ในโลกที่ความเครียดทางการเงินดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ใครๆ ก็เจอ เริ่มมีแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจว่า คำพูดที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี่แหละ อาจเป็นตัวกำหนดชะตาการเงินของเราเลยก็ได้ จากบทความล่าสุดที่เผยแพร่โดย YourTango ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการดึงดูดเชื่อว่า แค่ปรับเปลี่ยนคำพูดเล็กน้อย ก็อาจช่วยให้หลายคนหลุดพ้นจากกับดักความคิดที่มักจะพ่วงมากับปัญหาการเงินได้ นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจสำหรับใครที่อยากจะปรับจูนเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตัวเองให้ดีขึ้น (yourtango.com)

คนไทยจำนวนไม่น้อย ก็เหมือนกับคนทั่วโลก ที่กำลังเผชิญกับความเครียดเรื่องเงินๆ ทองๆ กันถ้วนหน้า ยิ่งในภาวะที่ค่าครองชีพพุ่งสูง แถมเศรษฐกิจโลกก็ผันผวนไม่หยุดหย่อน บทความต้นทางชี้ให้เห็นข้อมูลน่าสนใจว่า คนอเมริกันในปัจจุบันให้คะแนนความสุขทางการเงินของตัวเองแค่ ๔.๙ เต็ม ๑๐ เท่านั้น ตัวเลขนี้ก็คงไม่ต่างจากความรู้สึกของคนไทยเท่าไหร่นัก เพราะบ้านเราเอง หนี้ครัวเรือนก็เพิ่งจะพุ่งสูงสุดในรอบ ๑๖ ปีไปหมาดๆ เมื่อปี ๒๕๖๗ นี้เอง อ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (Bangkok Post) แต่แทนที่จะมองหาวิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ อย่างการทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือการลงทุน แนวคิดใหม่นี้กลับชี้ว่า ความเชื่อที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึกของเราต่างหาก ที่แสดงออกมาผ่านคำพูดติดปากในชีวิตประจำวัน และอาจเป็นตัวการสำคัญของปัญหาการเงินที่แก้ไม่ตกเสียที

ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการดึงดูดท่านหนึ่ง ซึ่งศึกษาเรื่องจิตใต้สำนึก ความยืดหยุ่นของระบบประสาท และกลไกการทำงานของระบบประสาท ได้ให้คำแนะนำว่า มีคำพูดบางคำที่เรามักจะพูดออกไปโดยไม่ทันได้คิด ซึ่งคำพูดเหล่านี้แหละที่อาจจะไปปิดกั้น หรือเปิดทาง ให้เงินทองไหลมาเทมาได้ ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้อ้างอิงงานวิจัยด้านความยืดหยุ่นของระบบประสาทและเทคนิคการปลดปล่อยอารมณ์ (EFT tapping) พร้อมชี้ให้เห็นถึง ๒ วลีฮิตติดปากที่ควรเลี่ยง นั่นคือ “ฉันหาเงิน” และ “เห็นก่อนแล้วค่อยเชื่อ” แม้ว่าฟังเผินๆ อาจจะดูไม่มีพิษมีภัย หรืออาจจะฟังดูเป็นแรงผลักดันด้วยซ้ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าคำพูดเหล่านี้กลับไปตอกย้ำความรู้สึกขาดแคลนและความไม่มั่นใจในตัวเองลึกลงไปถึงระดับระบบประสาทเลยทีเดียว

แทนที่จะพูดว่า “ฉันหาเงิน” ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้แนะนำให้ลองเปลี่ยนเป็น “ฉันอนุญาตให้เงินก้อนนี้ไหลเข้ามาผ่านงานของฉัน” หรือ “ฉันอนุญาตให้ตัวเองได้รับเงินจำนวนนี้” เหตุผลก็คือ คำว่า “หาเงิน” มันดันไปผูกโยงเรื่องเงินเข้ากับความเหนื่อยยาก การต้องดิ้นรน หรือความลำบากโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นความคิดที่ฝังหัวกันมาในหลายๆ สังคม รวมถึงบ้านเราด้วย ที่มักจะยกย่องการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ ผู้เชี่ยวชาญแย้งว่า กรอบความคิดแบบนี้แหละที่ทำให้คนเราติดกับดัก ทำงานหนักเกินตัว ต้องคอย “พิสูจน์” คุณค่าของตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนสุดท้ายรางวัลทางการเงินก็ดูเหมือนจะอยู่ไกลเกินคว้า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเปลี่ยนวิธีคิดเป็นการ “อนุญาต” หรือ “ได้รับ” จะเป็นการฝึกสมองและระบบประสาทของเราให้ยอมรับว่าความมั่งคั่งมันเข้ามาหาเราได้ง่ายกว่าที่คิด

ส่วนวลีที่สอง “เห็นก่อนแล้วค่อยเชื่อ” ก็ไม่ต่างอะไรกับคำสาปที่ทำให้คำทำนายนั้นเป็นจริงขึ้นมาเอง ซึ่งจะยิ่งทำให้ความก้าวหน้าทางการเงินของเราช้าลงไปอีก ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า จิตใต้สำนึกของเราทำงานด้วยความคุ้นเคยและความรู้สึกปลอดภัย ไม่ใช่แค่เรื่องของเหตุผล ดังนั้น การรอให้เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมก่อนถึงจะเชื่อ ก็เท่ากับเป็นการบอกสมองของเรากลายๆ ว่าการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมันยังไม่ปลอดภัย หรือยังเป็นไปไม่ได้หรอก ทางแก้ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำคือให้พูดว่า “ฉันเชื่อ และนั่นคือเหตุผลที่ฉันเห็นมัน” (หรือ “ฉันเชื่อก่อนจึงได้เห็น”) ซึ่งจะเป็นการเตรียมจิตใต้สำนึกและระบบประสาทของเราให้พร้อมรับกับสถานะทางการเงินที่เราต้องการ โดยมองว่าความมั่งคั่งรุ่งเรืองไม่ใช่แค่เรื่องที่เป็นไปได้ แต่ยังเป็นเรื่องธรรมชาติและมั่นคงอีกด้วย

แนวคิดเหล่านี้มีที่มาจากงานวิจัยที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ ซึ่งชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาษากับความเชื่อและพฤติกรรมของมนุษย์ บทวิเคราะห์งานวิจัยเมื่อปี ๒๕๖๖ ในวารสาร Psychological Bulletin ระบุว่า การพูดตอกย้ำกับตัวเองในเชิงบวกและการใช้ภาษาเชิงบวก สามารถส่งผลต่อการรับมือกับความเครียด สร้างแรงจูงใจ และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวเมื่อเจอปัญหาอุปสรรคได้จริงๆ (apa.org) แม้ว่าหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับผลกระทบโดยตรงต่อเรื่องการเงินของศาสตร์ “แรงดึงดูด” อาจจะยังมีไม่มากนัก แต่ประโยชน์ในแง่การลดความเครียดจากการปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ ก็มีงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิหลายชิ้นมารองรับ (PubMed)

ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการดึงดูดอีกท่านหนึ่ง ที่ถูกอ้างถึงในบทความของ YourTango ก็สนับสนุนให้ใช้วลีอย่าง “ฉันพร้อมที่จะเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ มากขึ้น” และ “ฉันพร้อมที่จะทำสิ่งต่างๆ ในรูปแบบใหม่” เชื่อกันว่าการใช้คำพูดในลักษณะนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าเราเปิดรับความอุดมสมบูรณ์ และยังช่วยเสริมสร้างความรู้สึกว่าเราสามารถควบคุมชีวิตและผลลัพธ์ต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ เทคนิคเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความคิดเพ้อฝัน หรือการหลอกตัวเองให้มองข้ามความเป็นจริง ซึ่งเป็นจุดที่คนไทยหลายคนอาจจะยังกังขา เพราะกลัวว่าจะเข้าข่ายวิทยาศาสตร์เทียม แนวทางของผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งการดึงดูดท่านนั้น สอดคล้องกับหลักการสำคัญของ “การบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม” (CBT) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ และเน้นการปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดลบๆ ให้กลายเป็นการพูดคุยกับตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ (Mayo Clinic) ดังที่นักจิตวิทยาชั้นนำท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “คำพูดที่เราคุยกับตัวเองในใจ มันส่งผลต่อความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเราเอง ถึงแม้ว่าวินัยและความรู้ทางการเงินจะสำคัญมาก แต่การสร้างบทสนทนาภายในใจที่คอยให้กำลังใจตัวเอง ก็สามารถช่วยลดความกลัวและเปิดใจรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้”

ถ้ามองในมุมของคนไทย การให้ความสำคัญกับ “วิธีคิด” ก็สอดคล้องกับหลักปรัชญาพุทธดั้งเดิม ที่สอนไม่ให้ยึดติดกับความขาดแคลน และส่งเสริม “สัมมาทิฏฐิ” (ความเห็นชอบ) ซึ่งเป็นหนึ่งในมรรคมีองค์ ๘ สุภาษิตไทยอย่าง “ใจถึงพึ่งได้” (ที่หมายถึงใจที่กล้าแกร่งย่อมนำไปสู่ความสำเร็จ) ก็เป็นการตอกย้ำถึงพลังของความเชื่อในการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ ซึ่งก็เป็นแก่นสารเดียวกับคำสอนยุคใหม่ว่าด้วยกฎแรงดึงดูดนั่นเอง

อย่างไรก็ดี มีเสียงท้วงติงว่า ไม่ควรให้ความสำคัญกับเรื่อง “คำพูด” มากจนเกินไป จนมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารแห่งประเทศไทยท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “ความเป็นอยู่ที่ดีทางการเงินเป็นผลลัพธ์จากความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างความเชื่อส่วนบุคคล พฤติกรรม และปัจจัยภายนอก การมีทัศนคติเชิงบวกนั้นมีประโยชน์ แต่การลงมือทำที่เป็นรูปธรรม เช่น การวางแผนการเงิน การออม และความรู้ทางการเงิน ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้” ยิ่งไปกว่านั้น คนรุ่นใหม่ในไทยยังค่อนข้างเปราะบางต่อผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จ้องจะเอาเปรียบ รวมถึงกลโกงออนไลน์ต่างๆ ซึ่งการคิดบวกอย่างเดียวคงไม่สามารถช่วยป้องกันได้ (Thai PBS)

เมื่อมองไปในอนาคต แนวทางที่อิงกับ “กฎแรงดึงดูด” นี้มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เสพคอนเทนต์เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองและสุขภาพใจบนโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok จะเห็นได้จากบัญชีผู้ใช้ภาษาไทยที่สอนเรื่อง “ทัศนคติสู่ความมั่งคั่ง” และ “การดึงดูดความร่ำรวย” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและมีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยนำกระแสการพัฒนาตนเองจากต่างประเทศมาผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาแบบไทยๆ ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้วิจารณญาณและความสมดุล การปรับเปลี่ยนวิธีคิดอาจเป็นตัวเสริมที่ดี แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนที่การวางแผนทางการเงินที่รอบคอบ การเข้าถึงความรู้ทางการเงิน หรือการปฏิรูปนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากจะปรับมุมมองเรื่องการเงินของตัวเองให้ดีขึ้น ลองนำขั้นตอนเหล่านี้ไปปรับใช้ดู:

  • ฝึกพูดกับตัวเองในแง่บวกและให้กำลังใจตัวเองเรื่องเงิน ควบคู่ไปกับการลงมือทำจริงจัง ทั้งการทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการออมเงิน
  • มองหาแหล่งความรู้ทางการเงินที่เชื่อถือได้ เช่น จากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่
  • ลองนำทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและเทคนิคทางจิตวิทยาที่มีงานวิจัยรองรับมาปรับใช้ เช่น การเจริญสติ หรือการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT)
  • ระวังกลโกง “รวยทางลัด” และข้อมูลการเงินผิดๆ ที่เกลื่อนกลาดอยู่บนโลกออนไลน์
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนการเงินที่ไว้ใจได้ เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะกับตัวเองโดยเฉพาะ

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าแค่คำพูดอย่างเดียวอาจจะไม่สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ทางการเงินของใครได้ แต่การปลูกฝังทัศนคติที่มองเห็นความอุดมสมบูรณ์ ควบคู่ไปกับการลงมือทำอย่างชาญฉลาด และการมีกำลังใจที่ดีจากคนรอบข้าง ก็อาจช่วยให้คนไทยจำนวนไม่น้อยสามารถก้าวข้ามความท้าทายทางการเงินในปัจจุบันไปได้ด้วยความเข้มแข็งและมีความหวัง