การวิ่งระยะไกลเป็นกิจกรรมสุดฮิตที่ครองใจคนรักสุขภาพหลายล้านคนทั่วโลก แต่ผลการศึกษาชิ้นใหม่กลับชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่น่าประหลาดใจระหว่างกิจกรรมนี้กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจลุกลามไปเป็นมะเร็งได้ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว งานวิจัยนี้ถูกนำเสนอในงานประชุมวิชาการประจำปี 2025 ของสมาคมเนื้องอกวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกา (ASCO) ณ นครชิคาโก ซึ่งถือเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก การศึกษาดังกล่าว ซึ่งจัดทำโดยทีมวิจัยจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างหนักหน่วงจะช่วยป้องกันมะเร็งได้ทุกชนิด ผลลัพธ์ที่ได้นี้สร้างคำถามสำคัญให้แก่คนไทยที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักวิ่งมาราธอนและอัลตร้ามาราธอนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศ
ผลการศึกษาพบว่า นักวิ่งระยะไกลอายุระหว่าง 35 ถึง 50 ปี มีอัตราการตรวจพบติ่งเนื้อชนิดอะดีโนมาในลำไส้ใหญ่สูงจนน่าตกใจ ติ่งเนื้อชนิดนี้แม้จะไม่ใช่มะเร็งโดยตรง แต่ก็สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 100 คน ที่เคยผ่านการวิ่งอัลตร้ามาราธอน (ระยะทางมากกว่า 50 กิโลเมตร) อย่างน้อย 2 ครั้ง หรือมาราธอน (ระยะทางมากกว่า 42 กิโลเมตร) อย่างน้อย 5 ครั้ง ภายในระยะเวลาที่กำหนด นักวิทยาศาสตร์พบว่า 41% ของกลุ่มตัวอย่างมีติ่งเนื้ออะดีโนมาอย่างน้อยหนึ่งชิ้น และ 15% มีติ่งเนื้ออะดีโนมาชนิดที่มีโอกาสลุกลามสูง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในประชากรทั่วไปอย่างชัดเจน ที่น่าสนใจคือ กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีติ่งเนื้ออะดีโนมาชนิดลุกลามสูง มีอาการถ่ายเป็นเลือด ซึ่งเป็นอาการที่บางครั้งถูกมองข้ามหรือเข้าใจผิดว่าเป็นเพียง “ภาวะลำไส้อักเสบจากการวิ่ง” (runner’s colitis) อันเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ร้ายแรงแต่พบได้บ่อยจากการออกกำลังกายอย่างหนัก (DailyMail.com)
งานวิจัยชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เนื่องจากกระแสความสนใจและการเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งมาราธอนและวิ่งระยะไกลพิเศษทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบัน ปฏิทินการแข่งขันมาราธอนประจำปีของไทยเต็มไปด้วยรายการแข่งขันมากมาย ตั้งแต่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ไปจนถึงภูเก็ต ซึ่งดึงดูดนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รายการใหญ่ๆ เหล่านี้มักจะมีผู้เข้าร่วมหลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 30-50 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่งานวิจัยนี้ชี้ว่ามีความเสี่ยงสูง
หัวหน้าทีมวิจัย ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยาจากสถาบันมะเร็งชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อธิบายสมมติฐานเบื้องต้นว่า ในระหว่างการวิ่งเป็นเวลานาน ร่างกายจะส่งเลือดไปเลี้ยงขาทั้งสองข้างเป็นหลัก แทนที่จะส่งไปยังระบบทางเดินอาหาร ทำให้ลำไส้ใหญ่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารลดลงชั่วขณะ ภาวะนี้อาจกระตุ้นให้เกิดความเครียดระดับเซลล์ นำไปสู่การตายของเซลล์ (หรือภาวะเนื้อตายจากการขาดเลือด) และเร่งให้เนื้อเยื่อซ่อมแซมตัวเองอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่อาจนำไปสู่มะเร็งได้ หัวหน้าทีมวิจัยให้ข้อมูลกับ DailyMail.com ว่า “ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ เคยพบผู้ป่วยหลายรายที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ในช่วงอายุสามสิบกว่าๆ และเป็นนักวิ่งอัลตร้ามาราธอน หวังว่าเมื่อผู้คนตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น ผู้ที่วิ่งระยะไกลและมีอาการถ่ายเป็นเลือดจะตัดสินใจเข้ารับการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่”
การศึกษานี้ดำเนินการระหว่างปลายปี 2022 ถึงเดือนธันวาคม 2024 โดยคัดเลือกนักวิ่งที่ไม่มีประวัติโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ทราบมาก่อน ซึ่งยิ่งทำให้ผลการค้นพบนี้ดูน่ากังวลยิ่งขึ้น ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีอายุเฉลี่ย 42 ปี เป็นเพศหญิง 55% ส่วนใหญ่วิ่งเป็นระยะทาง 32 ถึง 64 กิโลเมตร (20 ถึง 40 ไมล์) ต่อสัปดาห์ และให้ข้อมูลว่าบริโภคเครื่องดื่มให้พลังงานแบบแท่ง (energy bar) เจลให้พลังงาน และอาหารแปรรูปพิเศษอื่นๆ เป็นประจำ รูปแบบการบริโภคอาหารเช่นนี้อาจเพิ่มความซับซ้อนของปัจจัยเสี่ยง เนื่องจากงานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการบริโภคอาหารแปรรูปปริมาณมากมีความเชื่อมโยงกับอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่สูงขึ้น (BMJ 2022)
แม้ว่าการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงสังเกตและไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าการวิ่งระยะไกลเป็นสาเหตุโดยตรงของความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น (เนื่องจากปัจจัยด้านวิถีชีวิตหรืออาหารอื่นๆ อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง) แต่ผลการค้นพบนี้ก็เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นในหมู่นักกีฬาและบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัยเน้นย้ำว่านักวิ่งคนใดก็ตามที่มีอาการถ่ายเป็นเลือด ปวดท้องเรื้อรัง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการขับถ่าย ไม่ว่าอายุเท่าใดก็ตาม ไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการเหล่านี้โดยคิดว่าเป็นเพียงการบาดเจ็บเล็กน้อยจากการออกกำลังกาย แต่ควรเข้ารับการตรวจประเมินทางการแพทย์อย่างละเอียด รวมถึงการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่หากแพทย์เห็นสมควร
ประเทศไทย เช่นเดียวกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางอื่นๆ กำลังเผชิญกับอุบัติการณ์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่เพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันมะเร็งชนิดนี้พบมากเป็นอันดับสามในประเทศ โดยมีจำนวนผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีอายุต่ำกว่า 50 ปี (สถาบันมะเร็งแห่งชาติ) แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงดั้งเดิม เช่น การรับประทานอาหารแบบตะวันตก ภาวะอ้วน และวิถีชีวิตที่ขาดการเคลื่อนไหว จะเป็นที่ทราบกันดี แต่กระแสความนิยมการวิ่งในประเทศไทยที่ผ่านมากลับถูกมองว่าเป็นมาตรการป้องกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีการสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพที่ละเอียดอ่อนและรอบด้านมากขึ้น ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่พบในระดับสากล โดยสมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ได้บันทึกข้อมูลว่าอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไس้ใหญ่ในระยะเริ่มต้นเพิ่มขึ้นถึง 90% ในช่วงปี 2010 ถึง 2030 ในสหรัฐอเมริกา โดยกลุ่มที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงสุดคือผู้ที่มีอายุ 20 และ 30 กว่าปี (American Cancer Society)
จากการสัมภาษณ์และกรณีศึกษา นักวิ่งอายุน้อยที่มีสุขภาพดีและใส่ใจสุขภาพหลายคนเล่าถึงความตกใจเมื่อตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ขั้นลุกลาม แม้จะ “ทำทุกอย่างถูกต้อง” ทั้งในแง่ของการออกกำลังกาย และในบางรายรวมถึงเรื่องอาหารการกินด้วย แม้ว่ากรณีส่วนบุคคลเหล่านี้ เช่น นักวิ่งมังสวิรัติที่วิ่งทุกวันซึ่งได้รับการวินิจฉัยโรคเมื่ออายุ 44 ปี และนักวิ่งมาราธอนที่ได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุ 35 ปี จะไม่สามารถนำไปสรุปเป็นภาพรวมของประชากรทั้งหมดได้ แต่เรื่องราวเหล่านี้ตอกย้ำถึงธรรมชาติของความเสี่ยงมะเร็งที่คาดเดาได้ยาก และข้อจำกัดของการพึ่งพาวิถีชีวิตเพียงอย่างเดียวเพื่อป้องกันโรค
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในไทยที่ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ ได้เน้นย้ำให้ระมัดระวังและตีความผลการวิจัยเหล่านี้อย่างรอบคอบ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “แม้ความเสี่ยงโดยรวมอาจยังคงต่ำสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการถ่ายเป็นเลือดในกลุ่มคนหนุ่มสาวที่กระตือรือร้นในการออกกำลังกายโดยอัตโนมัติ สิ่งสำคัญคือเราต้องมองข้ามภาพจำเดิมๆ ว่าใครบ้างที่อาจมีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป” ที่ปรึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งชาติท่านหนึ่งก็แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยย้ำเตือนให้นักวิ่งไม่ละเลยการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และเปิดเผยประวัติสุขภาพส่วนตัวและครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเข้ารับการรักษา
บริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ก็มีความสำคัญเช่นกัน สังคมไทยให้ความเคารพอย่างสูงต่อความสำเร็จด้านกีฬา และมองว่าการวิ่งเป็นการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจ ดังจะเห็นได้จากการวิ่งระยะไกลตามวัดต่างๆ และงานวิ่งมาราธอนเฉลิมพระเกียรติซึ่งส่งเสริมคุณค่าของความอุตสาหะและความมีวินัยในตนเอง อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับนักกีฬาที่ผ่านการแปรรูปและผลิตภัณฑ์ให้พลังงานที่มีน้ำตาลสูงมากขึ้น ซึ่งมีการทำการตลาดอย่างหนักในงานแข่งขันวิ่งต่างๆ ในประเทศไทยนั้น สะท้อนแนวโน้มที่กล่าวถึงในงานวิจัย และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควรและจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
ในอนาคต นักวิจัยวางแผนที่จะวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในเชิงลึกยิ่งขึ้น เช่น องค์ประกอบของอาหารและการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในลำไส้ของนักวิ่งระยะไกล ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเชิงทดลองหรือการศึกษาติดตามผลระยะยาวที่หนักแน่นมากขึ้น เพื่อแยกแยะระหว่างความสัมพันธ์ (correlation) และความเป็นเหตุเป็นผล (causation) หากการศึกษาเพิ่มเติมยืนยันความเชื่อมโยงนี้ ก็อาจส่งผลกระทบสำคัญต่อนโยบายการตรวจคัดกรองมะเร็งในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันแนวทางปฏิบัติทั่วไปแนะนำให้ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะเท่านั้น การปรับปรุงแนวทางเหล่านี้ให้ครอบคลุมผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาวที่แสดงอาการ โดยไม่คำนึงถึงสถานะการเป็นนักกีฬา อาจช่วยชีวิตผู้คนได้
ในระหว่างนี้ ขอแนะนำให้นักวิ่งและผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายชาวไทยยังคงทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพต่อไป แต่ให้ใส่ใจร่างกายของตนเองอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนต่างๆ สำหรับผู้ที่มีอาการ การเข้ารับการประเมินทางการแพทย์อย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และควรปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพเกี่ยวกับวิถีชีวิต พฤติกรรมการบริโภคอาหาร หรือแม้แต่การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นประจำ ซึ่งอาจมีความจำเป็นแม้จะอายุยังไม่ถึง 50 ปีก็ตาม การรับประทานอาหารอย่างพอประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ให้พลังงานแปรรูป ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับค่านิยมดั้งเดิมของไทยในเรื่องการรับประทานอาหารที่สมดุล อุดมไปด้วยผักและผลไม้สด
ในขณะที่ผลการค้นพบใหม่ๆ ท้าทายสมมติฐานเดิมๆ เกี่ยวกับสุขภาพ บทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทยคือวิถีชีวิตที่ “ดีต่อสุขภาพ” เป็นเพียงแนวป้องกันด่านหนึ่งในการต่อสู้กับโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง การขอคำแนะนำทางการแพทย์ การเปิดรับนวัตกรรมในการตรวจหาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และการสนับสนุนงานวิจัยที่ดีขึ้นเกี่ยวกับรูปแบบสุขภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่ชอบเคลื่อนไหวร่างกาย จะช่วยให้ทั้งนักวิ่งและผู้ที่ไม่ได้วิ่งสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและดูแลสุขภาพของตนเองได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม: