พักหลังมานี้ มีงานวิจัยหลายชิ้นออกมาท้าทายความเชื่อเก่าๆ ที่ว่าเด็กทำตัวไม่ดีต้องโทษตัวเด็กเอง โดยชี้เป้าไปที่ผู้ปกครองและวิธีการเลี้ยงดูว่าเป็นปัจจัยสำคัญ รายงานล่าสุดจาก The Telegraph รวมถึงผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อีกหลายฉบับที่เผยแพร่ในปี 2568 ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า ปัญหาพฤติกรรมส่วนใหญ่ของเด็กมักมีรากฐานมาจากสภาพแวดล้อมในครอบครัว โดยเฉพาะทัศนคติ การกระทำ และแนวทางการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ประเด็นนี้กำลังจุดประกายให้เกิดการถกเถียงและทบทวนกันยกใหญ่ ทั้งในครอบครัวไทยและแวดวงการศึกษา ซึ่งแต่เดิมมักเน้นการลงโทษเด็กที่ทำตัวไม่เหมาะสมอย่างจริงจัง

เมื่อก่อน เวลาเด็กทำตัวไม่ดี คนมักจะมองว่าเป็นเพราะนิสัยหรือความตั้งใจของเด็กเอง แต่ผลการศึกษาระดับนานาชาติในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้ได้รับอิทธิพลอย่างสูง หรือบางทีอาจมีสาเหตุโดยตรงมาจากพฤติกรรมของพ่อแม่ รูปแบบการเลี้ยงดู หรือแม้กระทั่งปมในใจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขของผู้ปกครองเองด้วยซ้ำ รายงานชิ้นหนึ่งของ The Telegraph หัวข้อ “อย่าโทษเด็กที่ทำตัวไม่ดี ต้นตออยู่ที่พ่อแม่ต่างหาก” (Don’t Blame Children Who Misbehave, It’s the Parents’ Fault) อ้างอิงคำพูดของนักจิตวิทยาชั้นนำที่แย้งว่า การโทษเด็กเป็นการมองข้ามบทบาทสำคัญยิ่งของพ่อแม่ในการพัฒนาอารมณ์และพฤติกรรมของลูก (The Telegraph)

แนวคิดนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อครอบครัวไทยในทางปฏิบัติ เพราะการเลี้ยงลูกในสังคมไทยถูกปลูกฝังให้เคารพผู้มีอำนาจและเชื่อฟังผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นค่านิยมที่เห็นได้ชัดทั้งในบ้านและโรงเรียน แต่เมื่ออิทธิพลของผู้ปกครองถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้นในระดับโลก บรรทัดฐานเหล่านี้ก็เริ่มถูกตั้งคำถามอีกครั้ง โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับ ในสังคมไทยที่ครอบครัวขยายมักมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็ก งานวิจัยเหล่านี้ได้จุดประเด็นคำถามถึงอิทธิพลของปู่ย่าตายายและญาติผู้ใหญ่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

งานวิจัยชิ้นสำคัญหลายชิ้นเน้นย้ำว่า รูปแบบการเลี้ยงดูที่ให้ทั้งความอบอุ่นและการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนนั้น สัมพันธ์กับพฤติกรรมที่ดีขึ้นของเด็ก ผลการศึกษาปี 2568 ที่ตีพิมพ์ใน Medical Xpress พบว่า ความอบอุ่นจากผู้ปกครอง โดยเฉพาะจากแม่ ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของเด็กในระยะยาว ช่วยสร้างการรับรู้ถึงความปลอดภัยในสังคมและความมั่นคงทางอารมณ์ (Medical Xpress) ในทางกลับกัน การขาดความอบอุ่นหรือการใช้บทลงโทษที่รุนแรง กลับเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะมีพฤติกรรมก่อกวนหรือเป็นปัญหา ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบเห็นได้ในหลายวัฒนธรรม

นอกจากนี้ การทบทวนข้อมูลจาก PubMed ยังพบว่า รูปแบบการเลี้ยงดูเชิงลบหรือการไม่ยอมรับความรู้สึกของลูก เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การระรานทางไซเบอร์ (cyberbullying) ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ยิ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทสำคัญของสภาพแวดล้อมในครอบครัวต่อการหล่อหลอมพฤติกรรมทางสังคม (PubMed) งานวิจัยอีกชิ้นจากจีนในปี 2568 ได้วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของแม่ในครัวเรือนชนบท และพบความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการเลี้ยงดูบางอย่างกับพัฒนาการของเด็กเล็ก ซึ่งเน้นย้ำว่าผลการวิจัยเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ในหลากหลายวัฒนธรรม

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญยิ่งทำให้เห็นภาพรวมชัดเจนยิ่งขึ้น นักวิจัยด้านพัฒนาการเด็กท่านหนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับ Medical Xpress ว่า “เด็กไม่ได้แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมขึ้นมาเองลอยๆ พฤติกรรมส่วนใหญ่ของพวกเขามักเชื่อมโยงโดยตรงกับพฤติกรรมและสัญญาณทางอารมณ์ที่พวกเขาเจอในบ้าน” ข้อสังเกตเหล่านี้สอดคล้องกับการหารือเรื่องนโยบายการศึกษาของไทย โดยนักจิตวิทยาการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในประเทศ ให้ข้อสังเกตว่า “ความพยายามแก้ไขพฤติกรรมที่โรงเรียนมักไม่สำเร็จ ถ้าที่บ้านยังคงส่งเสริมพฤติกรรมที่ครูพยายามจะแก้อยู่”

นอกเหนือจากการกระทำโดยตรงของผู้ปกครองแล้ว พันธุกรรมและพฤติกรรมที่ถ่ายทอดมาก็มีส่วนด้วยเช่นกัน ดังรายงานของ Science Daily เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 (Science Daily) แต่นักวิจัยส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ‘ธรรมชาติ’ หรือพันธุกรรมนั้น ไม่ได้ส่งผลเพียงอย่างเดียว ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพื้นฐานอารมณ์ที่ติดตัวมากับบรรยากาศทางอารมณ์ที่พ่อแม่สร้างขึ้นต่างหาก ที่เป็นตัวกำหนดว่าเด็กจะรับมือกับความเครียด การอบรมสั่งสอน และแรงกดดันจากสังคมอย่างไร

สำหรับสังคมไทย ผลการวิจัยเหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อย พ่อแม่ชาวไทยหลายคนอาจยังจำได้ว่าตัวเองโตมาในสภาพแวดล้อมที่การดุด่าหรือการลงโทษทางร่างกายถือเป็นการแสดงความรัก หรือเป็นวิธีสร้างนิสัยที่ดี แต่เมื่อมีงานวิจัยมากขึ้นชี้ให้เห็นถึงผลเสียของการลงโทษที่รุนแรง เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวล ซึมเศร้า และพฤติกรรมก้าวร้าว ทำให้หน่วยงานภาครัฐของไทยเริ่มหันมาทบทวนข้อดีข้อเสียของแนวทางแบบเดิมๆ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เริ่มจับมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในบางจังหวัด จัดอบรมเรื่องการสร้างวินัยเชิงบวกและการให้คำปรึกษาครอบครัว

ค่านิยมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยังคงมีอิทธิพลต่อวิธีเลี้ยงลูกในไทย โดยหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา เช่น สติและความเมตตา ก็ส่งเสริมให้พ่อแม่มีความอดทนและรู้จักควบคุมอารมณ์ การนำค่านิยมเหล่านี้มาผสมผสานกับหลักจิตวิทยาสมัยใหม่ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตได้ดียิ่งขึ้น ในสังคมเมืองของไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ พ่อแม่ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยหันไปเข้าคอร์สอบรมการเลี้ยงลูกเชิงบวก หรือขอคำแนะนำจากนักจิตวิทยาเด็ก ซึ่งเป็นกระแสที่เห็นได้จากการเติบโตของเว็บบอร์ดคุณพ่อคุณแม่และกลุ่มผู้ปกครองต่างๆ

อนาคตของการเป็นพ่อแม่ยังถูกกำหนดด้วยอิทธิพลจากโลกดิจิทัล เมื่อเด็กๆ ใช้เวลาออนไลน์มากขึ้น ความรับผิดชอบใหม่ๆ ของผู้ปกครองก็เกิดขึ้นตามมา ผลการศึกษาจาก PubMed ในปี 2568 พบความเชื่อมโยงระหว่างการที่เด็กรู้สึกว่าถูกพ่อแม่ปฏิเสธ กับการเข้าไปมีส่วนร่วมในการระรานทางไซเบอร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เด็กซึมซับจากที่บ้านจะแสดงออกมาทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์

ผู้บริหารด้านการศึกษาของไทยกำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างใกล้ชิด มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังในกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เกี่ยวกับการนำความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกไปปรับใช้ในหลักสูตรของโรงเรียน เจ้าหน้าที่ระดับสูงท่านหนึ่งจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นว่า “เพื่อให้การแก้ปัญหาพฤติกรรมนักเรียนเป็นไปอย่างยั่งยืน โรงเรียนต้องร่วมมือกับครอบครัวและชุมชน ไม่ใช่ทำงานแบบแยกส่วน”

เมื่อมองไปข้างหน้า เครือข่ายโรงเรียนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลหลายแห่งในไทยกำลังริเริ่มโครงการ “ข้อตกลงร่วม บ้าน-โรงเรียน” ซึ่งผู้ปกครองจะร่วมกันปฏิบัติตามแนวทางการเลี้ยงดูเชิงบวกที่วางไว้ ข้อตกลงเหล่านี้รวมถึงการพูดคุยกับครูแนะแนวของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ การเข้าร่วมเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการสื่อสารทางอารมณ์ และการเข้าถึงกลุ่มสนับสนุนผู้ปกครอง ความคาดหวังคือ การจัดการที่ต้นตอของปัญหาพฤติกรรมที่บ้าน จะช่วยให้โรงเรียนเจอปัญหาวินัยน้อยลง และนักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้น

สำหรับผู้อ่านชาวไทย ผลวิจัยเหล่านี้นับเป็นข้อคิดที่สำคัญไม่น้อย ความก้าวหน้าทางจิตวิทยาพฤติกรรมชวนให้ครอบครัว นักการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายได้หยุดคิดทบทวน ปัจจุบัน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าควรให้ความสำคัญกับความเห็นอกเห็นใจ การวางกรอบที่เหมาะสม ความอบอุ่น และการเสริมแรงเชิงบวก แทนที่จะตอบโต้ด้วยอารมณ์หรือกล่าวโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม แนวทางที่เป็นรูปธรรม เช่น การมองหาแหล่งข้อมูลในพื้นที่ เช่น ศูนย์ช่วยเหลือครอบครัว หรือการสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อปการเลี้ยงลูกเชิงบวก ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการฟรีในหลายจังหวัด

เมื่อข้อมูลจากงานวิจัยระดับโลกและประสบการณ์ของไทยมาบรรจบกัน ข้อความที่สื่อออกมานั้นชัดเจนว่า: พฤติกรรมของเด็กสะท้อนสภาพแวดล้อม และสภาพแวดล้อมนั้นถูกหล่อหลอมโดยพ่อแม่และผู้ดูแลเป็นหลัก แทนที่จะโยนความรับผิดชอบเรื่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมไปให้เด็กแต่เพียงฝ่ายเดียว ถึงเวลาแล้วที่สังคมต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง โดยหันมาสนับสนุนและให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง เพื่อให้เด็กไทยเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

แหล่งข้อมูล: