป็นครั้งคราวมีความเสี่ยงเท่ากับการใช้เรื้อรังหรือในปริมาณสูงหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างระหว่างบุคคลอย่างมาก ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม อาหาร หรือภาวะสุขภาพเดิม ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ สำหรับผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานสุขภาพ คำแนะนำนั้นชัดเจน คือ ลงทุนในการศึกษาต่อเนื่องที่เจาะจงกับบริบทไทย เพื่อดูผลกระทบของการเปิดเสรีกัญชาต่ออัตราการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะความดันโลหิตสูง การติดตามสุขภาพหัวใจในระดับประชากรและการผนวกการคัดกรองความเสี่ยงจากกัญชาเข้ากับการตรวจสุขภาพประจำปี ถือเป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผล
แม้จะมีความตื่นเต้นกับ “ศักยภาพ” ทางเศรษฐกิจและการรักษาของกัญชาในไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ทางเลือกจำนวนมากเห็นด้วย องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ นี้ควรเป็นเครื่องชี้นำและป้องกัน สำหรับผู้ที่ใช้กัญชาในรูปแบบใดก็ตามอยู่แล้ว การปรึกษาแพทย์เป็นประจำถือเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหรือมีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หน่วยงานสุขภาพยังสามารถมีบทบาทโดยจัดทำแคมเปญให้ความรู้ประชาชนแบบเจาะจงกลุ่ม กำหนดให้มีฉลากคำเตือนบนผลิตภัณฑ์กัญชา และดูแลให้กฎหมายเท่าทันผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุด
สรุปคือ หลักฐานชัดเจนว่า ไม่มีการใช้กัญชารูปแบบใดที่ “ปลอดภัย” อย่างแท้จริงสำหรับหัวใจ คนไทยที่กำลังคิดจะใช้กัญชา ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสุขภาวะใหม่ ๆ การรักษาแบบดั้งเดิม หรือเพื่อความบันเทิง ควรชั่งน้ำหนักความเสี่ยงทางการแพทย์เหล่านี้อย่างจริงจัง การพูดคุยอย่างเปิดอกกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การใช้อย่างรับผิดชอบ (หากจำเป็น) และการตระหนักถึงงานวิจัยล่าสุด เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้เพื่อปกป้องสุขภาพหัวใจของตนเองและส่วนรวม
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านผลวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน JAMA Cardiology หรือเยี่ยมชมแหล่งข้อมูลนานาชาติ เช่น Earth.com, Healthline, และ University of California system เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขนี้