พอปิดเทอมใหญ่มาถึง โรงเรียนก็พัก เด็กๆ ก็ว่าง งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ตรงกันว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอส่งผลดีต่อใจวัยรุ่นจริงๆ ผลสำรวจล่าสุดจาก Planet Fitness ในอเมริกา ที่ Parents.com เอามาบอกต่อ ก็พบว่าวัยรุ่นถึง 90% บอกว่าออกกำลังกายแล้วแฮปปี้ แต่ครึ่งหนึ่งก็ยอมรับว่าพอปิดเทอมใหญ่กลับขยับตัวน้อยลงเยอะ สำหรับครอบครัวไทยที่กำลังกังวลเรื่องสุขภาพใจของลูกหลานไม่ต่างจากที่อื่นทั่วโลก ผลสำรวจนี้ก็ยิ่งชวนให้คิดหนักว่าจะทำยังไงให้เด็กๆ อยากขยับแข้งขยับขาเพื่อสุขภาพที่ดีได้ตลอดทั้งปี
เรื่องนี้ยิ่งสำคัญมากในบ้านเรา ที่วิถีชีวิตและเทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมวัยรุ่นไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขและยูนิเซฟ ประเทศไทย ก็เคยชี้ว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้นั่งนิ่งๆ ติดจอมากขึ้น ส่วน ผลสำรวจสภาวะจิตใจล่าสุดของ ASICS (ASICS State of Mind Study) ก็บอกว่าวัยรุ่นอายุ 15-17 ปี ที่แอคทีฟมากๆ พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสุขภาพจิตดีกว่าเห็นๆ ทั้งที่ต้องเครียดเรื่องเรียน แถมยังมีสิ่งล่อตาล่อใจจากโลกดิจิทัลอีก พ่อแม่ผู้ปกครองกับครูบาอาจารย์ก็เลยต้องช่วยกันหาวิธีกระตุ้นให้เด็กๆ ขยับตัวกันบ้าง โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมที่กิจกรรมกีฬาในโรงเรียนก็หยุดไป
ผลสำรวจของ Planet Fitness ที่ไปถามพ่อแม่ 1,000 คน กับลูกๆ วัย 14-19 ปี ก็พบว่า 66% ของพ่อแม่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพใจและความเครียดของลูกหลานวัยทีน โดย 72% เชื่อว่าถ้าได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สุขภาพจิตจะดีขึ้น ที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าวัยรุ่น 90% จะเห็นว่าออกกำลังกายแล้วมีความสุข และกว่า 93% บอกว่าการขยับตัวบ่อยๆ ช่วยให้รับมือกับเรื่องยากๆ ได้ดีขึ้น แต่ 3 ใน 5 คนก็ยอมรับว่ายิ่งโตยิ่งเครียดและกังวลมากขึ้น แถมกว่าครึ่งก็บอกว่าพอปิดเทอมใหญ่แล้วความฟิตลดลง ที่ซับซ้อนไปกว่านั้นคือ วัยรุ่น 81% บอกว่าวันๆ หมดเวลาไปกับหน้าจอมือถือและโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ก็รู้ว่าถ้าลดเวลาหน้าจอลงจะดีต่อสุขภาพมากกว่า
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ก็ย้ำว่าทำไมเรื่องพวกนี้ถึงน่าเป็นห่วง “วัยรุ่นต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจแบบปุบปับ ไหนจะนอนไม่เป็นเวลา ของกินขยะก็เยอะ แถมยังเจออิทธิพลแย่ๆ จากโลกออนไลน์อีก” ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวท่านหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์ในบทความอธิบายไว้ “การออกกำลังกายเป็นตัวช่วยสำคัญที่รับมือกับความกดดันพวกนี้ได้ ช่วยคุมอารมณ์ ลดความกังวลและอาการซึมเศร้า” นอกจากนี้ จิตแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งยังเสริมอีกว่า การออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่ได้แค่ทำให้มีความสุข แต่ยังช่วยให้นอนหลับดีขึ้น สมองทำงานดีขึ้นด้วย ซึ่งก็ตรงกับผลการวิเคราะห์งานวิจัยหลายชิ้น (meta-analyses) ระดับโลกที่ตีพิมพ์ในวารสารน่าเชื่อถืออย่าง Journal of Affective Disorders
วัยรุ่นไทยก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน รายงานสุขภาพด้านกิจกรรมทางกายของเด็กและเยาวชนไทย ปี 2565 (Thailand National Report Card on Physical Activity 2022) ก็พบว่าเด็กอายุ 6-17 ปี จำนวน 6.6 ล้านคน ขยับตัวทำกิจกรรมกันน้อยลง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่ง นักวิจัยก็สรุปแนวโน้มนี้ไว้ใน PMC หลายชุมชนก็ยังมีอุปสรรคทั้งเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม วัยรุ่นบางคนปิดเทอมแล้วไม่มีที่เล่นกีฬา บางครอบครัวก็มีปัญหาเรื่องเงินหรือการเดินทาง อย่างที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่นจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “ถึงจะอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ก็ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะไปยิมหรือจ่ายค่าเรียนพิเศษหน้าร้อนไหว พื้นที่ปลอดภัยที่ไปออกกำลังกายได้ง่ายๆ ก็ยังกระจายไม่ทั่วถึง”
เรื่องของวัฒนธรรมก็มีส่วนเหมือนกัน เมื่อก่อนการละเล่นพื้นบ้านอย่างตะกร้อ หรือซ้อมมวยไทย ยังเคยดึงให้เด็กๆ ออกไปเล่นนอกบ้าน ก่อนที่มือถือจะเข้ามามีบทบาทขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้ความบันเทิงจากหน้าจอกลับมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ครอบครัวไทยจำนวนไม่น้อยก็เน้นเรื่องเรียนในระบบมาก บางทีก็ให้ความสำคัญกับการเรียนพิเศษวิชาการมากกว่ากีฬาหรือกิจกรรมนอกห้องเรียนช่วงปิดเทอม “บางทีคนก็มองผิดไปว่าการขยับร่างกายจะทำให้เสียสมาธิเรื่องเรียน ทั้งที่จริงๆ แล้วมันช่วยพัฒนาสมองและเสริมความแข็งแกร่งทางอารมณ์ด้วยซ้ำ” นักจิตวิทยาการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมหิดลท่านหนึ่งให้ความเห็น
งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมากมายก็ยืนยันประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อสุขภาพใจวัยรุ่น จากการวิเคราะห์งานวิจัยหลายชิ้น (meta-analysis) ล่าสุดใน PubMed ก็พบว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิกไม่เพียงช่วยลดอาการซึมเศร้าในเด็กๆ แต่ยังได้ผลดีที่สุดถ้าทำใน ‘ปริมาณ’ ที่พอเหมาะ เช่น สามถึงห้าครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-40 นาที (ดูเพิ่มเติม: “ปริมาณการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่เหมาะสมที่สุดเพื่อลดอาการซึมเศร้าในเด็กและวัยรุ่น”) งานวิจัยอีกชิ้นล่าสุดก็พบว่ายิ่งออกกำลังกายบ่อย ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงซึมเศร้า โดยเฉพาะในเด็กที่เจอความเครียดจากปัญหาครอบครัวหรือต้องย้ายที่อยู่ (“อิทธิพลของประสบการณ์การถูกทอดทิ้งต่อภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว”) ข้อมูลจาก Wikipedia หัวข้อ “การออกกำลังกายและสุขภาพจิตในวัยรุ่น (Physical exercise and mental health in adolescents)” ก็อธิบายว่าการขยับตัวบ่อยๆ ช่วยให้ระบบประสาทปรับตัวได้ดีขึ้น (neuroplasticity) ควบคุมความคิด ความจำ และรับมือกับความเครียดได้เก่งขึ้น ไม่ใช่แค่ตอนเด็กๆ แต่ส่งผลดีไปตลอดชีวิต
แต่พอถึงหน้าร้อน แรงจูงใจก็มักจะหดหาย กิจกรรมเป็นที่เป็นทางก็น้อยลง ตารางชีวิตเปลี่ยนไป แถมยังอยากพักผ่อนเต็มที่หลังเรียนหนักมาทั้งปี ทำให้แม้แต่วัยรุ่นที่ปกติแอคทีฟก็ยังอดไม่ได้ที่จะดู YouTube จนดึก ตื่นสาย แล้วก็เม้าท์มอยออนไลน์ “พอกิจกรรมกีฬาหลังเลิกเรียนไม่มี ทุกอย่างก็เลยดูไม่เป็นระบบ” ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพวัยรุ่นในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งยืนยัน “พอไม่มีอะไรทำเป็นประจำ การออกกำลังกายก็เลยกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไป”
แล้วครอบครัวไทยจะทำอะไรได้บ้าง? ผู้เชี่ยวชาญทั้งจากบทความของ Parents.com และข้อมูลล่าสุดจาก PubMed ก็เห็นตรงกันว่า พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีและครอบครัวมีส่วนร่วมด้วยนี่แหละสำคัญสุดๆ “พอพ่อแม่ขยับตัวให้ลูกเห็นบ่อยๆ ลูกก็มีแววว่าจะเห็นความสำคัญแล้วหันมาออกกำลังกายตาม” จิตแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งเน้นย้ำ “ถ้าเราเดิน ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬาเป็นทีมกับครอบครัว ก็เหมือนสร้างความทรงจำดีๆ ร่วมกัน”
กลยุทธ์ที่เอาไปใช้ได้จริงเพื่อสร้างแรงใจให้วัยรุ่นไม่แผ่ว ได้แก่:
- หากิจกรรมที่ตรงจริตลูก ไม่ว่าจะเป็นเต้น ตีแบด ทำชาเลนจ์ออกกำลังกายใน TikTok หรือเล่นสเกตบอร์ดที่สวนแถวบ้าน ให้เขาได้เลือกสิ่งที่ชอบเอง
- มองหาตัวช่วยในชุมชน โครงการฟรีหรือค่าใช้จ่ายน้อยๆ อย่างโครงการ High School Summer Pass ของอเมริกา หรือวันกีฬาของเทศบาลตามจังหวัดต่างๆ ในไทย ก็ช่วยให้เข้าถึงกิจกรรมได้ง่ายขึ้น
- ทำให้การขยับตัวเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ชวนลูกเดินหรือปั่นจักรยานไปธุระใกล้ๆ ช่วยทำงานบ้าน หรือชวนเพื่อนข้างบ้านเตะบอลเล่นกัน
- ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ แอปฟิตเนส แกดเจ็ตติดตามการออกกำลังกาย หรือแม้แต่ช่องออกกำลังกายใน YouTube ที่ทำมาเพื่อเด็กไทยโดยเฉพาะ ก็ทำให้การออกกำลังกายสนุกและมีเพื่อนได้
- คุยกันแบบเปิดอก เน้นว่าการออกกำลังกายดีต่อใจและอารมณ์ยังไง แทนที่จะพูดถึงแต่เรื่องรูปร่าง จะช่วยให้เด็กรู้สึกอยากดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น
“ในวัฒนธรรมไทยเรา ความผูกพันในครอบครัวมันแน่นแฟ้น พอพ่อแม่หรือญาติๆ มาแจมด้วย หรือเด็กแถวบ้านรวมตัวกันเล่นเกม วัยรุ่นก็มักจะอยากเล่นด้วย” อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาในกรุงเทพฯ ท่านหนึ่งอธิบาย ขณะเดียวกันเรื่องเพศกับความคาดหวังของสังคมเกี่ยวกับการออกแรง ก็อาจทำให้เด็กผู้หญิงบางคนไม่กล้าเล่นกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งยิ่งต้องเน้นการสื่อสารที่เข้าใจและให้กำลังใจ
มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญก็เตือนว่าถ้ายังนิ่งเฉยกันอยู่ สุขภาพกายสุขภาพใจของเด็กๆ อาจจะแย่ลงไปอีก ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของไทยก็บอกว่า ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เด็กวัยรุ่นเป็นซึมเศร้าและวิตกกังวลกันมากขึ้น โดยชี้ว่าการไม่ค่อยขยับตัวและการแยกตัวจากสังคมเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ (Statista) แนวโน้มนี้ก็เป็นเหมือนกันทั่วโลก และตรงกับผลสำรวจของ Planet Fitness รวมถึง บทความเกี่ยวกับเทคนิคพาวเวอร์ลิฟติง (Powerlifting Technique) ที่เห็นความสำคัญของยิมในการช่วยดูแลสุขภาพใจวัยรุ่น โดยเฉพาะในที่ที่เข้าถึงง่าย องค์การอนามัยโลกแนะนำให้วัยรุ่นออกกำลังกายปานกลางถึงหนักอย่างน้อยวันละ 60 นาที แต่ข้อมูลชี้ว่าวัยรุ่นไทยส่วนใหญ่ยังทำไม่ถึงเกณฑ์ โดยงานวิจัยล่าสุดบอกว่ามีแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่ทำตามคำแนะนำนี้ได้ (PMC)
ผู้เชี่ยวชาญก็เลยเสนอว่าต้องหาทางแก้ปัญหาที่ทำได้จริงและเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม หน่วยงานท้องถิ่นก็ช่วยจัดโครงการกีฬาหน้าร้อนฟรีหรือราคาถูกให้มากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองที่หาพื้นที่สีเขียวปลอดภัยๆ ยาก โรงเรียนก็อาจจัด “กิจกรรมท้าทาย” ช่วงปิดเทอม ชวนแข่งกันสนุกๆ สร้างทีมเวิร์ค นอกเหนือจากเรื่องเรียน แพลตฟอร์มดิจิทัลที่วัยรุ่นไทยใช้กันเยอะๆ ก็ช่วยโปรโมทการขยับตัวผ่านแคมเปญเก๋ๆ ได้ เช่น เอาท่าเต้นเคป็อปมาผสม แข่งอีสปอร์ตที่ต้องใช้แรงด้วย หรือประกวด “ขยับแล้วรับรางวัล” ออนไลน์
สรุปง่ายๆ คือ ทั้งงานวิจัยและประสบการณ์จริง ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างประเทศ ก็ชี้ตรงกันว่าการออกกำลังกายให้ประโยชน์กับวัยรุ่นทั้งทางใจและทางกายอย่างลึกซึ้ง การชวนให้เด็กๆ ขยับตัวช่วงปิดเทอมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นเรื่องจำเป็นทั้งต่อสุขภาพส่วนรวมและสุขภาพใจของพวกเขา ทั้งพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ คนกำหนดนโยบาย และผู้นำชุมชน ต่างก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องนี้ ถ้าเราทำตัวเป็นตัวอย่างที่แอคทีฟ ช่วยกันลดอุปสรรค และหากิจกรรมที่ถูกใจเด็กไทย เราก็จะช่วยให้คนรุ่นใหม่มีนิสัยรักการออกกำลังกาย มีความสุข และใจแข็งแรงไปตลอดชีวิต
คำแนะนำง่ายๆ สำหรับพ่อแม่ชาวไทยช่วงปิดเทอมนี้ก็คือ ชวนลูกขยับตัวทำกิจกรรมด้วยกันทุกวัน ลองดูกิจกรรมกีฬาสีของชุมชนหรืองานวัดที่ได้ออกแรง จำกัดเวลาเล่นหน้าจอเพื่อความบันเทิงหลังฟ้ามืด และตั้งใจฟังว่าลูกชอบออกกำลังกายแบบไหนที่สุด สำหรับครอบครัวที่อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องเงินทอง อย่าลืมว่าการวิ่งเล่น กระโดดเชือก หรือเล่นสนุกกับเพื่อนบ้าน ก็ใช้แค่เวลากับกำลังใจเท่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือ เปิดใจคุยเรื่องสุขภาพจิตกันบ่อยๆ และย้ำให้ลูกวัยรุ่นรู้ว่าการขยับตัวไม่ได้ดีต่อร่างกายอย่างเดียว แต่ยังเป็นที่มาของความสุขและพลังใจในการผ่านช่วงเวลาท้าทายของวัยรุ่นไปได้
แหล่งข้อมูล:
- Parents.com – วัยรุ่น 90% บอกว่าการออกกำลังกายทำให้พวกเขามีความสุข
- ASICS ผลการศึกษาภาวะทางใจ ประเทศไทย
- PMC – สมุดพกสุขภาพด้านกิจกรรมทางกายของเด็กและเยาวชนไทย ปี 2565
- PubMed การวิเคราะห์อภิมาน: การออกกำลังกายและภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น
- Wikipedia – การออกกำลังกายและสุขภาพจิตในวัยรุ่น
- Statista – จำนวนผู้ที่เล่นกีฬาในประเทศไทยแบ่งตามอายุ ปี 2564