งานวิจัยชิ้นโบแดงที่เพิ่งลงในวารสาร Science ส่องให้เห็นกลไกซับซ้อนทางอารมณ์ของสมอง โดยชี้ให้เห็นว่าทำไมอารมณ์บางอย่างจางไว แต่อีกหลายอารมณ์กลับฝังแน่น คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่มีผลต่อการวินิจฉัยและรักษาปัญหาสุขภาพจิตทั้งในไทยและทั่วโลก งานวิจัยนี้ นำทีมโดยนักวิจัยจาก Stanford Medicine ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่ามีกลไกพิเศษของระบบประสาทที่คอย ‘อุ้ม’ สภาวะอารมณ์ไว้ในสมอง การค้นพบนี้อาจช่วยไขข้อข้องใจปัญหาต่างๆ ตั้งแต่โรคอารมณ์สองขั้วไปจนถึงความซับซ้อนในกลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัม
อารมณ์เปรียบเหมือนแรงขับเคลื่อนชีวิตคนไทยเรา มีอิทธิพลเงียบๆ ต่อทุกอย่าง ตั้งแต่การปฏิสัมพันธ์บนท้องถนนในกรุงเทพฯ ไปจนถึงการตัดสินใจเรื่องส่วนตัวในบ้าน แต่เมื่ออารมณ์ค้างนานเกินไปหรือปะทุขึ้นมาผิดจังหวะ ก็อาจนำไปสู่ความทุกข์และการใช้ชีวิตที่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั้งจิตแพทย์และคนทั่วไปในสังคมไทยรู้ดี งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญ โดยศึกษาการตอบสนองของสมองต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสในแง่ลบ ทั้งในคนและหนูทดลอง ผลการศึกษาเผยให้เห็นรูปแบบการทำงานของสมองที่ส่งต่อกันมานับล้านปีผ่านวิวัฒนาการ และช่วยให้เราเข้าใจว่าอารมณ์ต่างๆ มัน ‘ติดหนึบ’ ในสมองได้อย่างไร
เพื่อแกะรอยว่าอารมณ์ก่อตัวและคงอยู่ได้อย่างไร ทีมวิจัยใช้สิ่งกระตุ้นที่ไม่รุนแรงแต่สร้างความรำคาญ นั่นคือการเป่าลมเบาๆ เข้าตาผู้เข้าร่วมวิจัย ซึ่งคล้ายกับการตรวจวัดความดันลูกตาตามปกติ ผู้เข้าร่วมกลุ่มนี้เป็นผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสแตนฟอร์ดซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามอาการโรคลมชัก พวกเขาบอกว่ารู้สึก “น่ารำคาญ” หรือ “ไม่สบายตัว” ขณะที่สมองตอบสนอง นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นการตอบสนองของระบบประสาทสองช่วงที่ต่างกันชัดเจนผ่านขั้วไฟฟ้าที่ฝังไว้เพื่อติดตามอาการทางคลินิกอยู่แล้ว คือ การกะพริบตาทันทีตามสัญชาตญาณ ตามด้วยช่วงการทำงานของสมองที่ช้ากว่าและนานกว่า ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาวะอารมณ์นั้นๆ ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่สแตนฟอร์ดซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า “สภาวะอารมณ์เป็นหัวใจสำคัญของจิตเวชศาสตร์ งานของเราชี้ให้เห็นว่าสมอง ‘กักเก็บ’ สภาวะเหล่านี้ไว้นานพอที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมได้” (Earth.com)
ที่น่าทึ่งคือ เมื่อนักวิจัยทดลองแบบเดียวกันในหนู ซึ่งมีเซลล์ประสาทราว 100 ล้านเซลล์ เทียบกับสมองคนที่มีถึง 9 หมื่นล้านเซลล์ พวกเขาก็เห็นการตอบสนองทางพฤติกรรมและระบบประสาทที่คล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ สิ่งนี้ทำให้ทีมวิจัยชี้ชัดถึงหลักการที่สืบทอดผ่านวิวัฒนาการซึ่งน่าจะมีร่วมกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด รวมถึงมนุษย์ในหลากหลายวัฒนธรรมอย่างคนไทยด้วย หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยหลักเปรียบเทียบปรากฏการณ์นี้กับการเหยียบแป้นค้างเสียง (sustain pedal) ของเปียโน คืออารมณ์จะ ‘ค้างเติ่ง’ เหมือนโน้ตเพลง เพื่อให้สมองมีเวลาพอที่จะประมวลผลข้อมูลจากประสาทสัมผัสและตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม
ทีมวิจัยชี้ว่า ความสามารถในการ “กักเก็บ” อารมณ์ไว้ชั่วคราวนี้อาจสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสมองที่ซับซ้อนอย่างสมองของพวกเรา เมื่อมีเรื่องราวและสัญญาณต่างๆ ประดังเข้ามาในสมองไม่หยุดหย่อน สภาวะอารมณ์จึงทำหน้าที่เหมือน “กาวใจ” ที่ยึดข้อมูลต่างๆ ไว้ด้วยกันนานพอให้ประมวลผลอย่างถี่ถ้วน อย่างไรก็ดี เหมือนกับที่ความ “หนืด” น้อยไปอาจทำให้ตัดสินใจพลาด การที่อารมณ์ค้างนานเกินไปก็ส่งผลให้เกิดภาวะผิดปกติได้ เช่น โรคซึมเศร้า, โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ซึ่งเป็นโรคที่โรงพยาบาลในไทยให้การยอมรับและรักษากันมากขึ้น (ScienceDirect)
งานวิจัยยังทดสอบด้วยว่าสภาวะทางสมองเหล่านี้จะทำให้สั้นลงได้หรือไม่ โดยการให้ยาเคตามีนขนาดต่ำ ซึ่งเป็นยาที่ใช้ทั้งดมยาสลบและล่าสุดใช้รักษาโรคซึมเศร้า นักวิทยาศาสตร์สังเกตว่าปฏิกิริยาตอบสนองแรกของผู้เข้าร่วมต่อลมเป่ายังคงอยู่ แต่ช่วงอารมณ์ที่เนิบช้าและยาวนานนั้นกลับมลายหายไปอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยคนหนึ่งถึงกับบอกว่ารู้สึก “น่าสนุก” แทนที่จะทุกข์ทรมาน โดยภาพสแกนสมองยืนยันว่าสภาวะอารมณ์คลี่คลายเร็วขึ้นชัดเจน ผลลัพธ์แบบเดียวกันนี้ก็พบในหนูทดลอง นักวิจัยชี้ว่ายาเคตามีนไปเร่งสิ่งที่เรียกว่า “มาตรเวลาภายในของสมอง” (intrinsic time scale) หรือช่วงเวลาที่รูปแบบการทำงานของสมองยังคงอยู่ ทำให้การตอบสนองทางอารมณ์จางลงเร็วขึ้น “ยาที่มีฤทธิ์ทำให้รู้สึกเหมือนหลุดออกจากความเป็นจริง (dissociative medication) อาจทำให้ช่วงการทำงานของสมองที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางอารมณ์นั้นสั้นมาก จนข้อมูลไม่สามารถประมวลผลเชื่อมโยงกันทั่วสมองได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างสภาวะอารมณ์ด้วย” หัวหน้าทีมวิจัยอธิบาย (Earth.com)
การให้ความสำคัญกับพลวัตเชิงเวลา หรือช่วงเวลาที่สมองยึดโยงสัญญาณเกี่ยวกับอารมณ์ไว้นั้น เปิดมุมมองใหม่ในการทำความเข้าใจภาวะที่อารมณ์ค้างนานเกินไป เช่น โรคซึมเศร้ารุนแรง หรืออยู่ไม่นานพอ เช่น ในโรคจิตเภทบางชนิด นักวิจัยกล่าวว่าการค้นพบนี้อาจนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุดยิ่งขึ้น สามารถ “ปรับจูน” มาตรเวลาการคงอยู่ของอารมณ์ได้ ไม่ว่าจะด้วยยา การกระตุ้นสมอง หรือจิตบำบัด
สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และนักการศึกษาไทย ผลลัพธ์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ภาวะทางอารมณ์และความวิตกกังวลพบได้บ่อยในไทย แต่การตีตราทางสังคมเรื่องอาการป่วยทางจิตยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ที่มากขึ้นเกี่ยวกับรากฐานทางชีววิทยาของอารมณ์ อาจช่วยลดการตีตรานี้และหนุนการพัฒนาวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม โรงพยาบาลใหญ่ๆ ในเมืองหลวงและหัวเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เริ่มใช้ยาเคตามีนกับผู้ป่วยซึมเศร้าที่ดื้อยาแล้ว ข้อมูลเชิงลึกจากงานวิจัยนี้อาจช่วยปรับปรุงแนวทางดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น (Bangkok Post)
นอกจากนี้ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นนัยที่อาจเชื่อมโยงกับภาวะออทิซึม ตามที่หัวหน้านักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่มีภาวะออทิซึมบางครั้งมีปัญหาในการประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทีมวิจัยตั้งสมมติฐานว่าหากช่วงการประมวลผลอารมณ์ของสมองค้างอยู่นานเกินไป อาจไปกวนความเร็วในการประมวลผลทางความคิด ซึ่งอาจอธิบายความท้าทายบางอย่างที่ผู้มีภาวะออทิซึมต้องเจอ ประเด็นนี้เริ่มเป็นที่รับรู้มากขึ้นในเครือข่ายนักการศึกษาด้านความต้องการพิเศษที่กำลังเติบโตในไทย (Autism Research)
ในอดีต สังคมไทยให้ความสำคัญกับสมดุลทางอารมณ์และการควบคุมตนเอง โดยอิงหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนา เช่น สติ และอุเบกขา แนวทางดูแลสุขภาพจิตของไทยในปัจจุบันมักผสมผสานคุณค่าเหล่านี้เข้าด้วยกัน โดยส่งเสริมการทำสมาธิและการรู้เท่าทันตนเองเพื่อรับมือกับอารมณ์ลบที่ค้างคา การค้นพบใหม่นี้สอดรับกับแนวทางดั้งเดิมเหล่านี้ ชี้ให้เห็นว่าการฝึกจิตให้ปล่อยวางตามหลักพุทธอาจมีรากฐานทางประสาทชีววิทยาจริงๆ
ขณะที่แวดวงสุขภาพจิตของไทยกำลังพัฒนา ด้วยแรงหนุนจากการปรับเปลี่ยนนโยบาย การขยายตัวของเมือง และการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับสถาบันต่างๆ ทั่วโลก ความเข้าใจเรื่องพื้นฐานทางระบบประสาทของสภาวะอารมณ์จึงสำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกชี้ว่า ภาวะทางอารมณ์เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของภาวะบกพร่องในการใช้ชีวิตของคนไทยวัย 15–44 ปี (WHO Thailand) งานวิจัยเช่นชิ้นนี้ของสแตนฟอร์ด อาจช่วยให้จิตแพทย์ไทยปรับวิธีการรักษาให้เข้ากับแต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น โดยอาจผสมผสานการใช้ยา การบำบัดโดยใช้สติเป็นฐาน และการสนับสนุนทางสังคม เพื่อปรับ “จังหวะเวลา” ของอารมณ์ให้เกิดสุขภาวะที่ดีที่สุด
ในอนาคต นักวิจัยวางแผนจะศึกษาต่อว่าการค้นพบนี้ใช้ได้กับอารมณ์เชิงบวกด้วยหรือไม่ และปัจจัยต่างๆ เช่น ความเครียด บาดแผลทางใจ หรือพันธุกรรม มีผลต่อการคงอยู่ของอารมณ์ในสมองอย่างไร มีความหวังมากขึ้นว่าอาจมีวิธีรักษารูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้น รวมถึงยาแก้ซึมเศร้ารุ่นใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่ “ระยะเวลา” ไม่ใช่แค่ “ความรุนแรง” ของสภาวะอารมณ์
สำหรับคนไทยที่มองหาข้อคิดไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน งานวิจัยนี้ตอกย้ำคุณค่าของการรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองและการจัดการอารมณ์ การฝึกสติเจริญสมาธิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในไทย อาจช่วย “ปลดปล่อย” อารมณ์ที่ตกค้างตามธรรมชาติและฟื้นฟูสมดุลทางใจได้ สำหรับใครที่กำลังเผชิญกับอารมณ์ลบที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะถ้ากระทบการทำงานหรือชีวิตครอบครัว ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพราะการบำบัดแนวใหม่ๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากการค้นพบเหล่านี้มีแนวโน้มจะเข้าถึงได้มากขึ้นในสถานพยาบาลของไทย
คนไทยยังสามารถร่วมสร้างชุมชนที่มีสุขภาพจิตดีขึ้นได้ ด้วยการเปิดใจคุยเรื่องสุขภาพอารมณ์ ให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานหรือคนในครอบครัวที่กำลังเผชิญปัญหา และสนับสนุนให้มีความรู้ด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนและที่ทำงานอย่างกว้างขวางขึ้น ขณะที่วิทยาการด้านสมองยังคงไขความลับการทำงานของจิตใจมนุษย์ การนำทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ จะช่วยยกระดับสุขภาวะทางอารมณ์ของคนในชาติได้อย่างแท้จริง
เอกสารอ้างอิง: