กระแสใหม่มาแรงในแวดวงคนทำงานที่เรียกว่า “loud living” หรือ “การใช้ชีวิตแบบส่งเสียง” กำลังเป็นที่สนใจในหมู่คนทำงานที่เริ่มเอือมระอากับวัฒนธรรมบ้างาน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ นี่คือการพลิกเกมจากภาวะ “ลาออกเงียบ” (quiet quitting) หรือการค่อยๆ ถอดใจจากงาน ไปสู่การลุกขึ้นมาปักหมุดขอบเขตเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวอย่างชัดเจนและกล้าหาญ จากประสบการณ์ตรงและงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า “การใช้ชีวิตแบบส่งเสียง” สนับสนุนให้คนทำงานกล้าพูด กล้าแสดงความต้องการของตัวเองอย่างเปิดเผยและมั่นใจ แทนที่จะเก็บงำไว้ ซึ่งกำลังจะพลิกโฉมมุมมองเรื่องสมดุลชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน Business Insider
หลังจากการระบาดของโควิด-19 พลิกโฉมโลก เส้นแบ่งระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวก็เริ่มจางหายไป โดยเฉพาะสำหรับคนทำงานชาวไทย ที่มักต้องเผชิญกับชั่วโมงทำงานยาวนาน วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นระบบอาวุโส และการทำงานในบริบทที่หลากหลายทางวัฒนธรรม คำถามที่ว่าทำอย่างไรจึงจะก้าวหน้าในที่ทำงานสุดท้าทายเช่นนี้จึงกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่เคย การมาถึงของ “การใช้ชีวิตแบบส่งเสียง” จึงเป็นเหมือนทางเลือกใหม่ แทนที่จะ “ลาออกเงียบ” ซึ่งก็คือการทำงานให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเพื่อหนีภาวะหมดไฟ พนักงานกลับเลือกที่จะแสดงจุดยืน ปกป้องสิทธิของตนเองอย่างชัดเจนและสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้าทายบรรทัดฐานเก่าๆ โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง Forbes, Psychology Today
ข่าวคราวล่าสุดยิ่งตอกย้ำว่าแนวทางนี้กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในออฟฟิศ ดังที่ Business Insider ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของพนักงานรายหนึ่ง ที่หลังจากโหมงานล่วงเวลาจนสุขภาพทรุดโทรม ก็ได้ตระหนักว่าการตอบตกลงทุกเรื่องไม่ใช่เครื่องหมายของความทุ่มเท แต่เป็นหนทางสู่ภาวะหมดไฟ ทางออกของพนักงานรายนี้คือ “การใช้ชีวิตแบบส่งเสียง” โดยกำหนดชั่วโมงทำงานที่ชัดเจน ปฏิเสธที่จะต้องสาธยายเหตุผลยืดยาวเมื่อต้องลางานไปดูแลลูก และให้ความสำคัญกับความต้องการส่วนตัวเทียบเท่ากับภาระหน้าที่ในงาน ตอนแรกก็กังวลว่าจะถูกมองในแง่ลบ แต่กลับกลายเป็นว่าเพื่อนร่วมงานให้การยอมรับ แถมยังสนับสนุนให้คนอื่นๆ ทำตามอีกด้วย
ปรัชญานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวคิดจากโลกตะวันตกเท่านั้น แม้ว่าการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาอาจดูขัดแย้งกับบรรทัดฐานสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความประนีประนอมและระบบอาวุโส แต่คนทำงานรุ่นใหม่กำลังแสดงให้เห็นว่าการสื่อสารเรื่องขอบเขตอย่างตรงไปตรงมาแต่ให้เกียรติกันนั้นเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ในประเทศไทย ซึ่งการทำงานล่วงเวลาและการคาดหวังให้ตอบสนองอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะในภาคบริการอย่างการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และบริการดิจิทัล พนักงานมักลังเลที่จะสื่อสารความต้องการส่วนตัวเพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่ทุ่มเท อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่าการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน ปริมาณงานที่สมเหตุสมผล และกรอบเวลาการสื่อสารที่คาดการณ์ได้นั้น จริงๆ แล้วช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีและประสิทธิภาพโดยรวม อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานในระยะยาวและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอีกด้วย Psychology Today
ข้อมูลทางสถิติก็สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน จากผลสำรวจของ Gallup ในปี พ.ศ. 2565 ที่อ้างอิงใน Forbes พบว่ากว่า 50% ของคนทำงานในสหรัฐอเมริกาสามารถจัดอยู่ในกลุ่ม “quiet quitters” หรือพนักงานที่หมดใจกับงานแต่ยังไม่ลาออก ซึ่งมักรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความสำคัญและทำงานหนักเกินไป ในทางตรงกันข้าม องค์กรที่ส่งเสริมการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือที่บางคนเรียกว่า “การส่งเสียง” (getting loud) กลับพบว่าขวัญกำลังใจ การรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กร และแม้แต่นวัตกรรมก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นของการมีขอบเขตที่ชัดเจน นักจิตวิทยาผู้เขียนบทความให้ Psychology Today ได้เน้นย้ำถึงขอบเขตที่จำเป็นในที่ทำงาน 5 ประการ ได้แก่ การจัดการภาระงานที่มากเกินไป, การกำหนดความรับผิดชอบให้ชัดเจน, การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน, การสื่อสารอย่างเปิดเผยและให้เกียรติกัน, และการรักษมาตรฐานพฤติกรรมที่ปราศจากการข่มขู่หรือการบริหารจัดการแบบจู้จี้จุกจิก สิ่งสำคัญคือขอบเขตเหล่านี้ต้องไม่คลุมเครือ ผู้นำต้องสนับสนุนและเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตามขอบเขตเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน บริษัทที่ไม่ให้ความสำคัญหรือเพิกเฉยต่อขอบเขตเหล่านี้ย่อมต้องเผชิญกับความเครียด ภาวะหมดไฟ และอัตราการขาดงานเนื่องจากปัญหาสุขภาพที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ “การใช้ชีวิตแบบส่งเสียง” พยายามหลีกเลี่ยง
เมื่อมองในบริบทของคนไทย คำว่า “ส่งเสียง” ไม่ได้หมายถึงการก้าวร้าวหรือขาดความเคารพ แต่หมายถึงการแสดงความต้องการ ข้อจำกัด และความคาดหวังอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการต้องเลิกงานตรงเวลาเพื่อไปรับลูก การไม่ตอบข้อความที่ไม่เร่งด่วนนอกเวลางาน หรือการเปิดอกคุยถึงลำดับความสำคัญส่วนตัว สำหรับนายจ้างชาวไทย การรับรู้ถึงความรับผิดชอบนอกเหนือจากงานของพนักงานและการเคารพขอบเขตที่พนักงานกำหนดไว้ เช่น ช่วงเวลาพักผ่อนและวันหยุดที่ชัดเจน สามารถช่วยเพิ่มความพึงพอใจในที่ทำงานและป้องกันการสูญเสียบุคลากรที่มีค่าได้
ในระดับสากล เทรนด์นี้มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกัน เช่น “loud leaving” ในออสเตรเลีย (ซึ่งผู้จัดการตั้งใจเลิกงานตรงเวลาเพื่อเป็นแบบอย่างให้พนักงานทำตาม) และ “Bare Minimum Mondays” ที่เป็นกระแสในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพนักงานให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์การทำงานเพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ (ABC News) ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนถึงความปรารถนาร่วมกัน นั่นคือ วัฒนธรรมการทำงานที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งสุขภาพจิตมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผลิตภาพ
แล้วก้าวต่อไปสำหรับองค์กรและคนทำงานในประเทศไทยคืออะไร? เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้ว เช่น นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่น การรณรงค์เรื่องสุขภาพจิต และความเต็มใจของพนักงานรุ่นใหม่ที่จะ “ท้าทาย” แนวปฏิบัติแบบเดิมๆ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางวัฒนธรรมยังคงมีอยู่ เช่น ระบบอาวุโส ภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัว และความต้องการ “รักษาหน้า” อาจทำให้การเจรจาเรื่องขอบเขตอย่างเปิดเผยมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้มีการฝึกอบรมทั้งฝ่ายบริหารและพนักงานเกี่ยวกับเทคนิคการสื่อสารเรื่องขอบเขต เช่น การฟังอย่างตั้งใจ การสนทนาอย่างเข้าอกเข้าใจ และการกำหนดลำดับความสำคัญร่วมกัน ดังที่เห็นในโครงการนำร่องที่ประสบความสำเร็จในบริษัทเทคโนโลยีและโรงเรียนนานาชาติบางแห่งในกรุงเทพมหานคร ทักษะเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการแก้ปัญหาร่วมกัน
ในอนาคต แนวโน้ม “การใช้ชีวิตแบบส่งเสียง” น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่และคนไทยที่กลับจากต่างประเทศนำมุมมองใหม่ๆ เข้ามาในตลาดแรงงาน การทำงานทางไกล วิถีชีวิตแบบดิจิทัลโนแมด และการแข่งขันระดับโลกจะผลักดันให้นายจ้างไทยต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญทั้งผลงานและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน หากองค์กรใดเพิกเฉยต่อบทเรียนเหล่านี้ งานวิจัยชี้ว่าองค์กรเหล่านั้นสามารถคาดหวังได้เลยว่าจะต้องเผชิญกับการขาดความผูกพันของพนักงานอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และการสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถไปยังองค์กรที่ให้ความสมดุลที่ดีกว่า Forbes
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังพิจารณานำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ คำแนะนำที่ปฏิบัติได้จริงคือ เริ่มต้นด้วยการสำรวจขอบเขตและความต้องการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับเวลารับประทานอาหารกลางวันกับครอบครัว หรือการปฏิเสธที่จะตอบสนองต่องานนอกเวลาที่ตกลงกันไว้ จากนั้นสื่อสารสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องรู้สึกผิด พร้อมเปิดใจรับฟังการสนทนาอย่างให้เกียรติกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน สำหรับผู้นำ ควรส่งเสริมให้พนักงานแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อจำกัดส่วนตัวและเรื่องงานอย่างเปิดเผย และเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยการใช้สิทธิลาพักร้อนอย่างเต็มที่และออกจากระบบเมื่อถึงเวลาเลิกงานที่กำหนด การปฏิบัติเหล่านี้จะค่อยๆ ช่วยสร้างวัฒนธรรมในที่ทำงานที่ส่งเสริมทั้งความรับผิดชอบและความเป็นมนุษย์
โดยสรุป “การใช้ชีวิตแบบส่งเสียง” ไม่ใช่เรื่องของการต่อต้านหรือการละเลย แต่เป็นการรักษาพลังงานและความสมบูรณ์ของทั้งตัวบุคคลและทีม ดังที่ผู้บริหารธุรกิจท่านหนึ่งกล่าวกับ Forbes (และมีการอ้างอิงคล้ายกันใน Business Insider) ว่า “การกำหนดขอบเขตไม่ได้หมายความว่าคุณใส่ใจน้อยลง แต่หมายความว่าคุณใส่ใจมากพอที่จะปกป้องสิ่งที่สำคัญ เมื่อเราเริ่มส่งเสียงดังเกี่ยวกับเรื่องนั้น ที่ทำงานและโลกก็จะดีขึ้น”
สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานของไทย บทเรียนที่ได้รับนั้นชัดเจน การกำหนดขอบเขตอย่างให้เกียรติและโปร่งใสไม่ใช่เรื่องต้องห้ามอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพ ความพึงพอใจ และความสำเร็จขององค์กรที่ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่คนทำงาน ผู้นำ และผู้กำหนดนโยบายของไทยจะหันมา “ส่งเสียง” ในสิ่งที่สำคัญที่สุด และร่วมกันสร้างอนาคตการทำงานที่ดีต่อสุขภาพกายและใจยิ่งขึ้น