คอนเทนต์สุขภาพจิตบน TikTok ที่ฮิตติดลมบนอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดาบสองคม เมื่อเต็มไปด้วยคำแนะนำผิดๆ และความเชื่อที่ไม่ถูกต้องมากมาย งานวิจัยล่าสุดที่ The Guardian หยิบมาตีแผ่ ชี้ว่าข้อมูลมั่วๆ เหล่านี้มีตั้งแต่การมองข้ามปัญหาสุขภาพจิตที่หนักหนา ไปจนถึงการเชียร์วิธีการรักษาที่ยังไม่มีใครรับรอง เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาส่งเสียงเตือนว่า กระแสนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสับสน แต่ยังเสี่ยงซ้ำเติมปัญหาการตีตรา และผลักดันให้คนแห่วินิจฉัยตัวเองแบบผิดๆ ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนไทยที่เป็นฐานผู้ใช้หลักของแพลตฟอร์มนี้
เรื่องสุขภาพจิตกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะหลังการระบาดของโควิด-19 ที่ซ้ำเติมความเครียดและความรู้สึกอ้างว้างในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยทำงาน ยิ่ง TikTok เป็นแอปสุดฮิตที่คนไทยโหลดกันถล่มทลาย และผู้ใช้หลายล้านคนก็หันไปพึ่งพาแพลตฟอร์มนี้เพื่อหาข้อมูลและทางออก การระบาดของข้อมูลสุขภาพจิตแบบผิดๆ จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ตัวเลขผู้ป่วยซึมเศร้าและโรควิตกกังวลในไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทุกวันนี้ แพลตฟอร์มดิจิทัลก็กลายเป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพเบอร์ต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว (ข้อมูลจาก Bangkok Post)
งานวิจัยชิ้นเดิมยังชี้ให้เห็นถึงรูปแบบข้อมูลมั่วๆ ที่เจอบ่อยบน TikTok อย่างแรกเลยคือการตีความอารมณ์ปกติว่าเป็นอาการป่วย คลิปวิดีโอหลายตัวมักหยิบยกอาการอย่างความกังวลเมื่อแผนเปลี่ยน หรืออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ มาบอกว่าเป็นสัญญาณของโรคซับซ้อน เช่น โรคบุคลิกภาพก้ำกึ่ง (borderline personality disorder) ทั้งที่จริงๆ แล้ว ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นอาการป่วยเสมอไป นักบำบัดและนักวิจัยด้านจิตวิทยาจากคิงส์คอลเลจลอนดอนให้ความเห็นว่า อาการที่ว่ามาอาจเป็นแค่ผลพวงจากความเครียดในชีวิตยุคใหม่ และเตือนว่าการตีความอารมณ์เหล่านี้แบบผิดๆ นั้น “เท่ากับส่งเสริมให้คนวินิจฉัยตัวเอง และทำให้คนมองข้ามความผิดปกติที่แท้จริงไป” (ข้อมูลจาก The Guardian)
อีกเรื่องที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือการเอาศัพท์เทคนิคทางการแพทย์มาใช้กันแบบผิดๆ มีคลิปไวรัลคลิปหนึ่งอ้างว่าคนที่เป็นไบโพลาร์จะมี “อารมณ์สวิงเร็วมาก” ซึ่งบิดเบือนความจริง เพราะทางการแพทย์แล้ว ภาวะอารมณ์ของคนไข้ไบโพลาร์จะคงอยู่นานเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่แค่นาทีหรือชั่วโมง อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นจิตแพทย์ท่านหนึ่ง วิจารณ์เรื่องนี้ว่า “การเอาชื่อโรคทางจิตเวชมาใช้มั่วๆ เพื่ออธิบายหรือหาเหตุผลให้พฤติกรรมต่างๆ เป็นการด้อยค่าประสบการณ์ของผู้ที่กำลังเผชิญกับอาการป่วยทางจิตอย่างแท้จริง” การใช้ศัพท์แบบผิดๆ นี้อาจทำให้คนเข้าใจผิดกันไปใหญ่ และยิ่งซ้ำเติมความรู้สึกโดดเดี่ยวของคนที่ป่วยจริงๆ เช่นเดียวกับการอ้างว่าพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การขอโทษพร่ำเพรื่อ หรือการอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์เกินเหตุ เป็นผลมาจากการถูกทำร้ายเท่านั้น ก็เสี่ยงที่จะเป็นการตีความแบบเหมาเข่ง และทำให้เรื่องความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของคนเรายิ่งยุ่งเหยิงไปกันใหญ่
ปัญหาที่สามที่เจอบ่อยมากคือการแชร์วิธีรักษาที่ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์มารองรับ แถมยังอ้างสรรพคุณเกินจริง บางคลิปก็เชียร์ให้เขียนระบายเรื่องราวฝังใจแค่ 15 นาทีแล้วจะหาย หรือโฆษณาอาหารเสริมอย่างหญ้าฝรั่นและแมกนีเซียมว่าช่วยรักษาอาการวิตกกังวลได้ นักจิตบำบัดที่ได้รับการรับรองย้ำว่าเทคนิคพวกนี้ “ไม่มีงานวิจัยรองรับ อาจให้ความหวังแบบลมๆ แล้งๆ และยังเสี่ยงที่จะไปสะกิดแผลใจซ้ำ หากทำโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล” นักจิตบำบัดท่านหนึ่งเสริมว่า “การร้องไห้อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้จริง แต่ไม่ใช่ทุกกรณี และคำแนะนำง่ายๆ แบบนี้มักมองข้ามความซับซ้อนของการจัดการอารมณ์” คลิปอื่นๆ ยังเชียร์การฝึกหายใจแบบเฉพาะว่าเป็นยาวิเศษแก้กังวลได้ทุกสถานการณ์ แต่นักประสาทจิตเวชศาสตร์เตือนว่า ไม่ใช่ทุกเทคนิคจะปลอดภัยหรือได้ผลกับทุกคน และถ้าทำผิดวิธี ก็อาจทำให้อาการหนักกว่าเดิมได้
ที่น่ากังวลที่สุดอาจเป็น “เรื่องเล่าความสำเร็จ” จากประสบการณ์ส่วนตัว ที่ทำให้การดูแลทางจิตเวชดูเป็นเรื่องง่ายเกินจริง คลิปที่แนะนำให้ไปนอนโรงพยาบาลช่วงสั้นๆ โดยอ้างแค่ประสบการณ์ตัวเอง อาจทำให้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับประโยชน์และความเหมาะสมของการรักษาแบบนั้น จิตแพทย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “การนอนโรงพยาบาลอาจไปเสริมวิธีการรับมือที่ไม่ถูกทาง และน้อยครั้งมากที่จะเป็นการตัดสินใจของคนไข้เอง หรือมีประโยชน์จริงอย่างที่โซเชียลนำเสนอ” บางคลิปถึงขั้นยุไม่ให้คนไข้พูดความจริงกับหมอ ซึ่งอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อการรักษาได้
สำหรับสังคมไทย ที่การตีตราเรื่องสุขภาพจิตยังฝังรากลึก และการเข้าถึงบริการจากผู้เชี่ยวชาญยังเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ข้อมูลมั่วๆ เหล่านี้จึงอาจส่งผลกระทบหนักหนากว่าปกติ ผู้บริหารระดับสูงด้านสุขภาพจิต สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านหนึ่ง เพิ่งออกมาเน้นย้ำว่า “แม้การที่คนกล้าเปิดใจคุยเรื่องสุขภาพจิตจะเป็นเรื่องดี แต่โซเชียลมีเดียต้องไม่ใช่แหล่งข้อมูลหลักที่มองข้ามความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ” โดยพื้นฐานแล้ว สังคมไทยมักเน้นให้อดทนเก็บอาการเมื่อเจอปัญหาทางใจ เยาวชนไทยจึงอาจรู้สึกกดดันให้ต้องวินิจฉัยหรือรักษาตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มีน้อยหรือเข้าถึงยาก (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)
ที่ผ่านมา โครงการดีๆ ที่พยายามสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต เช่น การรณรงค์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ สายด่วนดิจิทัล “Mind Uplift” และโครงการในชุมชนโดยวัดหลายแห่ง ต่างก็พยายามต่อสู้กับการตีตราและเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ความพยายามเหล่านี้กลับเสี่ยงที่จะถูกกลบด้วยคลิป TikTok ที่เข้าถึงง่ายกว่าเยอะ แต่ข้อมูลมั่วกว่า และดังเป็นไวรัลได้ในพริบตา
สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้ชี้ว่า การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและทักษะการคิดวิเคราะห์ควรเป็นเรื่องสำคัญในหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย โมเดลจากต่างประเทศอย่าง “eSafety Commissioner” ของออสเตรเลีย อาจนำมาปรับใช้กับบ้านเราได้ เพื่อให้เยาวชนแยกแยะได้ว่าคำแนะนำไหนเชื่อถือได้ คำแนะนำไหนมั่ว ขณะที่รัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าผลักดันนโยบายสุขภาวะทางไซเบอร์ (cyber-wellness) จิตแพทย์จากกรมสุขภาพจิตท่านหนึ่งเสนอให้ร่วมมือกับบริษัทโซเชียลมีเดียเพื่อลดการเข้าถึงเนื้อหาที่ชวนเข้าใจผิด และดันคอนเทนต์จากผู้เชี่ยวชาญให้มากขึ้น โดยเฉพาะที่เป็นภาษาไทย
มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญอยากให้ทั้งคนดูและคนทำคอนเทนต์เกี่ยวกับสุขภาพจิตระมัดระวังกันให้มากขึ้น “ไม่มีโพสต์ออนไลน์โพสต์ไหนที่จะแทนที่การประเมินจากแพทย์หรือการดูแลต่อเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ผ่านการฝึกอบรมมาแล้วได้” จิตแพทย์ท่านหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ “เยาวชนไทย พ่อแม่ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ต้องระวังคำแนะนำจาก TikTok ให้ดี หากมีอาการน่าสงสัยไม่หายสักที ควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และช่วยกันรีพอร์ตเนื้อหาที่ไม่น่าไว้ใจ”
ในทางปฏิบัติ คนไทยเราป้องกันตัวเองได้โดยการเช็กข้อมูลสุขภาพจิตกับแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย สายด่วนกรมสุขภาพจิต และองค์กรระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก โรงเรียนและองค์กรในชุมชนควรเปิดเวทีคุยกันแบบเปิดอกเรื่องปัญหาข้อมูลมั่วๆ ทางออนไลน์ ส่วนในครอบครัวก็ควรส่งเสริมให้คุยกันตรงๆ เรื่องปัญหาทางอารมณ์
การทะลักเข้ามาของข้อมูลสุขภาพจิตมั่วๆ บน TikTok ไม่ได้เป็นปัญหาแค่ในไทย แต่ด้วยลักษณะเฉพาะของโลกดิจิทัลและวัฒนธรรมไทย ทำให้ผลกระทบจากเรื่องนี้เร่งด่วนเป็นพิเศษสำหรับบ้านเรา โอกาสตอนนี้คือการสร้างเกราะป้องกันให้สังคมไทย ด้วยเครื่องมือที่จำเป็นและระบบสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้รับมือกับปัญหาสุขภาพจิตในโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตที่ถูกต้องตามหลักฐานในประเทศไทย สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ กรมสุขภาพจิต สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย หรือปรึกษาผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ได้รับการรับรอง