งานวิจัยชิ้นใหม่ล่าสุดอาจทำให้หลายคนต้องคิดใหม่ เมื่อพบว่าพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความบาดหมางกันต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญที่เชื่อมโยงคนที่มีนิสัยเจ้าอารมณ์ (neuroticism) เข้ากับความสุขในชีวิตคู่ที่ลดน้อยลง พฤติกรรมชวนทะเลาะเหล่านี้ส่งผลเสียมากกว่าการไม่ได้แสดงออกถึงความรักใคร่เสียอีก ผลวิจัยนี้ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่าบุคลิกส่วนตัวส่งผลต่อความผูกพันทางใจอย่างไร และยังชี้ช่องทางใหม่ๆ ที่ตรงประเด็นยิ่งกว่าเดิมให้คู่รักทั้งในไทยและทั่วโลกได้ใช้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมีความสุข

คนที่มีนิสัยเจ้าอารมณ์ หรือที่เรียกว่า neuroticism ซึ่งมักจะมีอารมณ์ไม่มั่นคง ขี้กังวล และอารมณ์แปรปรวนง่ายนั้น เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยทั้งในคนไทยและคนทั่วโลก ปกติแล้ว ผู้เชี่ยวชาญมักจะแนะนำให้คู่รักเน้นการทำสิ่งดีๆ ให้กัน เช่น การแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ การบอกรักหรือแสดงความรักอย่างสม่ำเสมอ และการพูดคุยให้กำลังใจกัน แต่จากการศึกษาครั้งนี้ที่ติดตามพฤติกรรมในแต่ละวันของผู้เข้าร่วม 246 คนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ กลับพบว่าการแสดงออกในแง่ลบที่เห็นได้ชัดและนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งต่างหาก ที่เป็นตัวบ่อนทำลายความสุขของชีวิตคู่มากที่สุด ตัวอย่างเช่น การชอบติเตียน หรือการทำให้คนรักเสียใจ ส่วนการทำดีต่อกัน เช่น การกล่าวคำชม ก็มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากพอที่จะอธิบายได้ว่าทำไมคนเจ้าอารมณ์ถึงมักไม่มีความสุขในความสัมพันธ์ และก็ไม่สามารถหักล้างผลเสียจากพฤติกรรมแย่ๆ ได้เลย (Neuroscience News)

สำหรับคนไทยที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความรักใคร่กลมเกลียวในครอบครัว การรู้จักควบคุมอารมณ์ และการรักษาหน้า การทำความเข้าใจกลไกของความผูกพันทางใจจึงเป็นเรื่องที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้มาก โดยเฉพาะในยุคที่อัตราการหย่าร้างและความเครียดในสังคมไทยสูงขึ้น งานวิจัยนี้ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้งว่าคู่รักควรจะใส่ใจกับเรื่องไหนเป็นพิเศษ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและแนวทางการเยียวยาปัญหาครอบครัวในบ้านเรา

ทีมวิจัยใช้วิธีให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาจดบันทึกเรื่องราวในแต่ละวัน โดยขอให้บอกเล่าถึงพฤติกรรมทั้งดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อจัดกลุ่มพฤติกรรมต่างๆ พฤติกรรมอย่างการชมเชย การแสดงความรัก และการให้กำลังใจทางอารมณ์ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เชิงบวก” ส่วนการชวนทะเลาะ การตำหนิติเตียน หรือการทำร้ายจิตใจกัน จัดอยู่ในกลุ่ม “เชิงลบ” การวิเคราะห์ลึกลงไปอีกยังพบกลุ่มย่อยที่น่าสนใจคือ “กลยุทธ์รับมือความขัดแย้งแบบทำลายล้าง” (conflict tactics) ซึ่งรวมถึงการทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ การกล่าวโทษกันเกินจริง และการตีตัวออกห่าง ที่สำคัญคือ กลยุทธ์เหล่านี้ซึ่งเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับคนที่มีนิสัยเจ้าอารมณ์ เป็นตัวการสำคัญที่สุดที่อธิบายว่าทำไมความสุขในชีวิตคู่จึงลดลง

“หัวใจสำคัญคือการลดพฤติกรรมที่นำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะพฤติกรรมที่มาจากนิสัยเจ้าอารมณ์ เรื่องนี้ส่งผลกระทบแรงกว่าการแค่พยายามทำดีหรือแสดงความรักต่อกันให้มากขึ้นเสียอีก” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวเสริม ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับหลักฐานทางจิตวิทยาที่ชี้ว่าพฤติกรรมแย่ๆ ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์รุนแรงกว่า และมีน้ำหนักมากกว่าการทำดีให้กันนานๆ ครั้ง ดังที่ระบุในงานวิจัยว่า “กลุ่มพฤติกรรมที่ไม่ดีโดยรวมสามารถอธิบายความเชื่อมโยงนี้ได้ แต่กลุ่มพฤติกรรมที่ดีโดยรวมกลับทำไม่ได้” (Sexual and Relationship Therapy)

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญก็ช่วยตอกย้ำแนวคิดนี้ ผู้ให้คำปรึกษาด้านชีวิตสมรสจากมหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้ ให้ข้อสังเกตว่า “คู่รักจำนวนไม่น้อยมักจะไปให้ความสำคัญกับการ ‘ง้อคืนดี’ หลังทะเลาะกันด้วยการทำอะไรใหญ่โต แต่กลับมองข้ามเรื่องกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันที่ค่อยๆ สะสมและกัดกินความรู้สึกไปทีละน้อย” หลักฐานใหม่นี้ยิ่งสนับสนุนแนวโน้มที่กำลังมาแรงในแวดวงการบำบัดของไทย ซึ่งเน้นไปที่การจัดการความขัดแย้ง การควบคุมอารมณ์ และการฝึกสติ

ถ้ามองในมุมวัฒนธรรม การที่คนไทยมักจะเลี่ยงการเผชิญหน้ากันตรงๆ บางครั้งก็อาจทำให้ความตึงเครียดที่ซ่อนอยู่ไม่ถูกเปิดเผย แม้ว่าการทะเลาะกันอย่างเปิดเผยอาจจะน้อยกว่าในโลกตะวันตก แต่ผลวิจัยชี้ว่าการเก็บงำความไม่พอใจไว้ในใจ หรือการใช้กลยุทธ์ความขัดแย้งแบบเงียบๆ ก็ยังคงบั่นทอนความสุขในชีวิตคู่ได้ หากไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ ค่านิยมเรื่อง “ความเกรงใจ” ซึ่งหมายถึงการคิดถึงใจเขาใจเราและไม่ทำให้ใครลำบากใจ บางครั้งก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเปิดใจคุยกัน ทำให้ปัญหาอารมณ์ด้านลบยังคงค้างคาอยู่เงียบๆ

ค่านิยมในอดีตและความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของคู่รักชาวไทยก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ในสมัยก่อน การแต่งงานมักจะเน้นเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบมากกว่าความสุขทางใจ ทำให้เรื่องราวที่ไม่ดีต่อกันอาจถูกปล่อยปละละเลย แต่ในปัจจุบัน คนไทยรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความผูกพันทางอารมณ์มากขึ้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงยิ่งตอกย้ำว่าการพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ให้เข้ากับยุคสมัยเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในยุคนี้

ในอนาคตข้างหน้า งานวิจัยนี้สนับสนุนแนวทางการให้คำปรึกษาและบำบัดคู่รักที่เจาะจงมากขึ้น โดยเน้นให้แต่ละคนตระหนักรู้และลดวงจรของการกล่าวโทษกัน การทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และกลยุทธ์ความขัดแย้งอื่นๆ ที่ส่งผลเสีย วิธีการบำบัดอย่างการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม (CBT) การฝึกสติ หรือการนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาเรื่องการรู้เท่าทันตนเองและความเมตตามาปรับใช้ อาจเป็นเครื่องมือที่ได้ผลดีในสังคมไทย ปัจจุบันทั้งกระทรวงสาธารณสุขและศูนย์ให้คำปรึกษาเอกชนหลายแห่งก็กำลังศึกษาแนวทางเหล่านี้อยู่ ประเทศไทยจึงมีโอกาสที่จะเป็นผู้นำในการผสมผสานงานวิจัยระดับโลกเข้ากับภูมิปัญญาของตนเอง

งานวิจัยนี้ยังให้ความหวัง นั่นคือ ถึงแม้นิสัยส่วนตัวอย่างความเป็นคนเจ้าอารมณ์จะเปลี่ยนได้ยาก แต่ความสุขในชีวิตคู่ไม่ได้ถูกล็อกตายเสมอไป การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการลดกลยุทธ์ความขัดแย้งที่อันตราย จะช่วยปกป้องและส่งเสริมสุขภาพใจของคู่รักชาวไทยได้ ในสภาวะที่ความเครียดสูงขึ้นจากเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน บทบาททางสังคมที่เปลี่ยนแปลง และผลกระทบจากโรคระบาด ผลวิจัยนี้จึงนับว่ามาได้ถูกจังหวะและนำไปปรับใช้ได้จริง ทั้งสำหรับคู่รักทั่วไปและผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับผู้อ่านชาวไทย คำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้จริงนั้นชัดเจน หากคุณสังเกตเห็นว่าตัวเองหรือคนรักมีแนวโน้มของความเป็นคนเจ้าอารมณ์ เช่น ชอบตำหนิติเตียนเป็นนิสัย ตีตัวออกห่าง หรือชอบพูดจาให้รู้สึกผิด ให้พยายามตัดวงจรเหล่านี้ ฝึกพูดคุยกันอย่างเปิดใจโดยไม่ตัดสิน และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากจำเป็น แม้ว่าการแสดงน้ำใจต่อกันเป็นสิ่งที่ดีเสมอ แต่ความผูกพันที่ยั่งยืนจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดด้วยการลดการทะเลาะเบาะแว้งที่ทำร้ายความรู้สึก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในความสัมพันธ์อย่างมีสติ และนำทั้งหลักจิตวิทยาสมัยใหม่กับค่านิยมที่ดีงามของไทยมาปรับใช้ คู่รักทั่วประเทศไทยก็จะสามารถสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งและมั่นคง เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตยุคใหม่ไปด้วยกันได้

แหล่งที่มา: Neuroscience News, Sexual and Relationship Therapy