พักหลังมานี้ มีงานวิจัยไม่น้อยที่หันมาเจาะลึกวิกฤตชีวิตคู่ที่คนมักมองข้าม นั่นคือภาวะที่ฝ่ายภรรยาเริ่มตีตัวออกห่างทางใจ หรือที่นักจิตวิทยาและนักบำบัดบางสำนักเรียกกันติดปากว่า “Walkaway Wife Syndrome” (อาจเทียบเคียงเป็นไทยได้ว่า “ภาวะภรรยาใจลอย” หรือ “อาการเมียหมดใจ”) คำนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับสากล รวมถึงในแวดวงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตของไทยด้วย แนวคิดดังกล่าวมีการขยายความไว้ในบทความชิ้นล่าสุดจาก YourTango และมีข้อมูลทางจิตวิทยารองรับ โดยชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่มักถูกละเลย ซึ่งบ่งบอกว่าฝ่ายหญิงอาจถอนสมอทางใจไปจากความสัมพันธ์นานแล้วก่อนที่จะแยกทางกันจริงๆ ประเด็นนี้นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่งในบริบทสังคมไทย ที่ค่านิยมเรื่องความประนีประนอมในชีวิตคู่บางครั้งกลับกลบเกลื่อนปัญหาร้าวลึก จนครอบครัวและคนรอบข้างอาจตั้งรับไม่ทันเมื่อถึงจุดแตกหัก
ประเด็นนี้ยิ่งทวีความน่าสนใจสำหรับคนไทย เมื่อดูจากผลสำรวจที่ชี้ว่าความไม่พึงพอใจในชีวิตแต่งงานและสถิติการหย่าร้างในบ้านเรามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าสังคมจะยังคงมีทัศนคติเชิงลบต่อการเลิกราอยู่ก็ตาม ในเมื่อสถาบันครอบครัวถือเป็นแกนหลักของสังคมไทย และหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาก็เน้นย้ำเรื่องเมตตาธรรม การรับฟังซึ่งกันและกัน และความรับผิดชอบร่วมในชีวิตคู่ การศึกษาวิจัยถึงต้นสายปลายเหตุและกลไกการถอดใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย ตลอดจนคนทั่วไปควรให้ความใส่ใจ
จากความเห็นของเหล่านักจิตวิทยาที่อ้างถึงในรายงานของ YourTango รวมถึงงานวิจัยจากวารสารวิชาการชั้นนำอย่าง Psychological Bulletin และ Journal of Family Theory & Review พบว่าการร้างลาทางใจมักจะเกิดขึ้นล่วงหน้าเป็นเดือนหรือเป็นปีก่อนที่จะมีการแยกทางกันจริงๆ บทความใน YourTango ได้ชี้ให้เห็นถึง 11 สัญญาณเตือนเล็กๆ ของการถอดใจจากความสัมพันธ์ โดยผู้เชี่ยวชาญเน้นว่าจุดเริ่มต้นมักมาจากการสื่อสารที่ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง ความต้องการทางใจที่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง จนความหวังแปรเปลี่ยนเป็นความท้อแท้สิ้นหวังอย่างถาวร ข้อสังเกตสำคัญคือ ฝ่ายภรรยาอาจจะเลิกเล่าความฝันหรือความกังวลใจให้ฟัง มองว่าปัญหาความขัดแย้งนั้นไม่มีทางแก้ไข และเริ่มสร้างเกราะป้องกันทางใจให้ตัวเอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เองที่อีกฝ่ายซึ่งอาจไม่ทันสังเกต มักจะมองข้ามไป จนกระทั่งชีวิตคู่ได้ปิดฉากลงในทางพฤตินัยไปแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาในไทยก็เห็นพ้องกับงานวิจัยจากต่างประเทศว่า หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยคือการขาดการสื่อสารที่มีคุณภาพ จากผลการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่า การพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอย่างสุดโต่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทยที่มองว่าการเผชิญหน้ากันตรงๆ เป็นเรื่องไม่ควรทำนั้น สามารถ “นำไปสู่ความพึงพอใจในชีวิตสมรสที่ลดลง ความไว้เนื้อเชื่อใจที่น้อยลง และความใกล้ชิดสนิทสนมที่จางหายไป” (แหล่งข้อมูล) สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงให้คู่ชีวิตฝ่ายหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นภรรยา รู้สึกอ้างว้างและถูกทอดทิ้งทางความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ความรู้สึกที่ไม่ถูกรับฟังและขาดที่พึ่งพิงทางใจนี้ มักถูกซ้ำเติมด้วยกรอบบทบาททางเพศแบบเดิมๆ ในสังคมไทย ที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับไม่เพียงแต่ภาระทางอารมณ์ แต่ยังรวมถึงงานบ้านอย่างไม่สมดุล ซึ่งในซีกโลกตะวันตกมีคำเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “แม่เลี้ยงเดี่ยวในชีวิตสมรส”
อีกปัจจัยสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาชีวิตคู่ในไทยชี้ให้เห็นคือ ภาวะจำยอมต่อความสิ้นหวังจนกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อเวลาล่วงเลยไป ฝ่ายภรรยาอาจเริ่มมองว่าปัญหาที่ค้างคาไม่ได้รับการแก้ไขนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกแล้ว และล้มเลิกความพยายามที่จะประคับประคองความสัมพันธ์ งานวิจัยระบุว่าการถอยห่างเช่นนี้มักเป็นกลไกป้องกันตัวเอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาชีวิตสมรสจากคลินิกสุขภาพจิตชั้นนำแห่งหนึ่งในไทยให้ทัศนะว่า “ในวัฒนธรรมไทยเรื่องการรักษาหน้าตาและความปรองดองในครอบครัวเป็นสิ่งที่หยั่งรากลึก การที่ภรรยาเลือกที่จะถอยห่างทางใจจึงมักเป็นเหมือนทางออกสุดท้าย หลังจากที่พยายามปรับจูนเล็กๆ น้อยๆ มานับครั้งไม่ถ้วนแต่ก็ไม่เป็นผล”
มิติเฉพาะของสังคมไทยยิ่งเห็นได้ชัดในกรณีที่เกี่ยวพันกับครอบครัวขยาย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักของชุมชนไทย การที่ใครสักคนในบ้านเริ่มห่างเหินทางใจ สามารถส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างไปถึงเครือญาติ สร้างความสับสน ความทุกข์ใจ หรือกระทั่งทำให้ระบบเกื้อหนุนในครอบครัวพังทลายลงได้ แม้บางครั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านอาจพยายามเข้ามาเป็นกาวใจ แต่เมื่อสัญญาณต่างๆ มันฟ้องออกมาจนชัดเจนแล้ว ความห่างเหินนั้นก็มักจะเกินเยียวยา เด็กๆ ไม่ว่าจะเล็กหรือโต ย่อมได้รับผลกระทบทางใจอย่างหนักหน่วง นักวิจัยชี้ว่า แม้พ่อแม่อาจตั้งใจจะปกป้องลูกๆ จากปัญหาความขัดแย้งในบ้าน แต่การที่แม่ซึ่งเคยผูกพันใกล้ชิดกับลูกกลับห่างหายไปอย่างกะทันหัน ก็สามารถสร้างบาดแผลแห่งความสับสนและความรู้สึกถูกทอดทิ้งให้ติดอยู่ในใจลูกไปอีกนาน
อันที่จริง ภาวะ “Walkaway Wife Syndrome” หรืออาการเมียหมดใจนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจำเพาะแต่ในสังคมไทย ทว่าผู้เชี่ยวชาญในบ้านเราก็ติงว่า การหยิบยืมคำศัพท์และแนวคิดจากต่างแดนมาใช้ บางครั้งอาจทำให้มองข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สำคัญไปได้ ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกผิดหรือการกล่าวโทษกัน ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้ชีวิตคู่พังทลาย อาจถูกตีความต่างออกไปในสังคมไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานทางความคิด ซึ่งเรื่องของเวรกรรมและการทำบุญอาจเข้ามามีอิทธิพลทั้งในช่วงระหว่างและหลังการหย่าร้าง อย่างไรก็ดี หลักการพื้นฐานทางจิตวิทยานั้นยังคงเป็นสากล กล่าวคือ การขาดความเห็นอกเห็นใจ การเพิกเฉยต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง และการปล่อยปละละเลยความคับข้องใจ ย่อมนำไปสู่การร้างลาทางใจอย่างมิอาจเลี่ยง
นักวิจัยยังชี้อีกว่า ในระยะแรกเริ่มของการห่างเหินทางใจนั้น ภรรยาอาจทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมากเพื่อพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อาจแสดงความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือร้องขอให้อีกฝ่ายปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่หากเสียงเรียกร้องเหล่านี้ไม่เคยได้รับการตอบสนอง ความคิดในแง่ลบก็จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนนำไปสู่สิ่งที่นักบำบัดท่านหนึ่งเรียกว่า “การถอยหนีเข้าข้างใน” ซึ่งความอึดอัดคับข้องใจในชีวิตประจำวันจะกลายเป็นเรื่องที่ยากเกินทนทาน กระบวนการนี้มักบ่มเพาะความรู้สึกอ้างว้างเปลี่ยวเหงาอย่างสุดซึ้ง ผลักดันให้ผู้หญิงบางคนต้องออกไปแสวงหาการสนับสนุนหรือความผูกพันจากนอกรั้วชีวิตคู่ ไม่ว่าจะเป็นจากกลุ่มเพื่อนฝูง วงสังคมที่กว้างขึ้น หรือกระทั่งความสัมพันธ์ครั้งใหม่
ข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ชี้ว่า จำนวนฝ่ายหญิงที่ยื่นคำร้องขอหย่าในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุหลักมาจากการถูกละเลยทางความรู้สึก (ดู รายงานภาครัฐ) ในมิติทางพุทธศาสนา มีรายงานว่าภรรยาบางส่วนเลือกที่จะแสวงหาความสงบทางใจด้วยการทำสมาธิและเข้าวัดปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นทางออกในการรับมือกับความรู้สึกแปลกแยกทางอารมณ์ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนถึงความไม่ปกติในชีวิตคู่ตามแบบฉบับวัฒนธรรมไทย
แง่มุมที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง ซึ่งพบได้ทั้งในงานวิจัยระดับนานาชาติและงานศึกษาในไทย คือแนวโน้มที่คู่สมรสอีกฝ่าย ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นสามี มักจะตกใจประหลาดใจเมื่อชีวิตคู่ที่ดูเหมือนจะราบรื่นมั่นคงกลับมาถึงทางตัน ศาสตราจารย์ด้านการบำบัดชีวิตคู่และครอบครัวจากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อสังเกตว่า “ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ฝ่ายชายในสังคมไทยจะมองว่าการที่ภรรยาเริ่มตีตัวออกห่างทางใจเป็นเพียงเรื่องของอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ หรือความเครียด มากกว่าที่จะตระหนักว่าเป็นสัญญาณของปัญหาสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกกว่านั้น” ลักษณะที่ดำเนินไปอย่างเงียบเชียบของกระบวนการนี้ทำให้คนในครอบครัว หรือแม้แต่เพื่อนสนิท ก็อาจไม่ระแคะระคาย จนกว่าการตัดสินใจแยกทางจะกลายเป็นเรื่องที่รับรู้กันในวงกว้าง
การที่ปัญหานี้มักถูกซุกไว้ใต้พรม ยิ่งถูกตอกย้ำด้วยขนบธรรมเนียมของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการรักษาหน้าตา และไม่ส่งเสริมการเปิดอกพูดคุยเรื่องความขัดแย้งกันอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับญาติพี่น้องของอีกฝ่ายหรือในวงสังคม นักบำบัดบางท่านในไทยได้เริ่มนำแนวทางการบำบัดคู่รักแบบตะวันตก เช่น วิธีของกอตต์แมน (Gottman Method) มาปรับใช้ให้เข้ากับรูปแบบการสื่อสารของคนไทย โดยเน้นการค่อยๆ แบ่งปันความรู้สึก และการเรียนรู้ที่จะยอมรับความขัดแย้ง
หากมองย้อนไปถึงรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของภาวะห่างเหินทางใจ จะพบว่าเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังในชีวิตสมรส บทบาททางเพศ และความสุขส่วนตัว ในขณะที่คนไทยรุ่นก่อนอาจมองว่าการแต่งงานเป็นเพียงพันธะทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา สังคมเริ่มให้ความสำคัญกับมิติของความเป็นเพื่อนคู่คิดทางอารมณ์มากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นอิทธิพลจากสื่อตะวันตกและวิถีชีวิตแบบคนเมืองที่เปลี่ยนไป ทว่าระบบสนับสนุนสำหรับคู่รักที่ประสบปัญหากลับยังพัฒนาตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และทัศนคติเชิงลบต่อการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงฝังรากลึก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
เมื่อมองไปในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติหลายประการสำหรับคู่สมรส ชุมชน และผู้มีส่วนกำหนดนโยบายในประเทศไทย ดังนี้:
- ส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดใจและทันท่วงทีเกี่ยวกับความต้องการทางความรู้สึก แนวทางที่เน้นครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เช่น การพูดคุยกลุ่มโดยมีผู้ไกล่เกลี่ยที่ผ่านการอบรมแล้ว ได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจในการศึกษานำร่องทั้งในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ
- ขยายองค์ความรู้สู่สาธารณะเกี่ยวกับความสำคัญของความผูกพันทางอารมณ์และสัญญาณเตือนของความห่างเหินในชีวิตคู่ การรณรงค์ด้านสุขภาวะโดยภาครัฐและชุมชนสามารถช่วยให้การหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาพูดคุยเป็นเรื่องปกติมากขึ้น ท่ามกลางสถิติการหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้น
- เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาครอบครัวและโครงการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ทรัพยากรยังมีจำกัด
- พัฒนากรอบการทำงานที่สอดรับกับบริบททางวัฒนธรรมสำหรับการรับมือกับภาวะถอดใจทางอารมณ์ โดยบูรณาการคุณค่าทางพุทธศาสนาเรื่องการฟังอย่างตั้งใจ (สติ) และการสื่อสารด้วยเมตตา (วจีสุจริต)
- ให้การสนับสนุนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะห่างเหินทางใจของผู้ปกครอง ผ่านบริการให้คำปรึกษาในสถานศึกษาและกลุ่มสนับสนุนโดยเพื่อนช่วยเพื่อน
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่อาจกำลังเผชิญกับภาวะห่างเหินทางใจในชีวิตคู่ ผู้เชี่ยวชาญแนะให้หมั่นสังเกตสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ เช่น ความฝันที่เคยมีร่วมกันเริ่มจางหายไป การค่อยๆ ถอยตัวออกห่างอย่างเงียบๆ และการสร้างเกราะกำบังทางอารมณ์ที่หนาแน่นขึ้น การรีบขอความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อนสนิทที่ไว้ใจได้ ผู้ใหญ่ในครอบครัว ผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด หัวใจสำคัญที่สุดจากงานวิจัยในปัจจุบันคือ ภาวะห่างเหินทางใจไม่ได้หมายถึงจุดจบของความสัมพันธ์เสมอไป หากมีความจริงใจ ความเข้าอกเข้าใจ และการลงมือแก้ไขปัญหาอย่างทันการณ์ คู่รักจำนวนไม่น้อยก็สามารถฟื้นคืนความผูกพันกลับมาได้ หรือหากจำเป็นจริงๆ ก็สามารถร่วมกันหาทางออกที่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกๆ
สำหรับแหล่งข้อมูลและการสนับสนุนเพิ่มเติม ผู้อ่านสามารถติดต่อกรมสุขภาพจิต (dmh.go.th) สายด่วนปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตของสภากาชาดไทย หรือโครงการชุมชนสัมพันธ์ของวัดใกล้บ้านที่อาจมีบริการไกล่เกลี่ยและให้คำปรึกษา