วงการวิทยาศาสตร์ยังคงเดินหน้าค้นหาคำตอบของปริศนา “จิตสำนึก” อันเป็นความลี้ลับว่าสมองของเราสร้าง “ตัวตน” และ “ประสบการณ์” ส่วนตัวได้อย่างไร ดูเหมือนจะยังคงซับซ้อนและหาบทสรุปไม่ได้ แม้จะมีการศึกษาเปรียบเทียบทฤษฎีชั้นนำครั้งใหญ่ที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature ก็ตาม การศึกษานี้ระดมสมองจากนักประสาทวิทยาทั่วโลกในนาม Cogitate Consortium และผ่านการทดลองอย่างรัดกุม แต่ก็ยังไม่มีทฤษฎีหลักทฤษฎีใดในสองทฤษฎีที่เข้าแข่งขัน สามารถประกาศชัยชนะได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ต้นตอของการรับรู้ที่เรียกว่า “จิตสำนึก” ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาคาใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกวิทยาศาสตร์ (PsyPost)

นับเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วที่ความพยายามทำความเข้าใจ “จิตสำนึก”—ซึ่งเป็นรากฐานของประสบการณ์ส่วนตัว การรับรู้ตัวตน และการหยั่งรู้—ได้กลายเป็น “โจทย์หิน” ที่ท้าทายแม้แต่วงการวิทยาศาสตร์สมองที่ล้ำหน้าที่สุด สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับแนวคิดพุทธปรัชญาเรื่อง “จิต” และ “สติ” อาจมองเห็นความเชื่อมโยงกับการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์แขนงนี้ ที่พยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานของสมองเชิงกายภาพกับปรากฏการณ์นามธรรมของการรับรู้ การที่การทดลองครั้งใหญ่นี้ยังให้คำตอบที่ไม่ชัดเจน ก็ยิ่งตอกย้ำความท้าทายระดับโลกในการไขความลับว่าวงจรประสาทอันแสนธรรมดาสามารถรังสรรค์ประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายและซับซ้อนของ “จิตสำนึก” ขึ้นมาได้อย่างไร

งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ตั้งเป้าประเมินทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หลักสองทฤษฎีแบบตรงไปตรงมา คือ ทฤษฎีพื้นที่การทำงานของโครงข่ายประสาทส่วนกลาง (Global Neuronal Workspace Theory - GNWT) และทฤษฎีบูรณาการข้อมูล (Integrated Information Theory - IIT) ทั้งสองทฤษฎีนี้ได้รับความสนใจอย่างสูงในแวดวงประสาทวิทยาศาสตร์และสถาบันวิจัยระดับโลก แต่กลับมีคำอธิบายเกี่ยวกับประสบการณ์ “จิตสำนึก” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง GNWT มองว่าจิตสำนึกเกิดจากการที่ข้อมูลถูก “กระจาย” ไปทั่วสมอง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่สมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ขณะที่ IIT ตั้งสมมติฐานว่าจิตสำนึกเชื่อมโยงกับระดับการบูรณาการข้อมูลในเครือข่ายเซลล์ประสาท โดยเฉพาะในสมองส่วนหลัง (posterior cortex) เดิมพันของ “การประชันเชิงวิชาการ” (adversarial collaboration) ครั้งนี้สูงลิ่ว โดยแต่ละทีมต่างพยายามพิสูจน์ทฤษฎีของตนผ่านกระบวนการวิจัยที่เข้มข้นและโปร่งใสร่วมกัน

ข้อมูลจากกลุ่ม Cogitate Consortium และการเปิดเผยจากผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาจากสหราชอาณาจักรซึ่งร่วมตรวจสอบงานวิจัยในสาขานี้ ระบุว่าการทดลองนี้ครอบคลุมอย่างยิ่ง โดยทั้งสองฝ่ายได้กำหนดสมมติฐานที่ชัดเจนและสามารถทดสอบได้เกี่ยวกับสัญญาณในสมองที่คาดว่าจะปรากฏพร้อมกับการรับรู้ ตัวอย่างเช่น IIT คาดการณ์ว่าประสบการณ์ “จิตสำนึก” จะทำให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกัน (synchronization) อย่างต่อเนื่องในสมองส่วนหลัง ส่วน GNWT คาดว่าจะพบรูปแบบ “การจุดประกายของเซลล์ประสาท” (neural ignition) ที่ชัดเจนทั้งตอนเริ่มต้นและสิ้นสุดการรับรู้ในสมองส่วนหน้า และตามทฤษฎี เนื้อหาของจิตสำนึกก็น่าจะถอดรหัสได้อย่างแม่นยำจากบริเวณนี้เช่นกัน

ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ชัดเจน ทีมวิจัยไม่พบการทำงานที่สอดประสานกันอย่างต่อเนื่องในสมองส่วนหลังตามที่ IIT คาดการณ์ไว้ ขณะที่ GNWT ก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากันนัก กล่าวคือ ไม่พบการจุดประกายของเซลล์ประสาทในช่วงเริ่มต้นการรับรู้สิ่งเร้าตามที่คาด และการถอดรหัสเนื้อหาของจิตสำนึกจากสมองส่วนหน้าก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามที่คาดการณ์ แม้ว่าบางข้อค้นพบจะสอดคล้องกับสมมติฐานบางส่วน แต่ทั้งสองทฤษฎีต่างก็เจอบททดสอบเชิงประจักษ์ครั้งสำคัญ บทสรุปสำคัญคือ แม้ผลการวิจัยจะช่วยยกระดับคุณภาพงานวิจัยและความร่วมมือ แต่ปริศนาหลักว่า “จิตสำนึก” เกิดขึ้นได้อย่างไรและที่ไหน ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องค้นหากันต่อไป (Nature)

ถึงจะยังไม่มีการค้นพบที่พลิกโฉมวงการ แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าการศึกษานี้เป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะการนำแนวทาง “การประชันเชิงวิชาการ” มาใช้ ซึ่งเป็นการให้นักทฤษฎีฝ่ายตรงข้ามร่วมกันออกแบบการทดลองและวิเคราะห์ผล นักจิตวิทยาเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงด้านระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์และเป็นที่ปรึกษาโครงการนี้ เคยให้ข้อคิดไว้ว่า ความเชื่อมั่นในทฤษฎีอย่างเหนียวแน่นมักจะไม่คลอนแคลนง่ายๆ แม้จะมีข้อมูลที่ขัดแย้ง และก็เป็นไปตามคาด การศึกษานี้จึงนับเป็นชัยชนะของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากกว่าของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังไม่มีนักทฤษฎีคนใดที่ยอมถอยหรือปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนเองอย่างสิ้นเชิงจากผลลัพธ์ที่ยังคลุมเครือนี้

คำกล่าวจากแกนนำโครงการและนักทฤษฎีชั้นนำสะท้อนให้เห็นทั้งความก้าวหน้าและความนอบน้อมเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยังไม่ล่วงรู้ นักประสาทชีววิทยาระดับอาวุโสท่านหนึ่งในกลุ่ม Cogitate Consortium ให้ทัศนะว่า “การที่สามารถนำผู้สนับสนุนทฤษฎีที่แตกต่างกัน และนักวิจัยที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดมารวมตัวกันได้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ แม้จะยังไม่มีทฤษฎีใดได้รับการยืนยัน แต่แนวทางการทำงานร่วมกันนี้ทำให้งานวิจัยมีความเป็นกลางมากขึ้น และสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ” (PsyPost) ด้านนักประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิดจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯ ซึ่งมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยคู่ขนานในเอเชีย ตั้งข้อสังเกตว่า “ผลวิจัยชี้ว่าวิทยาศาสตร์ต้องคงความถ่อมตน เรามีเครื่องมือที่ทรงพลังอย่าง fMRI, EEG และการวิเคราะห์ด้วยแมชชีนเลิร์นนิง แต่ช่องว่างระหว่างการทำงานของระบบประสาทกับประสบการณ์ อาจต้องอาศัยแนวคิดใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น”

สำหรับประเทศไทย ประโยชน์และความสำคัญของงานวิจัยด้าน “จิตสำนึก” นั้นครอบคลุมทั้งมิติวิทยาศาสตร์ การแพทย์ การศึกษา และปรัชญา นักวิจัยทางการแพทย์ในไทยให้ความสนใจว่า ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับ “จิตสำนึก” จะช่วยพัฒนาการรักษาภาวะผิดปกติ เช่น ภาวะโคม่า กลุ่มอาการอัมพาตแต่ยังรับรู้ (locked-in syndrome) หรือปัญหาพัฒนาการทางระบบประสาทได้อย่างไร ในแวดวงพุทธศาสนศึกษา นักวิชาการได้อภิปรายกันมานานถึงความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะทางสมองกับ “ใจ” ซึ่งปัจจุบันประเด็นนี้ยิ่งขยายวงกว้างขึ้นด้วยงานวิจัยระดับนานาชาติ การที่วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญทั้งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และการพิจารณาทางจิตวิญญาณ ก่อให้เกิดบริบทที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวอย่างเช่น พระภิกษุและครูสอนสมาธิบางรูป/ท่าน ได้ร่วมมือกับนักประสาทวิทยาเพื่อศึกษาสภาวะการรับรู้ที่เปลี่ยนไประหว่างการทำสมาธิ โดยหวังว่าจะได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับธรรมชาติของ “จิตสำนึก” จากทั้งสองมุมมอง (Bangkok Post, PubMed)

ในอดีต การแสวงหาความเข้าใจเรื่อง “จิตสำนึก” มีมาเนิ่นนานก่อนยุคประสาทวิทยาสมัยใหม่ แต่ความก้าวหน้าทางเทคนิคในงานวิจัยปัจจุบันถือเป็นหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ เทคนิคต่างๆ เช่น การสร้างภาพสมอง การสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ และการทดลองข้ามห้องปฏิบัติการ ได้นำมาซึ่งความรัดกุมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นถึงอคติที่ฝังลึก ดังที่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า นักวิจัยมักมีแนวโน้มที่จะมองหาหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีที่ตนเองเชื่อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้กลุ่ม Cogitate Consortium นำระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นกลางทางทฤษฎีและการวิเคราะห์แบบไม่เปิดเผยข้อมูล (blind analyses) มาใช้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นวัตกรรมด้านระเบียบวิธีวิจัยนี้อาจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผลลัพธ์ที่ได้ โดยเฉพาะสำหรับสาขาที่กำลังพยายามก้าวข้ามอคติส่วนบุคคล

เมื่อมองไปข้างหน้า เป็นที่ชัดเจนว่าปริศนา “จิตสำนึก” จะยังคงเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของวิทยาศาสตร์สมอง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเสนอว่า เราอาจต้องการวิธีการ แนวคิด หรือแม้กระทั่งกรอบปรัชญาใหม่ทั้งหมด ก่อนที่จะค้นพบคำตอบที่แท้จริงได้ ในขณะที่อีกกลุ่มยังคงมองโลกในแง่ดีว่า ระบบการสร้างภาพสมองและปัญญาประดิษฐ์ที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในท้ายที่สุด ระหว่างนี้ แนวทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นความร่วมมือและการตรวจสอบซึ่งกันและกัน คือหนทางข้างหน้า โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการถกเถียงอย่างเปิดกว้าง ความโปร่งใสของระเบียบวิธีวิจัย และการมีส่วนร่วมจากทั่วโลก

สำหรับผู้อ่านชาวไทย นี่คือโอกาสที่จะตระหนักถึงคุณค่าของวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็ง มีวิจารณญาณ และเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย ผลการวิจัยล่าสุดนี้ย้ำเตือนว่า แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าเพียงใด ก็ยังมีแง่มุมอีกมากมายของจิตใจมนุษย์ที่รอการไขปริศนา ในทางปฏิบัติ นี่หมายถึงการสนับสนุนการศึกษาแบบบูรณาการ ที่ครอบคลุมทั้งชีววิทยา ปรัชญา และวิทยาการคอมพิวเตอร์ เพื่อให้นักวิจัยไทยรุ่นใหม่พร้อมรับมือกับคำถามอันลึกซึ้งเหล่านี้ ผู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปริศนา “จิตสำนึก” สามารถติดตามข้อมูลล่าสุดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เข้าร่วมงานวิจัยเกี่ยวกับการทำสมาธิในประเทศ หรือร่วมวงสนทนาทางวิทยาศาสตร์แบบเปิดบนโลกออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Nature, PubMed และเครือข่ายความร่วมมือทางประสาทวิทยาระดับโลก

ท้ายที่สุด การศึกษาเรื่อง “จิตสำนึก” ไม่ว่าจะในห้องทดลองระดับโลกหรือในสถานปฏิบัติธรรมของไทย ล้วนชี้ให้เห็นว่าคำถามบางอย่างไม่อาจหาคำตอบได้โดยง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นพยายาม ความร่วมมือ และการเปิดใจรับแนวคิดใหม่ๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมก็จะค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ความเข้าใจอันลึกซึ้งที่สุดของความหมายแห่งการรับรู้และประสบการณ์ต่อโลกได้มากยิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูล: