อารมณ์ความรู้สึกอาจมีพลังเหนือกว่าคุณธรรม – ผลการศึกษาทางจิตวิทยาชิ้นใหม่ๆ กำลังเขย่าความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า ความซื่อสัตย์ ความอบอุ่น และความเห็นอกเห็นใจ คือคุณสมบัติที่ทุกคนยกย่องในตัวผู้นำและคนทั่วไป งานวิจัยเหล่านี้ชี้ว่า พลังดึงดูดทางอารมณ์ก็มีอิทธิพลโน้มน้าวใจได้ไม่น้อยหน้ากัน หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ ผลการค้นพบนี้มอบบทเรียนที่ชวนให้ขบคิดแก่สังคมไทยและระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก เมื่อหลักฐานใหม่ๆ เริ่มเผยให้เห็นว่า เหตุใดคุณธรรมเหล่านี้จึงถูกมองข้ามไปในบางครั้ง เมื่อเทียบกับลีลาท่าที พลัง และความสามารถในการเข้าถึงอารมณ์

เป็นที่ทราบกันดีว่า ความน่าเชื่อถือและความเห็นอกเห็นใจถือเป็นคุณสมบัติส่วนบุคคลที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองและชีวิตสาธารณะ งานวิชาการหลายชิ้นก่อนหน้านี้ รวมถึงข้อมูลจาก Psychology Today ชี้ว่าคุณสมบัติอย่างความซื่อสัตย์และความเอาใจใส่เคยเป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจเลือกและสนับสนุนผู้นำ ซึ่งมีผลกระทบต่อทุกมิติ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในที่ทำงานไปจนถึงการตัดสินใจหย่อนบัตรเลือกตั้ง (psychologytoday.com) ทว่า หลักฐานใหม่และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันบ่งชี้ว่า อิทธิพลทางอารมณ์ หรือ ‘ความรู้สึก’ กำลังเข้ามามีบทบาทต่อการรับรู้ของผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งถึงกับบดบังความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความมั่นคงทางศีลธรรม

เรื่องทำนองนี้อาจฟังดูคุ้นหูคนไทยไม่น้อย ที่อาจเคยพบเห็นบุคคลมากเสน่ห์ ไม่ว่าจะในแวดวงการเมือง สื่อ หรือในชุมชน ที่ยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างเหนียวแน่น แม้จะมีข้อกังขาเรื่องความซื่อสัตย์หรือขาดความเห็นอกเห็นใจก็ตาม คนเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นผู้มีชีวิตชีวา สนุกสนาน หรือ “มีสีสัน” นักวิจัยทางจิตวิทยาอย่าง Lausten & Bor (2017) และ Nai et al. (2021) ชี้ว่า บางครั้งผู้คนเลือกที่จะมองข้ามความถูกต้องของข้อมูล แล้วใช้ความรู้สึกถูกใจหรือความผูกพันทางอารมณ์มาเป็นเกณฑ์ตัดสินแทนการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน สังคมไทยเองก็มีภาพสะท้อนของแนวโน้มนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในวงสนทนาภายในครอบครัว การประชุมในชุมชน หรือบนเวทีปราศรัยทางการเมือง นักเล่าเรื่องที่เปี่ยมเสน่ห์หรือนักพูดที่ปลุกเร้าอารมณ์มักจะสามารถดึงดูดผู้ติดตามที่ภักดีได้เสมอ แม้สิ่งที่พวกเขากล่าวอ้างจะดูน่าเคลือบแคลงก็ตาม

นักจิตวิทยาอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า เป็นผลมาจากแนวโน้ม “การเมืองที่เน้นตัวบุคคล” (personalization) ซึ่งกำลังแพร่หลายทั้งในแวดวงการเมืองและชีวิตสาธารณะ แนวโน้มนี้เริ่มพบเห็นในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยตะวันตก ก่อนจะขยายวงกว้างไปทั่วโลกในปัจจุบัน (Coffé & von Schoultz, 2021) สไตล์เฉพาะตัว การแสดงออกทางอารมณ์ และลีลาการนำเสนอ กลับมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการกำหนดมุมมองที่ผู้คนมีต่อผู้นำ นักจิตวิทยาสังคมท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “สิ่งที่บางคนอาจขาดหายไปในแง่เนื้อหาสาระหรือความน่าเชื่อถือ พวกเขาสามารถทดแทนได้ด้วยการแสดงออกทางอารมณ์ที่โดดเด่น ซึ่งเป็นพลังหรือเสน่ห์บางอย่างที่ยากจะปฏิเสธ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น”

ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มให้ทัศนะว่า ปรากฏการณ์นี้อาจเกิดจากการที่ผู้คนใช้ “ทางลัดทางอารมณ์” เพื่อรับมือกับโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น แทนที่จะต้องเสียเวลาตรวจสอบนโยบายของผู้สมัครอย่างละเอียด ผู้ลงคะแนนและประชาชนจำนวนไม่น้อยจึงหันไปใช้คุณลักษณะที่พวกเขารับรู้ได้จากตัวผู้นำเป็น “เครื่องชี้นำ” โดยอาศัยการประเมินจากความรู้สึกอย่างรวดเร็วแทนการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน Hardy (2014) อธิบาย “การใช้คุณลักษณะเด่นเป็นทางลัด” (attribute heuristic) นี้ว่าเป็นกลไกที่ผู้คนใช้เพื่อลดความซับซ้อนในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเวลาและทรัพยากรจำกัด (Taylor & Francis)

ในบริบทของสังคมไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและความผูกพันทางอารมณ์ในเชิงวัฒนธรรม ประเด็นนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ผู้ที่มีบทบาทนำในแวดวงการศึกษาและชุมชนต่างสังเกตเห็นว่า นักเรียนและชาวบ้านมักจะตอบสนองได้ดีกับครูหรือเจ้าหน้าที่ที่ดูกระตือรือร้นหรือเข้าถึงง่าย แม้ว่าบุคคลเหล่านั้นบางครั้งอาจจะพูดจาตรงไปตรงมาเกินไปหรือไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งในทุกเรื่องก็ตาม บทสัมภาษณ์นักวิชาการอาวุโสจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ให้ทัศนะว่า “ไม่ใช่เสมอไปที่คนซื่อสัตย์หรือใจดีที่สุดจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ แต่บางครั้งกลับเป็นคนที่สามารถทำให้ทุกคน ‘อิน’ หรือมีอารมณ์ร่วมได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้น ความภาคภูมิใจ หรือแม้กระทั่งประเด็นที่ชวนให้ถกเถียง”

หากมองในมุมวัฒนธรรม ผลการวิจัยนี้ดูจะสอดรับกับค่านิยมดั้งเดิมของไทย อย่าง “ใจเย็น” และ “สนุก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าถึงอารมณ์และคุณค่าทางความบันเทิงเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญ บางครั้งอาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณธรรมเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความท้าทาย เมื่อต้องพิจารณาถึงความรับผิดชอบของผู้นำ หรือการตัดสินใจที่อิงอยู่บนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนสามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญสำหรับสังคมไทยและทุกระบอบประชาธิปไตยคือ เมื่ออารมณ์ความรู้สึกเข้ามามีอิทธิพลเหนือกว่าความซื่อสัตย์และความเห็นอกเห็นใจ ก็อาจเป็นการเปิดทางให้นักปลุกปั่นที่ช่ำชองหรือผู้ที่เน้นสร้างความบันเทิงสามารถฉกฉวยความไว้วางใจจากสาธารณชนได้ โดยอาจมองข้ามคุณค่าที่สำคัญและการวางนโยบายบนพื้นฐานของหลักฐาน นักรัฐศาสตร์และนักการศึกษาด้านพลเมืองต่างออกมาเตือนว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถบั่นทอนความไว้วางใจของประชาชนและสร้างความแตกแยกในชุมชน ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้สมัครบางรายที่มีประเด็นน่ากังขาเรื่องความซื่อสัตย์ กลับเลือกที่จะดึงดูด “ฐานเสียง” ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ มากกว่าที่จะใช้เหตุผลและข้อเท็จจริงในการสื่อสาร

เมื่อมองไปข้างหน้า แนวโน้มการตัดสินโดยใช้อารมณ์ความรู้สึกดูเหมือนจะยังคงอยู่ต่อไป แพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดีย ยิ่งเป็นตัวเร่งที่ขยายอิทธิพลของสไตล์ส่วนตัวและการให้ความสำคัญกับอารมณ์ให้เด่นชัดมากขึ้น ทำให้บุคลิกที่สนุกสนานและน่าดึงดูดใจสามารถบดบังรัศมีของผู้นำที่มีเนื้อหาสาระได้โดยง่าย สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้ปกครอง นักการศึกษา และผู้ที่มีบทบาทในภาคประชาสังคมของไทย ความท้าทายจึงอยู่ที่การรู้เท่าทันและสร้างสมดุลระหว่างสองมิตินี้ นั่นคือ การชื่นชมพลังของเสน่ห์ส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็ยังคงยืนหยัดในความสำคัญของความซื่อสัตย์และความเห็นอกเห็นใจ ในฐานะคุณสมบัติพื้นฐานที่ไม่อาจขาดได้สำหรับภาวะผู้นำและความไว้วางใจในชุมชน

ข้อคิดที่คนไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้นั้นชัดเจน กล่าวคือ แม้จะเป็นเรื่องปกติและน่ารื่นรมย์ที่เราจะชื่นชอบนักสื่อสารที่มีเสน่ห์หรือบุคคลที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แต่สิ่งสำคัญคืออย่าปล่อยให้ลีลามาบดบังเนื้อหา การหมั่นตั้งคำถามต่อคำกล่าวอ้างต่างๆ การตรวจสอบหาหลักฐาน และการให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์และความเห็นอกเห็นใจควบคู่ไปกับการรับรู้อารมณ์ความรู้สึก จะเป็นเกราะป้องกันทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและความมั่นคงของสังคมไทยโดยรวม สถาบันการศึกษาและสื่อมวลชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมทั้งทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และความฉลาดทางอารมณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จะร่วมกันเสริมสร้างรากฐานของชุมชนที่เข้มแข็งและมีสุขภาวะที่ดี

สำหรับผู้ที่สนใจอ่านเพิ่มเติมและต้องการเข้าถึงแหล่งข้อมูล สามารถศึกษาบทวิเคราะห์ฉบับเต็มจาก Psychology Today ซึ่งให้ภาพรวมที่เข้าใจง่ายได้ที่ psychologytoday.com รวมถึงงานวิจัยที่อ้างอิงถึงของ Lausten & Bor (2017), Nai et al. (2021), Coffé & von Schoultz (2021) และ Hardy (2014)