งานวิจัยล่าสุดและความเห็นพ้องจากผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาเตือนว่า สัญญาณเริ่มต้นของปัญหาหัวใจหลายอย่างมักถูกมองข้ามไปจนกระทั่งสายเกินแก้ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพ บทความนี้จึงอยากกระตุ้นให้คนไทยหันมาใส่ใจอาการที่ดูเหมือนเล็กน้อยให้มากขึ้น บทวิเคราะห์ใหม่ที่รวบรวมความเห็นจากแพทย์โรคหัวใจแถวหน้า ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ได้แจกแจงรายละเอียดของ 8 สัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่าคุณควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ พร้อมชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงกับสังคมไทย ที่ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตและความพิการ (EatingWell, Statista, WHO, แนวทางการรักษาของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ)
โรคหัวใจและหลอดเลือดนับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการระยะยาวอันดับต้นๆ ในประเทศไทย ไม่แพ้โรคมะเร็งเลยทีเดียว จากสถิติสุขภาพระดับชาติ (รายงาน Trade.gov) ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ พบผู้ป่วยโรคหัวใจบางชนิดมากกว่า ๙๕๘,๐๐๐ รายต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน นับเป็นภาระที่หนักอึ้งและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (Statista) ผู้เชี่ยวชาญและแนวทางล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข (แนวทางราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ พ.ศ. ๒๕๖๗) ต่างเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการตรวจพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และการดูแลเชิงป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่าโรคหัวใจเป็นเรื่องไกลตัว เฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจนเท่านั้นจึงต้องกังวล ทั้งที่ความจริงแล้วซับซ้อนกว่านั้นมาก และไม่ว่าใคร อายุเท่าไร ก็ควรรู้จักสัญญาณเตือนทั้งแปดประการนี้
สัญญาณแรกที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีคือ อาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาหัวใจ อาการอาจรู้สึกเหมือนโดนกดทับ เหมือนมีอะไรรัดแน่น หรือแสบร้อน และอาจปวดร้าวไปถึงแขน คอ กราม หรือหลัง แม้ว่าอาการเจ็บหน้าอกบางครั้งอาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคหัวใจเสมอไป แต่การเพิกเฉยอาจอันตรายถึงชีวิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจด้านการรักษาผ่านสายสวนจากศูนย์การแพทย์เมโมเรียลแคร์ แซดเดิลแบ็ค (MemorialCare Saddleback Medical Center) ให้ข้อมูลว่า “อาการบางอย่าง เช่น เจ็บหน้าอก อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจที่รุนแรงและต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วนหรือฉุกเฉิน การตรวจสอบปัญหาที่อาจเกี่ยวข้องกับหัวใจจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการทรุดหนักลง และอาจช่วยชีวิตคุณได้” (EatingWell)
สัญญาณอันตรายประการที่สองคือ อาการหายใจถี่โดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมปกติในชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นบันได ถือของ หรือแม้กระทั่งนอนราบ แม้ว่าอาการหายใจหอบเหนื่อยเล็กน้อยบางครั้งอาจเกิดจากร่างกายไม่ฟิต แต่หากมีอาการเปลี่ยนแปลงกะทันหันหรือเป็นต่อเนื่อง นี่คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ในรายงานกล่าวว่า “อาการหายใจถี่อาจเป็นสัญญาณว่าเลือดไหลออกจากหัวใจได้ไม่คล่อง ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคลิ้นหัวใจ แพทย์โรคหัวใจสามารถตรวจประเมินการทำงานของหัวใจและชี้ชัดได้ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดซ่อนเร้นอยู่หรือไม่” (EatingWell)
สัญญาณที่สามคือ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาการใจสั่น อาจรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นเร็ว เต้นไม่เป็นจังหวะ หรือเต้นแรงผิดปกติ บางครั้งคนมักคิดว่าเป็นเพราะความกังวลหรือความเครียด แต่หากอาการเหล่านี้เป็นนาน เป็นบ่อย หรือมีอาการวิงเวียนศีรษะร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmias) ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองหรือภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้มาก งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ในวารสารโรคหัวใจชั้นนำยืนยันว่าผู้ป่วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) มีแนวโน้มที่จะมียีนกลายพันธุ์ที่เชื่อมโยงกับโรคหัวใจทางพันธุกรรม ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าควรรีบปรึกษาแพทย์ (PubMed)
ถัดมาคือ อาการบวมที่ขาทั้งสองข้างหรือข้อเท้า หรือที่เรียกว่าภาวะบวมน้ำ (edema) เป็นอีกอาการที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ แม้คนไทยอาจคุ้นเคยกับอาการขาบวมจากการนั่งเครื่องบินนานๆ กินอาหารรสเค็มจัด หรือจากอากาศร้อนชื้น แต่ถ้าอาการบวมเป็นอยู่นานกว่าสองสามวัน หรือมีอาการหายใจถี่และใจสั่นร่วมด้วย ถือว่าน่าเป็นห่วง แพทย์โรคหัวใจเตือนว่าอาการบวมลักษณะนี้อาจเกิดจากหัวใจปั๊มเลือดได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีของเหลวคั่งค้างตามส่วนปลายของร่างกาย ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะหัวใจล้มเหลว (EatingWell, รายงานโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง Trade.gov)
ความดันโลหิตสูง หรือที่เรียกกันติดปากว่าโรคความดันสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่น่ากลัวคือมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่างๆ ไปแล้ว คนไทยจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าแค่รู้สึกแข็งแรงก็แปลว่าสุขภาพดี แต่ความจริงแล้ว ความดันโลหิตสูงแบบเงียบๆ นี่แหละที่ค่อยๆ ทำลายหลอดเลือดและหัวใจอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดโรคได้แม้ในคนที่ดูภายนอกสบายดี หน่วยงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลจังหวัดต่างๆ จึงรณรงค์ให้ผู้ใหญ่ทุกคนตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือมีความเสี่ยงอื่นๆ เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด (แนวทางราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ พ.ศ. ๒๕๖๗, ข้อมูลองค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)
สัญญาณที่หกคือ อาการหน้ามืดหรืออ่อนเพลียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ว่าอาการอ่อนเพลียจะถูกโยนให้เป็นความผิดของการทำงานหนัก ภาระครอบครัว หรือปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ได้ง่ายๆ แต่ถ้าอาการเหล่านี้ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน อาจสะท้อนถึงปัญหาหัวใจที่ซ่อนอยู่ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจาก ยัวร์ดอกเตอร์ออนไลน์ (Your Doctors Online) กล่าวว่า “อาการสมองตื้อหรือไม่มีสมาธิก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่ง คนส่วนใหญ่มักโทษว่าเป็นเพราะความเครียดหรือนอนไม่พอ แต่ถ้ามีอาการความดันโลหิตต่ำ วิงเวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย แพทย์อาจต้องตรวจดูว่าหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอหรือไม่” (EatingWell)
ประการที่เจ็ดคือ การมีโรคประจำตัวอื่นๆ หรือที่ศัพท์การแพทย์เรียกว่า โรคร่วม (comorbidities) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอย่างมาก ในบ้านเรา โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง กำลังระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป และวิถีชีวิตที่เนือยนิ่งไม่ค่อยได้ขยับ (Nature, BMJ) ผู้ป่วยโรคไต ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคปอดเรื้อรัง และโรคอ้วน ควรหมั่นสังเกตสุขภาพหัวใจของตนเองอย่างใกล้ชิดและตรวจคัดกรองเป็นประจำ ตามคำแนะนำของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (จากแนวทางปฏิบัติสำหรับภาวะหัวใจล้มเหลว) (HFCT 2019)
สุดท้ายคือ ประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยบ่งชี้ความเสี่ยงในอนาคตที่ชัดเจนที่สุด คนไทยจำนวนไม่น้อยมักไม่ได้แจ้งหรืออาจมองข้ามประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวระหว่างการตรวจสุขภาพ ทั้งที่จริงแล้วพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพหัวใจไม่น้อย (EatingWell) ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันหัวใจและหลอดเลือดไมอามี (Miami Cardiac & Vascular Institute) แนะนำว่า หากสมาชิกในครอบครัวสายตรงเคยป่วยเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุยังไม่มาก ญาติพี่น้องควรหันมาดูแลตัวเองเชิงรุกเสียแต่เนิ่นๆ แม้จะยังรู้สึกแข็งแรงดีก็ตาม
สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ สัญญาณหลายอย่างของโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นไม่จำเพาะเจาะจง อาจดูเหมือนไม่รุนแรง หรือแยกไม่ออกจากอาการเจ็บป่วยทั่วไปอื่นๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าเน้นย้ำถึงความสำคัญของบริบทและการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ: “ในแวดวงโรคหัวใจ เราถูกฝึกมาให้มองหารูปแบบ ไม่ใช่แค่อาการที่ชัดเจนเท่านั้น แต่รวมถึงอาการเงียบๆ ที่คนมักมองข้าม ความยากอยู่ตรงที่อาการเหล่านี้หลายอย่างอาจชี้ไปที่ปัญหาหัวใจ หรืออาจมาจากสาเหตุอื่นก็ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริบทโดยรวมถึงสำคัญมาก” ผู้เชี่ยวชาญจาก ยัวร์ดอกเตอร์ออนไลน์ (Your Doctors Online) กล่าวเน้นย้ำ (EatingWell)
สำหรับบริบทของประเทศไทย สัญญาณเตือนเหล่านี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการใช้ชีวิตและแนวโน้มความเสี่ยงของคนในปัจจุบัน ทั้งการสูบบุหรี่ การทำงานออฟฟิศที่ไม่ค่อยได้ลุกขยับ การกินอาหารรสเค็มจัด มันจัด (เช่น ส้มตำที่โหมกระหน่ำน้ำปลา ของทอดต่างๆ หรือก๋วยเตี๋ยวมื้อดึก) และการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้อัตราการเกิดโรคหัวใจพุ่งสูงขึ้น งานวิจัยในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ ชี้ว่าความดันโลหิตซิสโตลิกสูง ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สูง และการสูบบุหรี่อย่างต่อเนื่อง ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมอันดับต้นๆ ที่นำไปสู่ปัญหาหัวใจในไทย (Nature, WHO) นอกจากนี้ แม้จะมีโครงการให้ความรู้ด้านสุขภาพในชุมชนอยู่บ้างแล้ว แต่ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องลดอคติเกี่ยวกับโรคหัวใจทั้งในสังคมเมืองและชนบทของไทย พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดอกเกี่ยวกับอาการที่อาจเป็นสัญญาณเตือนและประวัติครอบครัวในทุกช่วงวัย
ในอดีต สังคมไทยมีความเชื่อทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับสมดุลของธาตุในร่างกาย การดูแลตัวเองด้วยสมุนไพร หรือการพึ่งพาการรักษาแบบแผนโบราณก่อนจะไปโรงพยาบาลเมื่อมีอาการที่น่าสงสัยว่าเกี่ยวกับหัวใจ แม้ว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมเหล่านี้จะยังมีคุณค่า แต่ข้อมูลทางการแพทย์ปัจจุบันเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผสมผสานเทคนิคการวินิจฉัยที่ทันสมัย เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) การทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Stress Test) และการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiography) เข้ากับการประเมินผลการดูแลในระดับปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุขและราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยได้พยายามรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนมากขึ้น แต่ช่องว่างในการตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ ยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล (แนวทางราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ พ.ศ. ๒๕๖๗)
งานวิจัยใหม่ๆ จาก PubMed ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ การวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้นและการรักษาแนวใหม่ (เช่น ยากลุ่ม SGLT2 inhibitors สำหรับภาวะหัวใจล้มเหลวชนิดที่การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายยังดี) กำลังช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น (PubMed) ความรู้ความเข้าใจด้านพันธุกรรมช่วยให้สามารถระบุผู้ที่มีความเสี่ยงทางครอบครัวได้แม่นยำขึ้น ขณะที่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับโรคร่วม เช่น เบาหวานและโรคไต ก็นำไปสู่แนวทางการตรวจคัดกรองที่ตรงจุดยิ่งขึ้น นวัตกรรมสุขภาพดิจิทัลและการให้คำปรึกษาทางไกลที่แพร่หลายขึ้น กำลังเปิดโอกาสให้คนไทยจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด สามารถเข้าถึงคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ แม้ว่าความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการระหว่างเมืองและชนบทจะยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ก็ตาม
เมื่อมองไปข้างหน้า สถานการณ์ในประเทศไทยค่อนข้างชัดเจนว่า ตราบใดที่ประชากรยังคงมีอายุสูงขึ้นและวิถีชีวิตโน้มเอียงไปทางตะวันตกมากขึ้น ภาระจากโรคหัวใจและหลอดเลือดก็จะยิ่งหนักหน่วงขึ้น เว้นเสียแต่ว่าเราจะหันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันและการจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ การดูแลตัวเองเชิงรุก เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติด้วยการปรับอาหารและการออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการใส่ใจซักถามประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว จึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ สถานที่ทำงาน โรงเรียน และวัดในชุมชนเองก็สามารถเข้ามามีบทบาทเชิงรุกในการให้ความรู้และสนับสนุนการตรวจคัดกรอง เพื่อช่วยกันทำให้มั่นใจว่าสัญญาณเตือนเริ่มต้นของโรคหัวใจจะไม่ถูกละเลย
โดยสรุป อยากให้คนไทยทุกคนเฝ้าระวังสัญญาณทั้งแปดประการที่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ได้เน้นย้ำไว้ ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอกโดยไม่ทราบสาเหตุ หายใจถี่ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือใจสั่น อาการบวมที่ขาหรือข้อเท้า ความดันโลหิตสูง อ่อนเพลียหรือวิงเวียนศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ การมีโรคประจำตัวอื่นๆ และประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ อาการเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันหลายอย่าง ควรเป็นเหตุผลให้คุณรีบนัดหมายเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และควรเป็นแพทย์โรคหัวใจโดยตรงเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างละเอียด การป้องกันยังคงเป็นยาวิเศษที่สุด และการเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถป้องกันเหตุการณ์น่าเศร้าในวันข้างหน้าได้
ข้อแนะนำเพื่อนำไปปฏิบัติ:
- นัดตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ แม้จะรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงดี
- หมั่นวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านและตามร้านขายยา
- หากมีอาการผิดปกติที่น่าสงสัย เป็นต่อเนื่อง หรือมีอาการใหม่ๆ เกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขทันที
- กินอาหารไทยให้สมดุล เน้นผักสด ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และจำไว้ว่าต้อง ลดเค็ม ลดมัน ลดหวาน
- ออกกำลังกายระดับปานกลางเป็นประจำ (เช่น เดินเร็ว แอโรบิก รำไทย หรือเล่นกีฬาเบาๆ อย่างตะกร้อ)
- เปิดใจพูดคุยเรื่องประวัติการเจ็บป่วยของคนในครอบครัวกับญาติพี่น้อง
- เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพหัวใจในชุมชน ซึ่งบ่อยครั้งจัดโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือหน่วยงานสุขภาพในพื้นที่
การรู้จักร่างกายตัวเองและตระหนักถึงประวัติสุขภาพของครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับคนไทยทุกเพศทุกวัย การจดจำและใส่ใจปฏิบัติตามคำแนะนำเมื่อพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยชีวิตตัวเองได้ แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจของคนในชุมชนไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาคำแนะนำฉบับล่าสุดได้จากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย (แนวทางราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ พ.ศ. ๒๕๖๗) หรือปรึกษาแผนกโรคหัวใจของโรงพยาบาลใกล้บ้านท่าน