ผลการศึกษาชิ้นใหม่ชี้ว่า การเจริญสติที่หลายคนเชื่อว่าดีต่อทั้งตัวเองและสังคม อาจไม่ได้ช่วยให้ทุกคนใจกว้างหรือเผื่อแผ่มากขึ้นอย่างที่คิด แต่จะเห็นผลชัดเจนในกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวมเป็นหลัก ผลวิจัยที่ตีพิมพ์และรายงานโดย PsyPost นี้ นับว่าท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการเจริญสติจะทำให้คนเราเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
การฝึกเจริญสติ กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการส่งเสริมกันอย่างกว้างขวางทั้งในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้แต่วัดวาอารามในบ้านเรา หลายคนเชื่อว่าการฝึกสติช่วยให้ใจสงบ สุขภาพดี และเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น สำหรับในไทย การฝึกสติมีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับหลักพุทธศาสนา ที่มองว่าการเจริญสติภาวนาไม่ใช่แค่หนทางสู่ความสงบภายในของแต่ละคน แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีในสังคม ทว่า งานวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่า ประโยชน์ด้านสังคมของการเจริญสติ อย่างเช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อาจจะขึ้นอยู่กับพื้นฐานนิสัยหรือการให้ความสำคัญกับสังคมของแต่ละคน มากกว่าที่เคยเข้าใจกัน
ในการศึกษานี้ นักวิจัยได้ให้ผู้เข้าร่วมฝึกสมาธิเจริญสติ จากนั้นจึงประเมินความเต็มใจที่จะแบ่งปันทรัพยากรให้ผู้อื่นผ่านเกมทางเศรษฐศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อวัดความเอื้อเฟื้อ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนที่เดิมทีให้ความสำคัญกับเป้าหมายของส่วนรวมและการอยู่ร่วมกัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่มักพบเห็นและได้รับการปลูกฝังในชุมชนไทยแต่โบราณ รวมถึงวิถีชีวิตในวัดทางพุทธศาสนา กลับแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังการฝึกสติ ในขณะที่กลุ่มที่เน้นความเป็นปัจเจกชนแทบจะไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านนี้เลย หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
ผู้เชี่ยวชาญที่อ้างอิงในรายงานต้นฉบับให้ความเห็นว่า ผลลัพธ์นี้ “ตอกย้ำบทบาทสำคัญของความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ของการฝึกสติ” นั่นหมายความว่า แค่ส่งเสริมให้คนเจริญสติอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนหันมาแบ่งปันหรือร่วมมือกันมากขึ้น แต่สำหรับคนที่เห็นแก่ส่วนรวมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การฝึกสติสามารถช่วยเสริมแนวโน้มที่จะช่วยเหลือผู้อื่นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะการฝึกสติไปช่วยเพิ่มความรู้สึกผูกพันกับคนรอบข้าง
ผลวิจัยนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าให้ความสำคัญกับค่านิยมแบบกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว โรงเรียน วัด หรือองค์กรชุมชนต่างๆ การฝึก “สติ” ในบ้านเรามักจะหยั่งรากลึกอยู่ในบริบทวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับความสามัคคีในสังคม “น้ำใจ” และ “บุญคุณ” ที่มีต่อผู้มีพระคุณและบรรพบุรุษ จึงเป็นไปได้ว่าในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เอง ที่การฝึกสติจะส่งผลให้เกิดการแสดงออกถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับแนวคิดเรื่อง “ทาน” (danā) ที่ฝังลึกในสังคมไทยและได้รับการส่งเสริมผ่านคำสอนทางพุทธศาสนา
ถึงกระนั้น งานวิจัยชิ้นนี้ก็จุดประกายคำถามที่น่าขบคิดสำหรับสังคมไทยในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อกระแสความเป็นเมืองและโลกาภิวัตน์ได้นำพาแนวคิดแบบปัจเจกนิยมเข้ามามีอิทธิพลต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนทำงานมากขึ้น โปรแกรมลดความเครียดด้วยการเจริญสติที่ผุดขึ้นมากมายในออฟฟิศบริษัท หรือโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่สุขภาวะส่วนบุคคล มากกว่าประโยชน์เพื่อส่วนรวม งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า หากโปรแกรมเหล่านี้ไม่ได้สอดแทรกการปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องการเห็นแก่ส่วนรวมหรือความรับผิดชอบต่อผู้อื่นเข้าไปด้วย ผลลัพธ์ในแง่ของการส่งเสริมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในสังคมก็อาจจะมีไม่มากนัก
เมื่อมองย้อนไปในมิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จะเห็นว่าในสังคมไทย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในระดับชุมชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในกลุ่มผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การร่วมกันทำบุญในพิธีกรรมต่างๆ ไปจนถึงการช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ ประเพณีเหล่านี้อาจเป็นเหมือนแหล่งบ่มเพาะชั้นดีสำหรับแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับส่วนรวม ซึ่งจะเอื้อให้การเจริญสติสามารถส่งเสริมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้อย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน เมื่อคนไทยจำนวนไม่น้อยปรับเปลี่ยนไปใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ที่เน้นความเป็นปัจเจกมากขึ้น ผู้ที่มีบทบาทด้านการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายอาจต้องกลับมาทบทวนวิธีการสอนและส่งเสริมการเจริญสติ หากต้องการจะรักษาคุณประโยชน์ทางสังคมเหล่านี้ไว้
ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะว่า โครงการส่งเสริมการเจริญสติในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน วัด หรือที่ทำงาน สามารถพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ ด้วยการเพิ่มเนื้อหาที่เน้นเรื่องอัตลักษณ์กลุ่ม ความเห็นอกเห็นใจ และความรับผิดชอบร่วมกันอย่างชัดเจน สำหรับผู้ที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและบุคลากรด้านสาธารณสุขของไทย งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงคุณค่าว่า การนำเทคนิคการเจริญสติจากสังคมที่เน้นปัจเจกนิยมมาปรับใช้ในสังคมที่เน้นกลุ่มนิยม หรือในทางตรงกันข้าม อาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนเดิมเสมอไป แต่การปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้สอดรับและเสริมสร้างค่านิยมกลุ่มที่มีอยู่เดิม จะช่วยให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้มากที่สุด
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อยากเห็นสังคมบ้านเราเอื้ออาทรกันมากขึ้น ข้อความสำคัญจากงานวิจัยนี้ชัดเจนว่า แม้การเจริญสติจะเป็นเครื่องมือที่ดี แต่จะช่วยส่งเสริมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมด้วย สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และผู้นำทางจิตวิญญาณ จึงควรเดินหน้าปลูกฝังค่านิยมเหล่านี้ควบคู่ไปกับการฝึกสติ ในส่วนของแต่ละบุคคล การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่แสดงออกถึงความเมตตาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมในวัดหรืองานอาสาสมัครต่างๆ ก็อาจช่วยเสริมทั้งสุขภาวะของตนเองและความสามัคคีในสังคม ซึ่งจะทำให้หัวใจสำคัญของการเจริญสติเกิดประโยชน์ต่อทุกคนอย่างแท้จริง
ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็ม รวมถึงความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ได้จาก PsyPost