งานวิจัยล่าสุดจากวารสาร Scientific Reports กำลังสร้างความกังวลเกี่ยวกับคุณประโยชน์จริงของโปรตีนบาร์ ของว่างที่กำลังฮิตติดลมบนในกลุ่มคนไทยสายสุขภาพ รวมถึงคนทำงานในเมืองใหญ่ทั่วโลก แม้โปรตีนบาร์จะถูกยกให้เป็นตัวช่วยยามเร่งรีบของคนยุคใหม่ หรือเป็นไอเท็มเสริมโปรตีนหลังออกกำลังกายสำหรับชาวฟิตเนส แต่ผลการศึกษาล่าสุดกลับชี้ว่า โปรตีนบาร์หลายยี่ห้ออาจไม่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนอย่างที่อวดอ้าง ทำให้คนไทยที่นิยมบริโภคอาจต้องหันมาใส่ใจกับส่วนผสมของโปรตีนบาร์ยอดฮิตเหล่านี้กันใหม่
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะซูเปอร์มาร์เก็ตในกรุงเทพฯ หรือร้านสะดวกซื้อตามหัวเมืองใหญ่ โปรตีนบาร์กลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่าย พร้อมคำโฆษณาว่าเป็นตัวช่วยเสริมโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพและสะดวกสบาย ความนิยมนี้สอดรับกับเทรนด์โลก โดยตลาดโปรตีนบาร์ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และยังมีแนวโน้มเติบโตไม่หยุด (AOL) ในไทยเอง กระแสรักสุขภาพ การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์การทำงานที่เปลี่ยนไป ก็ยิ่งโหมกระพือความต้องการนี้ การทานอาหารโปรตีนสูงและวัฒนธรรม “คาเฟ่ของคนรักสุขภาพ” กลายเป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวออฟฟิศย่านสาทร หรือนักศึกษาในโรงอาหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การหยิบโปรตีนบาร์มารองท้องระหว่างประชุมหรือพักเบรกคาบเรียนกลายเป็นภาพคุ้นตา
ทว่า งานวิจัยล่าสุดที่วิเคราะห์โปรตีนบาร์ถึง 1,641 ชนิดจากฐานข้อมูล OpenFoodFacts.org กลับส่งสัญญาณเตือนว่า ปริมาณโปรตีนที่ระบุบนฉลาก ไม่ได้การันตีคุณภาพเสมอไป นักวิจัยได้จำลองระบบการย่อยอาหารของมนุษย์ในห้องทดลอง และพบว่าแม้โปรตีนบาร์กว่าร้อยละ 81 ที่นำมาทดสอบจะเข้าเกณฑ์ “โปรตีนสูง” ตามมาตรฐานฉลากโภชนาการ แต่ความสามารถของร่างกายในการย่อยและนำโปรตีนเหล่านั้นไปใช้ หรือที่เรียกว่า “คะแนนการย่อยได้” (digestibility score) กลับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ความสามารถในการย่อยโปรตีนนั้นแตกต่างกันมาก โดยโปรตีนในบาร์บางยี่ห้อ ร่างกายสามารถย่อยได้เพียงร้อยละ 47 เท่านั้น นั่นหมายความว่าผู้บริโภคอาจไม่ได้รับโปรตีนในปริมาณที่คาดหวังเพื่อใช้สร้างกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูร่างกาย หรือเพื่อสุขภาพโดยรวม
ทีมวิจัยได้จำแนกโปรตีนบาร์ตามแหล่งที่มาของโปรตีนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มโปรตีนจากพืชล้วน (เช่น ถั่วหรือข้าว), กลุ่มโปรตีนจากสัตว์ล้วน (เช่น นม), และกลุ่มโปรตีนผสม (เช่น คอลลาเจน, ถั่วเหลือง, นม, และไข่) และพบความแตกต่างที่น่าสนใจ โปรตีนบาร์ที่ใช้โปรตีนจากสัตว์เป็นหลัก โดยเฉพาะเวย์และเคซีนจากนม ได้รับคะแนนสูงทั้งในแง่ปริมาณโปรตีนทั้งหมดและคุณภาพของโปรตีน ในทางกลับกัน โปรตีนบาร์ที่ใช้โปรตีนจากพืชหรือโปรตีนผสมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนมักได้คะแนนต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ ที่น่าสนใจไปกว่านั้น โปรตีนบาร์จากสัตว์ยังมีแนวโน้มที่จะมีใยอาหารสูงกว่า ในขณะที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และแคลอรี่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักหรือผู้ป่วยเบาหวาน
สำหรับตลาดในไทย โปรตีนบาร์จากพืชและโปรตีนบาร์สูตรผสมคอลลาเจนกำลังเป็นที่นิยมและมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สอดรับกับกระแสอาหารมังสวิรัติและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม อย่างไรก็ดี ผลวิจัยล่าสุดนี้กลับท้าทายความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์บางสูตร โดยเฉพาะสูตรที่มีคอลลาเจน งานวิจัยชี้ว่า “แม้คอลลาเจนจะช่วยเพิ่มตัวเลขปริมาณโปรตีนบนฉลากได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น ซึ่งไม่ได้มีส่วนช่วยในการสร้างกล้ามเนื้ออย่างที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่คาดหวัง” (Scientific Reports) นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่าคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และใยอาหารบางชนิดที่เติมเข้าไปในโปรตีนบาร์ อาจขัดขวางการดูดซึมและการนำกรดอะมิโนจำเป็นไปใช้ประโยชน์ของร่างกาย
ข้อมูลที่เปิดเผยออกมานี้ ทำให้คำโฆษณาที่เรามักเห็นบนบรรจุภัณฑ์โปรตีนบาร์ในไทย เช่น “โปรตีนสูง” หรือ “อุดมด้วยโปรตีน” ดูน่าเคลือบแคลงยิ่งขึ้น นักวิจัยเตือนว่าคำเหล่านี้อาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด คิดว่ากำลังเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพเกินความเป็นจริง โปรตีนบาร์ส่วนใหญ่จัดเป็นอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed foods) ที่เต็มไปด้วยสารปรุงแต่งและสารให้ความหวาน ประเด็นนี้สร้างความกังวลในกลุ่มนักรณรงค์ด้านสุขภาพในไทย ซึ่งมองว่าของว่างแบบไทยๆ เช่น ถั่วต้ม หรือไก่ย่าง อาจเป็นแหล่งโปรตีนธรรมชาติที่ดีกว่า ราคาเข้าถึงง่ายกว่า และปราศจากการแปรรูปหรือการเติมน้ำตาลมากเกินไป
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญในไทย นักกำหนดอาหารวิชาชีพจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า “หากเราได้รับแคลอรี่เพียงพอจากอาหารไทยที่สมดุล ปัญหาการขาดโปรตีนแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย ยกเว้นในกลุ่มผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการ หรือผู้สูงอายุที่เบื่ออาหาร” นักกำหนดอาหารท่านนี้ยกตัวอย่างอาหารไทยใกล้ตัว เช่น เต้าหู้ เทมเป้ ไข่ ปลาเผา/ปลาย่าง รวมถึงอาหารท้องถิ่นที่มีถั่วต่างๆ และถั่วงอกเป็นส่วนประกอบ ว่าเป็นทางเลือกที่ดีและได้ผล “สำหรับคนทั่วไป แม้แต่ผู้ที่ทานมังสวิรัติหรือวีแกน การเลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือแปรรูปน้อยที่สุดหลากหลายชนิด ก็สามารถให้โปรตีนเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันได้ไม่ยาก” นักกำหนดอาหารท่านนี้ยืนยัน ซึ่งสอดคล้องกับคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารในต่างประเทศที่ปรากฏในสื่ออย่าง Fortune
ในอดีต วัฒนธรรมการกินของไทยให้ความสำคัญกับวัตถุดิบสดใหม่ การทานอาหารพร้อมหน้า และความสมดุลระหว่างข้าว ผัก และโปรตีนจากปลา ไข่ หรือเนื้อสัตว์ กระแสความนิยมอาหารแปรรูปอย่างเอนเนอร์จีบาร์หรือโปรตีนบาร์ ส่วนหนึ่งสะท้อนวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนในสังคมเมือง ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างชาติ แต่ความเสี่ยงจากการพึ่งพาอาหารเหล่านี้เพื่อให้ได้สารอาหารในแต่ละวันกำลังเป็นที่จับตามองมากขึ้น เช่นเดียวกับในหลายประเทศที่การเปลี่ยนไปบริโภคอาหารสะดวกซื้อมากขึ้น มีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน (World Health Organization)
มองไปในอนาคต นักวิจัยด้านโภชนาการเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมอาหารว่าง ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์นำเข้า พวกเขาเสนอให้มีการปรับปรุงฉลากโภชนาการให้ระบุข้อมูลมากกว่าแค่ปริมาณโปรตีน แต่ควรครอบคลุมถึงคุณภาพโปรตีน องค์ประกอบของกรดอะมิโน และผลกระทบจากกระบวนการแปรรูปต่อคุณค่าทางอาหารด้วย สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ข้อความสำคัญที่ต้องการสื่อสารคือ: แม้โปรตีนบาร์อาจเป็นตัวช่วยในบางครั้งคราวของชีวิตที่เร่งรีบ แต่คุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่แท้จริงนั้นมาจากอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปและวิถีการกินแบบไทยดั้งเดิมที่อุดมด้วยโปรตีนสดใหม่ ผักใบเขียว ถั่วต่างๆ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
ขณะที่ตลาดโปรตีนบาร์ยังคงเติบโต คาดว่าจะมีการให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิต แนวทางการโฆษณาที่รัดกุมยิ่งขึ้น รวมถึงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขเพื่อย้ำเตือนให้คนไทยเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาด้านโภชนาการจากอาหารพื้นบ้าน สำหรับคนทั่วไป คำแนะนำที่นำไปปรับใช้ได้คือ อ่านฉลากอย่างพินิจพิเคราะห์ เลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปแทนโปรตีนบาร์หากเป็นไปได้ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการปรับเปลี่ยนการกินเพื่อการออกกำลังกายหรือด้วยเหตุผลทางการแพทย์
เพื่อสุขภาพที่ดีในยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขอแนะนำให้ผู้บริโภคชาวไทยมองโปรตีนบาร์เป็นเพียงตัวเลือกเสริมยามจำเป็น ไม่ใช่อาหารหลักทางโภชนาการ ควรหันมาให้ความสำคัญกับแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น และพึงระลึกเสมอว่า การใส่ใจเลือกรับประทานอาหารที่มีรากฐานจากวัฒนธรรมอาหารไทย ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของสุขภาพที่ดีในระยะยาว
แหล่งข้อมูล: AOL, Scientific Reports, Fortune, WHO Thailand
ขอบคุณสำหรับเนื้อหาสาระที่ดีเสมอมา อย่างเรื่องนี้ ก็ชอบใจ….ในตอนหนึ่งที่สรุปความหมายว่า …โปรตีนบาร์ (คงต้องการให้ผู้เขียนอธิบายเบื้องต้นในสิ่งนี้ด้วย เพราะคนส่วนมากไม่ได้รู้จักกับมันมาก่อน) นั้นคืออาหารแปรรรูปชั้นสูงชนิดหนึ่ง …วิโรจน์ ครับ