งานวิจัยชิ้นโบแดงล่าสุดตีแผ่ สุขภาพจิตของคุณแม่ยุคใหม่ ไม่ว่าจะมีฐานะทางสังคมแบบไหน ต่างก็ดิ่งลงเหวอย่างน่าตกใจในช่วงปี 2559 ถึง 2566 จุดประกายคำถามสำคัญว่า การเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมเอาใจใส่ หรือที่เรียกว่า “intensive parenting” กำลังส่งผลกระทบต่อใจของคนเป็นแม่อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านสุขภาพและการศึกษาของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวและความสำเร็จของลูกหลานเป็นอย่างยิ่ง ต่างก็จับตามองผลการศึกษาครั้งนี้อย่างไม่กะพริบตา เพื่อทำความเข้าใจแรงกดดันในการเลี้ยงลูกที่เปลี่ยนไป และหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้ครอบครัวไทยก้าวข้ามความท้าทายนี้ (Boston Globe)
จากการวิเคราะห์ข้อมูลแม่เกือบ 2 แสนคน ที่ได้จากการสำรวจสุขภาพเด็กแห่งชาติ (National Survey of Children’s Health) ครั้งใหญ่ นักวิจัยพบตัวเลขที่น่าใจหาย สัดส่วนของคุณแม่ที่บอกว่าสุขภาพจิตตัวเอง “ดีเยี่ยม” ร่วงจาก 38.4% ในปี 2559 เหลือแค่ 25.8% ในปี 2566 สวนทางกับคุณแม่ที่ประเมินสุขภาพจิตตัวเองว่า “ปานกลาง” หรือ “แย่” ที่เพิ่มจาก 5.5% เป็น 8.5% ที่น่ากังวลคือ ภาวะสุขภาพจิตที่ถดถอยนี้เกิดขึ้นกับคุณแม่ที่มีลูกทุกช่วงวัย ตั้งแต่ลูกยังเป็นเบบี๋ไปจนถึงลูกโตเป็นวัยรุ่น และพบได้ในทุกกลุ่มฐานะทางเศรษฐกิจ
แนวโน้มที่เปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจนี้ ทำให้นักวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศเริ่มหันมามองว่า การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะการที่ “การเลี้ยงลูกแบบประคบประหงม” (overparenting) หรือ “การเลี้ยงลูกแบบทุ่มเทสุดตัว” (intensive parenting) กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น อาจยิ่งซ้ำเติมความเครียดและความกดดันที่เหล่าคุณแม่ต้องแบกรับอยู่แล้ว การเลี้ยงลูกแบบนี้คือการที่พ่อแม่พยายามเข้าไปควบคุมและจัดการทุกประสบการณ์ของลูก ทั้งเรื่องอารมณ์ สังคม และการเรียน ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะทำไปด้วยความรักและอยากปกป้องลูกสุดหัวใจ แต่แนวทางนี้กลับอาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งทั้งต่อตัวพ่อแม่และลูกเองโดยไม่รู้ตัว แถมยังกระตุ้นความวิตกกังวล และทำลายทักษะการแก้ปัญหาตามธรรมชาติของเด็กอีกด้วย
บรรดาผู้ให้คำปรึกษาด้านการเลี้ยงดูบุตรและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตต่างชี้ว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง พ่อแม่ยุคใหม่ที่มักมีการศึกษาสูงและคุ้นชินกับสังคมที่วัดกันด้วยความสำเร็จ มักจะนำวิธีคิดแบบ “แก้ปัญหาทุกจุด” มาใช้กับการเลี้ยงลูก นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งให้ทัศนะผ่าน Boston Globe ว่า พฤติกรรมเหล่านี้อาจรวมถึงการสอดส่องชีวิตลูกทุกฝีก้าว การหมกมุ่นกับการค้นคว้าข้อมูลออนไลน์ และการพยายามปกป้องลูกจากความผิดพลาดทุกชนิด ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมักจะย้อนกลับมาทำร้ายสุขภาพใจของพ่อแม่เอง
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า หัวใจของการเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมมาจากความเชื่อหลักๆ สองอย่าง คือ หนึ่ง เชื่อว่าอารมณ์ลบๆ เป็นสิ่งอันตรายและต้องหลีกเลี่ยง และสอง เชื่อว่าพ่อแม่มีหน้าที่กำหนดทุกอย่างในชีวิตลูก แม้กระทั่งการตอบสนองทางอารมณ์ของลูก ความเชื่อแบบนี้ทำให้พ่อแม่เข้าไป “อุ้ม” ลูกในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่การเป็นตัวกลางเคลียร์ปัญหากับครูและโค้ช ไปจนถึงการนั่งทำการบ้านให้ลูก แม้จะทำไปด้วยเจตนาดี แต่พฤติกรรมเหล่านี้ก็เหมือนกำลังส่งสัญญาณบอกลูกเป็นนัยๆ ว่า “หนูจัดการเองไม่ได้หรอก”
ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มนี้ยิ่งชัดเจนในกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกขี้กังวล โดยงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า พ่อแม่กลุ่มนี้สูงถึง 95-98% มักจะยอมตามหรือผ่อนปรนเมื่อลูกรู้สึกไม่สบายใจ ซึ่งอาจไปขัดขวางการพัฒนา “พลังใจ” หรือความเข้มแข็งทางอารมณ์ (resilience) ของเด็ก แม้แต่ในครอบครัวที่ลูกไม่ได้มีภาวะวิตกกังวลถึงขั้นต้องหาหมอ พ่อแม่ราว 1 ใน 4 ก็ยังยอมรับว่าต้องปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวันบางอย่างเพื่อปกป้องลูกจากความรู้สึกไม่สบายใจ
สำหรับประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญสุดๆ กับผลการเรียนของลูกและความสุขสงบในครอบครัว ผลวิจัยนี้จึงน่าสนใจและเข้ากับสถานการณ์บ้านเราไม่น้อย พ่อแม่ไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะครอบครัวชนชั้นกลางและคนมีฐานะในเมือง มักทุ่มเทเต็มที่เพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จด้านการเรียนและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบ่อยครั้งก็ต้องแลกมาด้วยสุขภาพใจที่ย่ำแย่ กุมารแพทย์อาวุโสจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แสดงความเห็นว่า การมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างเข้มข้น บวกกับแรงกดดันจากโซเชียลมีเดียที่คอยกระตุ้นให้ต้องสร้างภาพครอบครัวสุขสันต์สมบูรณ์แบบ ได้สร้างบรรยากาศที่บ่มเพาะความวิตกกังวลและความไม่มั่นใจในตัวเองให้กับคนเป็นพ่อเป็นแม่
ผู้อำนวยการจากกรมสุขภาพจิตท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า แม้การเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมมักจะถูกมองว่าเกี่ยวพันกับครอบครัวฐานะดี เพราะมีทรัพยากรและเข้าถึงบริการสุขภาพได้มากกว่า แต่ความเชื่อหลักๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชนชั้นใด และกำลังเห็นได้ชัดเจนขึ้นในครอบครัวไทย ความปรารถนาที่จะให้ลูกมีอนาคตที่สดใส การพยายามหลีกเลี่ยงความล้มเหลวทุกรูปแบบ และการปกป้องลูกหลานจากประสบการณ์ที่อาจทำให้เสียใจ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย เพียงแต่โอกาสที่จะทุ่มเทดูแลลูกได้อย่างเต็มที่อาจแตกต่างกันไปตามข้อจำกัดด้านเวลาและกำลังทรัพย์
ในอดีต การเลี้ยงลูกแบบไทยๆ จะเน้นเรื่องลำดับขั้นที่ชัดเจน และความสมดุลระหว่างความรักความอบอุ่นกับการมีระเบียบวินัย โดยมีครอบครัวขยายคอยช่วยดูแล แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ครอบครัวเดี่ยวมีมากขึ้น พ่อแม่ต้องทำงานทั้งคู่ ประกอบกับอิทธิพลจากทฤษฎีการเลี้ยงลูกแบบตะวันตกและกระแสโซเชียลมีเดีย ก็ได้เปลี่ยนวิธีที่พ่อแม่ปฏิสัมพันธ์กับลูกไป แนวคิดที่ว่าความผิดพลาดหรืออุปสรรคทุกอย่างของลูกจะต้องรีบเข้าไปแก้ไขทันทีนั้นถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กของไทยบางส่วนก็แสดงความกังวลว่า แนวคิดนี้อาจกำลังบั่นทอนความเป็นตัวของตัวเองและทักษะการแก้ปัญหาของเด็กไทย
นักให้คำปรึกษาจากโรงเรียนนานาชาติชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ชี้ว่า โซเชียลมีเดียยิ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบที่ไม่สมจริง และสร้างความคาดหวังว่าพ่อแม่ที่ “ดี” ต้องคอยควบคุมดูแลชีวิตลูกทุกกระเบียดนิ้ว การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นไม่หยุดหย่อนนี้สามารถจุดชนวนความรู้สึกผิด ภาวะหมดไฟ และความรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่พอ โดยเฉพาะในหมู่คุณแม่ ผู้ให้คำปรึกษาท่านเดิมสังเกตว่า คุณแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยมักลังเลที่จะขีดเส้นแบ่งหรือปล่อยให้ลูกเผชิญกับความผิดหวังล้มเหลวบ้าง เพราะกลัวถูกคนรอบข้างตัดสินหรือมองว่าไม่รักลูก ไม่ใส่ใจลูก
อย่างไรก็ดี จิตแพทย์ชั้นนำของไทยหลายท่านออกมาเตือนว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปสาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตคุณแม่ที่ดิ่งลงเหวแบบง่ายๆ ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนสถานรับเลี้ยงเด็กที่ไว้ใจได้ในราคาที่เอื้อมถึง และความคาดหวังทางสังคมที่เปลี่ยนไป ก็ล้วนมีส่วนสำคัญ การระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมให้ปัจจัยเหล่านี้หนักหนาสาหัสขึ้น แต่การที่สุขภาพจิตของคุณแม่ยังคงแย่ลงไม่หยุด แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกยุคใหม่ไปแล้ว
ในระดับโลก มีหลักฐานมากมายที่ชี้ว่า ความพยายามดีๆ ที่จะปกป้องลูกจากอันตรายทุกชนิด อาจส่งผลเสียที่คาดไม่ถึงทั้งต่อตัวพ่อแม่และลูกเอง นักวิจัยจากคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านหนึ่ง สะท้อนมุมมองจากงานวิจัยชิ้นใหม่ของสหรัฐฯ โดยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อพ่อแม่ตามใจหรือปกป้องลูกจากความกังวลมากเกินไป เด็กๆ อาจขาดโอกาสพัฒนาทักษะการรับมือปัญหาที่จำเป็นสำหรับอนาคต นอกจากนี้ คุณแม่ที่รู้สึกว่าต้องเก็บกดความเครียดหรือความรู้สึกแย่ๆ ของตัวเองไว้ เพื่อรักษาภาพครอบครัวที่ดูดี ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าและหมดไฟได้ง่ายๆ
นักจิตวิทยาเด็กของไทยหลายท่านสนับสนุนแนวทางที่เรียกว่า “รักและขีดเส้น” (love and limits) ซึ่งเน้นทั้งความอบอุ่น การยอมรับความรู้สึกของลูก ควบคู่ไปกับการมีขอบเขตที่ชัดเจน ลองนึกภาพตามง่ายๆ เช่น เมื่อลูกเสียใจที่สอบได้เกรดไม่ดี หรือถูกคัดออกจากทีมกีฬา พ่อแม่สายประคบประหงมอาจรีบเข้าไปแทรกแซง แก้ไขสิ่งที่มองว่าไม่ยุติธรรม หรือปลอบลูกด้วยการด้อยค่าสาเหตุของความผิดหวังนั้น แต่ถ้าเป็นพ่อแม่สาย “รักและขีดเส้น” จะรับรู้และยอมรับอารมณ์ของลูก ให้กำลังใจ แล้วกระตุ้นให้ลูกลองคิดทบทวนและหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้พ่อแม่และผู้ดูแลพยายามฝืนสัญชาตญาณที่อยากจะเข้าไปปัดเป่าอุปสรรคทุกอย่างให้พ้นทางลูก แล้วหันมาสร้างบรรยากาศในบ้านที่ส่งเสริมทั้งความเห็นอกเห็นใจและความเป็นตัวของตัวเองของลูกแทน เช่น เวลาลูกเจองานบ้านยากๆ แทนที่จะนั่งประกบแล้วช่วยทำทุกขั้นตอน พ่อแม่อาจรับฟังว่างานมันยากจริงๆ นะ แล้วอาจจะช่วยแนะแนวทาง แต่สุดท้ายต้องปล่อยให้ลูกรับผิดชอบทำให้เสร็จด้วยตัวเอง ในวัฒนธรรมไทยที่เน้นความประนีประนอมและกลัว “เสียหน้า” การเปลี่ยนแปลงแบบนี้อาจจะรู้สึกอึดอัดในช่วงแรก แต่ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างเกราะป้องกันทางใจที่แข็งแกร่งให้คนทั้งรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูก
สำหรับคุณแม่ที่กำลังเผชิญภาวะซึมเศร้าหรือหมดไฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตของไทยแนะให้ลองขอความช่วยเหลือจากแหล่งข้อมูลในชุมชน กลุ่มสนับสนุนต่างๆ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง โครงการใหม่ๆ ของภาครัฐ เช่น การขยายบริการคัดกรองสุขภาพจิตคุณแม่ตามศูนย์บริการสาธารณสุข ก็สะท้อนว่าสังคมเริ่มตื่นตัวกับปัญหานี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่คนทั่วไปและมีคำแนะนำที่เข้ากับบริบทวัฒนธรรมไทย เพื่อจัดการกับต้นตอความเครียดในครอบครัว และปรับเปลี่ยนความคาดหวังเรื่องการควบคุมลูกของพ่อแม่
มองไปข้างหน้า บรรดานักวิจัยย้ำว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมที่เจาะลึกความแตกต่างทางวัฒนธรรมในการเลี้ยงลูกและสุขภาพจิตในแต่ละประเทศ รวมถึงประเทศไทยเราด้วย แม้งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ จะยังไม่ได้ฟันธงว่าการเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมคือตัวการโดยตรงที่ทำให้สุขภาพจิตคุณแม่แย่ลง แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องสำรวจปัจจัยทางวัฒนธรรมและความเชื่อเรื่องการเลี้ยงลูกที่ส่งผลต่อทั้งความคิดและพฤติกรรม สำหรับประเทศไทย ที่ครอบครัวคือแกนหลักของสังคม ทางออกที่ยั่งยืนต้องผสมผสานการเคารพในขนบธรรมเนียมเข้ากับความพร้อมที่จะปรับตัวตามข้อมูลความรู้ใหม่ๆ
อยากชวนให้คุณพ่อคุณแม่ลองหันมาทบทวนความเชื่อและวิธีตอบสนองของตัวเอง เวลาที่ลูกเจอปัญหาหรือรู้สึกแย่ ลองท้าทายตัวเองให้อดทนกับความรู้สึกไม่สบายใจนั้น ทั้งของลูกและของตัวเราเองดูบ้าง การมีแคมเปญรณรงค์ด้านสาธารณสุขที่ตรงจุด โครงการดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียน และการจัดอบรมในชุมชนที่ให้ความรู้ทั้งเรื่องความต้องการทางอารมณ์ของเด็ก และความสำคัญของการที่พ่อแม่ต้องดูแลใจตัวเอง อาจเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย
สำหรับครอบครัวไทยที่มองหาคำแนะนำที่จับต้องได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อย เช่น ลองปล่อยให้ลูกได้เจอกับความผิดหวังเล็กๆ น้อยๆ แล้วเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันด้วยตัวเอง พ่อแม่เองก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างพลังใจ ด้วยการจัดการความเครียดของตัวเองอย่างเปิดเผย ชวนลูกคุยเรื่องความรู้สึกบ่อยๆ และพยายามหลีกเลี่ยงหลุมพรางของการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา หัวใจสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องเข้าใจว่าลูกไม่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากความรู้สึกแย่ๆ ทุกอย่างเสมอไป แต่ทั้งพ่อแม่และลูกสามารถเติบโตไปด้วยกันได้จากการเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้า หรือกระทั่งเรียนรู้จากอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ในชีวิต
แม้แรงกดดันที่พ่อแม่ไทยยุคใหม่ต้องแบกรับจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่งานวิจัยชิ้นสำคัญล่าสุดนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้หันมาทบทวนความเชื่อเดิมๆ ที่ฝังหัวกันมานานเกี่ยวกับความสำเร็จ ความล้มเหลว และรากฐานที่แท้จริงของความสุขในครอบครัว การสร้างสมดุลระหว่างความรักความอบอุ่นกับการกำหนดขอบเขตที่พอเหมาะพอดี ควบคู่ไปกับการดูแลใจตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ครอบครัวไทยสามารถสร้างเกราะป้องกันทางใจที่แข็งแกร่งให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมรับมือกับความท้าทายสารพัดในโลกยุคปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น
หากคุณแม่และครอบครัวชาวไทยต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือความช่วยเหลือ สามารถติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน สายด่วนสุขภาพจิต หรือนักให้คำปรึกษาด้านการศึกษา รวมถึงเข้าดูข้อมูลออนไลน์ได้ที่ พอร์ทัลสุขภาพจิตมารดาของกระทรวงสาธารณสุข