ท่าออกกำลังกายสุดพิสดารที่เรียกเสียงวิจารณ์กระหึ่มอย่าง “ท่าห้อยคอ” กำลังฮิตในหมู่ผู้สูงวัยชาวจีน และกลายเป็นที่จับตามองของทั้งวงการแพทย์และคนทั่วไปในเอเชีย ท่านี้คือการที่ผู้สูงอายุใช้อุปกรณ์รัดคอแล้วห้อยตัวลงมาจากกิ่งไม้หรือบาร์ออกกำลังกาย กระแสนี้เริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังจากชาวเน็ตหลายคนออกมาแชร์ประสบการณ์ว่าช่วยลดอาการปวดคอและหลังได้ แต่ที่น่าตกใจคือมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการออกกำลังกายท่านี้แล้วด้วย (Times of India)

ท่าออกกำลังกายนี้มีจุดเริ่มต้นจากเมืองเสิ่นหยาง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยชายวัย 57 ปีคนหนึ่งได้ประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับห้อยคอขึ้นมาเพื่อหวังจะรักษาอาการปวดคอเรื้อรังของตัวเอง พอเขาแชร์ประสบการณ์พร้อมคลิปที่ตัวเองและคนอื่นๆ กำลังห้อยโตงเตงแกว่งตัวเบาๆ จากต้นไม้ ก็กลายเป็นไวรัลสนั่นโซเชียลมีเดียจีนในทันที พร้อมคำอ้างว่าช่วยลดแรงกดทับเส้นประสาทและทำให้นอนหลับสบายขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุชาวจีนไม่น้อยหันมาลองวิธี “ห้อยคอ” นี้ แถมบางคนยังบอกว่าหายจากปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังได้สนิท

สำหรับคนไทยหลายคน เรื่องนี้ถือว่าทั้งน่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมๆ กัน ยิ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ผู้คนต่างก็มองหาวิธีดูแลสุขภาพผู้สูงวัยที่ได้ผลดี ราคาไม่แรง เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเรื้อรังและส่งเสริมให้ท่านยังช่วยเหลือตัวเองได้ กระแสนี้จุดประเด็นให้ถกเถียงกันในวงกว้างในกลุ่มคนรักสุขภาพชาวไทย ซึ่งเทรนด์สุขภาพออนไลน์และการแพทย์แผนโบราณยังคงมีอิทธิพลสูงอยู่

แม้จะฮิตติดลมบน แต่ท่าออกกำลังกายนี้ก็เจอคำเตือนหนักๆ จากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ทั้งในจีนและต่างแดน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังชาวจีนท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ The Times of India ว่า “คอของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับน้ำหนักตัวทั้งหมด ยิ่งถ้ามีการเหวี่ยงหรือเคลื่อนไหวด้วยแล้ว ยิ่งอันตราย” ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแรงที่มากระทำแบบนั้นอาจทำให้บาดเจ็บรุนแรงได้ เช่น เส้นประสาทถูกกดทับ หมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือแม้แต่กระดูกคอแตกหัก ตามข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังส่วนคอ (Wikipedia - Neck Traction) น่าเศร้าที่ความกังวลเหล่านี้กลายเป็นเรื่องจริง เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 มีผู้ร่วมกิจกรรมรายหนึ่งในเมืองฉงชิ่งเสียชีวิตจากการใช้สายรัดคางผิดวิธี โดยนำสายรัดไปคล้องคอแล้วห้อยตัวแกว่งในที่ออกกำลังกายสาธารณะ จนบาดเจ็บและเสียชีวิตในที่สุด (The Star)

ปรากฏการณ์ “ห้อยคอ” นี้ไม่ใช่ตัวอย่างเดียวของท่าออกกำลังกายพิสดารในหมู่ผู้สูงอายุจีน ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกเพียบ เช่น “ท่าคลานจระเข้” (คลานสี่ขาในสวนสาธารณะ) “ท่ากระแทกหลังกับต้นไม้” (เอาหลังกระแทกต้นไม้ซ้ำๆ) “ท่าเอาหัวโขกต้นไม้” หรือแม้แต่ “ท่าตีหว่างขา” ด้วยอุปกรณ์โลหะ ซึ่งแต่ละท่าก็มาจากความเชื่อพื้นบ้านเรื่องสุขภาพกระดูกสันหลัง ความแข็งแรง และอายุยืนยาว คลิปกลุ่มผู้สูงอายุสวดมนต์และคลานในสวนสาธารณะกลายเป็นภาพชินตาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน และกำลังเป็นที่สนใจในประเทศเพื่อนบ้านด้วย (MSN)

เบื้องหลังกระแสเหล่านี้คืออิทธิพลที่ยังคงฝังรากลึกของการแพทย์แผนจีน (TCM) ที่เน้นดูแลสุขภาพแบบองค์รวม และมักเลี่ยงการใช้ยา แต่จะเน้นการเคลื่อนไหวร่างกายและการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ ผู้สูงอายุจำนวนมากในจีนยังไม่ค่อยไว้ใจการแพทย์แผนปัจจุบัน และเลือกที่จะลองวิธีรักษาแบบพื้นบ้านหรือแปลกใหม่ โดยเฉพาะเมื่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ดีๆ อาจเป็นเรื่องยากหรือแพงสำหรับคนวัยเกษียณ

ในบ้านเราก็มีปัจจัยคล้ายๆ กัน ผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มักจะผสมผสานคำแนะนำทางการแพทย์แผนปัจจุบันเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ประคบสมุนไพร นวด ไปจนถึงจัดกระดูกแบบโบราณ เดี๋ยวนี้การเข้าถึงคลิปออนไลน์ทำได้ง่าย ทำให้กระแสท่าออกกำลังกายแปลกๆ รวมถึงท่า “ห้อยคอ” แพร่ข้ามประเทศได้ไวมาก ซึ่งบางทีก็ขาดข้อมูลที่ถูกต้องหรือคำเตือนเรื่องความเสี่ยง ในโซเชียลมีเดียไทยเองก็มีคลิปไวรัลเต้นออกกำลังกาย ท่ายืดเหยียดพิสดาร และคลิป “จัดกระดูกด้วยตัวเอง” ที่ฮิตจากอินฟลูเอนเซอร์และคำบอกเล่าปากต่อปากว่าช่วยลดปวดได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเกี่ยวกับการยืดคอและบริหารคอในผู้สูงอายุย้ำว่าต้องสงสัยและระวังให้มากกับการทำอะไรที่ผาดโผนหรือทำโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล งานวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Medicine เมื่อปี 2566 พบว่าการยืดคอภายใต้การดูแลของแพทย์อาจช่วยปรับสรีระและลดอาการปวดในผู้สูงอายุที่มีอาการปวดคอเรื้อรังได้ (PubMed) แต่วิธีที่ใช้ในการศึกษานั้นเป็นการยืดแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคุมได้เป๊ะ และไม่เคยมีการห้อยตัวทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงบนคอเลย ผู้เขียนงานวิจัยเตือนชัดเจนว่า “การทำที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะถ้าทำโดยคนที่ไม่ได้ฝึกฝนมา จะยิ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทหรือกระดูกสันหลัง”

นอกจากนี้ กระดูกสันหลังส่วนคอของผู้สูงอายุยังเปราะบางเป็นพิเศษ เพราะความเสื่อมตามวัย เช่น กระดูกพรุน หมอนรองกระดูกเคลื่อน และเส้นเอ็นที่อ่อนแอลง โอกาสที่จะเกิดเรื่องร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตจึงสูงกว่ามากในกลุ่มวัยนี้ ถ้าไปออกกำลังกายที่เสี่ยงสูง หัวหน้าคณะผู้วิจัยของงานศึกษาปี 2566 กล่าวเสริมว่า “แค่ขยับคอแรงๆ จนผิดท่าไปนิดเดียว ก็อาจทำให้ไขสันหลังบาดเจ็บได้ ซึ่งอาการมีตั้งแต่ปวดรุนแรง เป็นอัมพาต หรือแม้แต่หัวใจหยุดเต้น”

ในสังคมเอเชียอื่นๆ อย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ก็เคยมีกระแสฮิตออกกำลังกายแบบดั้งเดิมคล้ายๆ กันในหมู่ผู้สูงอายุ เช่น โยคะหัวเราะ ดึงหู และยืดเหยียดร่างกายแบบสุดเหวี่ยง ซึ่งมักจะทำกันเป็นกลุ่มใหญ่ในสวนสาธารณะใจกลางเมือง (Rice Media) แม้ว่าการออกกำลังกายเป็นกลุ่มจะยังมีประโยชน์ในการสร้างสังคมและส่งเสริมสุขภาพโดยรวม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก็ย้ำว่าสำคัญมากที่ต้องเลือกท่าออกกำลังกายที่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับและควรมีคนดูแล โดยเฉพาะกิจกรรมที่เสี่ยงสูง

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากเรื่องนี้นับว่าสำคัญมาก เพราะสัดส่วนคนอายุ 60 ปีขึ้นไปยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 15% เป็นผู้สูงอายุแล้ว โครงการรณรงค์ระดับชาติส่งเสริมการออกกำลังกายมานานแล้ว ให้เป็นหนึ่งในหลักสำคัญของการมีสุขภาพดีในวัยเก๋า (มักอ้างอิงหลัก 5 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ อดิเรก และอนามัย) โดยเน้นกิจกรรมที่เบาๆ และปลอดภัย เช่น เดิน ไทเก๊ก และว่ายน้ำ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป (PMID: 10704620) ตอนนี้ หน่วยงานต่างๆ จากกระทรวงสาธารณสุขกำลังพยายามเต็มที่เพื่อให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุไทยเกี่ยวกับความเสี่ยงของกระแสไวรัลที่ไม่มีคนดูแล โดยเฉพาะท่าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวคอหรือกระดูกสันหลังที่อันตราย

สมัยก่อน สวนสาธารณะและศูนย์บริการชุมชนในไทยเป็นที่รวมตัวเต้นแอโรบิกและกิจกรรมเข้าจังหวะต่างๆ ในตอนเช้า ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีครูฝึกที่ผ่านการรับรองคอยสอน กิจกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพที่พิสูจน์แล้วและเสี่ยงน้อยมาก ตรงกันข้าม กระแสฮิตที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างท่า “ห้อยคอ” กำลังคุกคามความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขที่ทำกันมานานหลายสิบปี เจ้าหน้าที่อาวุโสจากสมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทยท่านหนึ่งอธิบายว่า “โซเชียลมีเดียทำให้แยกแยะระหว่างคำแนะนำที่เชื่อถือได้กับข้อมูลผิดๆ ที่อันตรายได้ยากขึ้นมาก เป้าหมายของเราคือส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสุขภาพดีและปลอดภัย ไม่ใช่ทำให้ท่านตกอยู่ในอันตราย”

ในอนาคต การแพร่กระจายของกระแสออกกำลังกายรูปแบบใหม่ๆ ที่เสี่ยงสูง ทำให้สังคมไทยต้องสร้างสมดุลอย่างรอบคอบ คือให้ความสำคัญกับความต้องการดูแลตัวเองและภูมิปัญญาดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพอย่างจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้สูงอายุควรปรึกษาหมอหรือบุคลากรทางการแพทย์ก่อนจะลองออกกำลังกายแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะท่าที่เห็นจากออนไลน์หรือข่าวต่างประเทศ ในเชิงวัฒนธรรม การผสมผสานความเคารพภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการเปิดรับนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แทนที่จะเสนอข่าวเกี่ยวกับกระแสแปลกๆ แบบตื่นเต้น คนทำงานด้านสื่อสารสุขภาพและสื่อมวลชนควรหันมาเน้นทางเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะกับบ้านเรา ปลอดภัย และสนุก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความเป็นชุมชนสำหรับผู้สูงอายุในไทย

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจวิธีจัดการอาการปวดคอและหลังอย่างปลอดภัย หน่วยงานรัฐและนักกายภาพบำบัดแนะนำดังนี้:

  • เลือกกิจกรรมเบาๆ แรงกระแทกต่ำ เช่น เดิน ว่ายน้ำ แอโรบิกในน้ำ โยคะ หรือยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบไทย
  • เข้าร่วมกลุ่มออกกำลังกายในชุมชนที่มีครูฝึกที่ผ่านการอบรมหรืออาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เป็นผู้นำ
  • ปรึกษาหมอหรือนักกายภาพบำบัดที่มีใบอนุญาตก่อนเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวดเรื้อรังหรือมีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังอยู่แล้ว
  • ระวังกระแสสุขภาพไวรัลที่ไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับ และเช็กข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือในประเทศ เช่น กรมอนามัย หรือสภากาชาดไทย (ThaiRedCross.org) เพื่อหาคำแนะนำที่ตรวจสอบแล้ว
  • ส่งเสริมให้ออกกำลังกายร่วมกันระหว่างคนต่างวัย เพื่อให้การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมของครอบครัว ช่วยลดความเหงาของผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน

ในขณะที่เรื่องสังคมสูงวัย การพึ่งพาตัวเอง และกระแสสุขภาพบนโลกดิจิทัลกำลังเป็นที่พูดถึงกันทั่วโลก ประเทศไทยก็กำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ ว่าจะเป็นต้นแบบส่งเสริมการออกกำลังกายที่ปลอดภัยและมีหลักวิทยาศาสตร์สำหรับผู้สูงอายุ หรือจะไหลตามกระแสไวรัลล่าสุดของท่าออกกำลังกายเสี่ยงๆ คำตอบเรื่องนี้อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละชุมชน รวมถึงความมุ่งมั่นของครอบครัว บุคลากรสุขภาพ และคนกำหนดนโยบาย ในการนำพาผู้สูงอายุไปสู่กิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพและช่วยให้มีอายุยืนยาว โดยยังให้ความสำคัญทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่