งานวิจัยชิ้นล่าสุดเผยว่า การมีปากเสียงหรือระเบิดอารมณ์ใส่กันบ่อยๆ อาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนเจ้าคิดเจ้าแคร์หรือมีภาวะหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์ (neuroticism) ไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิตคู่ งานวิจัยนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร Sexual and Relationship Therapy ได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับรูปแบบพฤติกรรมที่อาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคู่รักในบ้านเรา ที่กำลังมองหาวิธีประคองรักให้มั่นคง หรืออยากรู้ว่าทำไมความสัมพันธ์ถึงตึงเครียดอยู่เรื่อย (ข้อมูลจาก PsyPost)
ภาวะหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์ (Neuroticism) คือหนึ่งในห้าลักษณะบุคลิกภาพหลัก (Big Five personality traits) ที่นักวิชาการทั่วโลกให้ความสนใจ หมายถึง คนที่มีแนวโน้มจะเจออารมณ์ลบๆ เล่นงานอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความเศร้า ความหงุดหงิด หรืออารมณ์ที่ไม่มั่นคง แม้ว่านิสัยแบบนี้ส่วนหนึ่งจะมาจากกรรมพันธุ์และประสบการณ์วัยเด็ก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปรับเปลี่ยนไม่ได้เลย คนไทยอาจจะคุ้นกับคำว่า “คนใจน้อย” หรือ “คนอ่อนไหวง่าย” ที่ใช้อธิบายคนที่มักจะอารมณ์เสียง่ายหรือคิดมาก ที่ผ่านมา งานวิจัยนานาชาติหลายชิ้นก็ชี้ตรงกันว่าคนที่มีภาวะนี้สูงมักจะมีปัญหาชีวิตคู่ แต่งานวิจัยชิ้นนี้เจาะลึกลงไปอีก โดยชี้ว่าไม่ใช่แค่อารมณ์พื้นฐานเท่านั้น แต่เป็นพฤติกรรมที่ชอบชวนทะเลาะต่างหากที่ทำให้ความสุขในความสัมพันธ์ลดลง
งานวิจัยนี้ นำโดยทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ได้สำรวจผู้ใหญ่ 202 คน ที่คบหาจริงจังและอยู่ด้วยกันมาอย่างน้อยหนึ่งปี กลุ่มตัวอย่างต้องจดบันทึกประจำวันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ รายงานว่ารู้สึกพอใจกับความสัมพันธ์แค่ไหน และได้ทำพฤติกรรมอะไรบ้างจากทั้งหมด 64 อย่างที่กำหนดไว้ ตั้งแต่การขอบคุณไปจนถึงการแสดงความโกรธ นอกจากนี้ ช่วงต้นและปลายสัปดาห์ พวกเขายังต้องประเมินความพึงพอใจในความสัมพันธ์โดยรวมผ่านแบบวัดมาตรฐานทางจิตวิทยา และตอบแบบสอบถามบุคลิกภาพเพื่อดูระดับภาวะหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์ของแต่ละคน
นักวิจัยได้แบ่งพฤติกรรมในชีวิตประจำวันออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ พฤติกรรมเชิงบวก เช่น การแสดงความรักหรือขอบคุณ และพฤติกรรมเชิงลบ เช่น การแสดงความโกรธ การตีตัวออกห่าง หรือการพูดจาดูถูกอีกฝ่าย ที่น่าสนใจคือ นักวิจัยยังระบุกลุ่มย่อยของพฤติกรรมเชิงลบที่เรียกว่า “ยุทธวิธีเมื่อเกิดความขัดแย้ง” (conflict tactics) ซึ่งรวมถึงการตะโกนใส่กัน การทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้น และการหนีหน้าไม่คุยกัน
ผลวิเคราะห์ทางสถิติชี้ว่า คนที่มีภาวะหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์สูงมักจะแสดงพฤติกรรมเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิธีจัดการความขัดแย้งแบบไม่สร้างสรรค์ เช่น การตะโกนและการโต้เถียง มากกว่าคนทั่วไป ประเด็นสำคัญคือ พฤติกรรมเชิงลบเหล่านี้เอง (ไม่ใช่การขาดพฤติกรรมเชิงบวก) ที่เป็นต้นเหตุของความไม่พอใจในความสัมพันธ์ของกลุ่มคนเหล่านี้ ผู้เขียนงานวิจัยระบุว่า “งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า ภาวะหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์ (neuroticism) เชื่อมโยงกับการแสดงพฤติกรรมเชิงลบในความสัมพันธ์ที่บ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการจัดการความขัดแย้งที่แย่ลง นอกจากนี้ เรายังพบว่าพฤติกรรมเหล่านี้เองที่ลดทอนความพึงพอใจในความสัมพันธ์ และยังเป็นกลไกที่ทำให้ภาวะหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์ส่งผลลบต่อความสุขในชีวิตคู่อีกด้วย”
งานวิจัยนี้ให้มุมมองใหม่ๆ ในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของคู่รักชาวไทย ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วมักจะเน้นความรักใคร่กลมเกลียวและการประนีประนอม หลักธรรมพุทธศาสนาในบ้านเราก็สอนให้รู้จักควบคุมอารมณ์และมีสติ แต่ชีวิตคู่ยุคนี้ก็มีความเครียดหลายอย่างที่ทำให้ปะทะอารมณ์กันง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีพื้นฐานอารมณ์อ่อนไหวง่ายอยู่แล้ว ถึงแม้งานวิจัยนี้จะไม่ได้เก็บข้อมูลจากคู่ของกลุ่มตัวอย่าง ทำให้ไม่รู้ว่าการตอบสนองของอีกฝ่ายมีผลแค่ไหน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคู่รักที่อยากจะหลุดพ้นจากวงจรทะเลาะเบาะแว้ง
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์มองว่า งานวิจัยนี้ตอกย้ำว่าการจัดการความขัดแย้งสำคัญกว่าแค่การเติมความหวานให้กัน การที่งานวิจัยใช้ข้อมูลจากบันทึกประจำวันที่กลุ่มตัวอย่างจดเองตลอดหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างบุคลิกภาพกับพฤติกรรมในชีวิตจริงดูน่าเชื่อถือ “ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคู่ แต่จะรับมือกับมันยังไงนี่สิที่สำคัญ” นักให้คำปรึกษาครอบครัว สังกัดกรมสุขภาพจิต ให้ความเห็น “ถ้าคุณเริ่มเห็นว่าทะเลาะกันบ่อย หรือมีใครคนใดคนหนึ่งชอบปรี๊ดแตก การไปขอคำแนะนำเรื่องวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งแบบดีๆ ก็อาจจะช่วยได้”
ผลวิจัยนี้มีความสำคัญต่อคู่รักและนักให้คำปรึกษาชีวิตคู่ในไทยไม่น้อย ครอบครัวไทยหลายบ้านอาจจะไม่ค่อยเปิดอกคุยกันเรื่องปัญหา หรืออาจจะสอนให้เก็บงำความรู้สึกไม่ดีไว้เพื่อรักษาบรรยากาศ ซึ่งวิธีนี้อาจจะย้อนกลับมาทำร้าย ถ้าปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นความขุ่นข้องหมองใจระยะยาวและระเบิดออกมาในที่สุด การเข้าใจว่านิสัยชอบทำให้เรื่องบานปลายหรือชอบหนีปัญหา มันเชื่อมโยงกับบุคลิกส่วนลึก จะช่วยให้คนเรากล้าไปรับคำปรึกษาหรือพัฒนาตัวเอง โดยเข้าใจและยอมรับตัวเองมากขึ้น
บริบททางวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญ สังคมไทยเราเป็นสังคมแบบกลุ่มนิยม (collectivist society) ที่เน้นความสามัคคีและความอดทนอดกลั้น แต่ยุคนี้อิทธิพลตะวันตกกับความเครียดในเมืองก็ทำให้คู่รักรุ่นใหม่กล้าเผชิญหน้ากันตรงๆ มากขึ้น การที่งานวิจัยนี้เน้นเรื่องวิธีรับมือความขัดแย้ง ก็ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้การแสดงความรักและขอบคุณกันจะเป็นเรื่องดี แต่การจัดการกับต้นตอที่ทำให้ทะเลาะกันบ่อยๆ และการเรียนรู้วิธีแสดงความไม่พอใจแบบสร้างสรรค์ ก็สำคัญสุดๆ สำหรับความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
มองไปข้างหน้า งานวิจัยนี้ก็จุดประกายคำถามที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาต่อยอดและการนำไปปรับใช้ เช่น พฤติกรรมของอีกฝ่ายส่งผลต่อความเชื่อมโยงระหว่างภาวะหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์กับความสุขในชีวิตคู่ได้อย่างไร? การบำบัดที่เน้นช่วยให้ควบคุมอารมณ์และจัดการความขัดแย้งได้ดีขึ้น จะช่วยให้ทั้งคู่ดีขึ้นในระยะยาวจริงหรือ? สำหรับคู่รักชาวไทย ความเครียดจากงาน ปัญหาปากท้อง และบทบาทหญิงชายที่เปลี่ยนไป ก็อาจเป็นตัวเร่งให้ทะเลาะกันบ่อยและแรงขึ้น การศึกษาเพิ่มเติมโดยเก็บข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย (dyadic) ในกลุ่มคู่รักชาวไทย อาจช่วยให้ได้กลยุทธ์ที่เข้ากับวัฒนธรรมไทยจริงๆ สำหรับโครงการส่งเสริมชีวิตคู่
สำหรับคนไทยเรา มีข้อคิดที่เอาไปใช้ได้จริงสองอย่าง อย่างแรกคือ ต้องรู้ว่าการทะเลาะกันบ่อยๆ และอารมณ์ที่ปะทะกันมันกระทบความสุขในชีวิตคู่มากกว่าแค่การไม่ได้แสดงความรักต่อกัน อย่างที่สองคือ การขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ นั่งสมาธิ หรือเข้าคอร์สอบรมเรื่องการสื่อสาร ก็ช่วยลดการทะเลาะแบบเดิมๆ ได้ การฝึกสติ (Mindfulness) ที่ฮิตกันตามวัดและศูนย์สุขภาพในบ้านเรา ก็ช่วยเรื่องการควบคุมอารมณ์ได้ดี และถ้าเอามาผสมกับเทคนิคจัดการความขัดแย้งสมัยใหม่ ก็น่าจะเป็นประโยชน์แบบเฉพาะตัวสำหรับคู่รักชาวไทย
สำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ เดี๋ยวนี้บริการให้คำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ก็หาไม่ยาก มีโรงพยาบาลและมูลนิธิบางแห่งที่ให้บริการบำบัดเป็นภาษาไทยในราคาที่จับต้องได้ ส่วนใครที่อยู่ต่างจังหวัด ก็ยังมีแหล่งข้อมูลออนไลน์และกิจกรรมอบรมในชุมชนที่เน้นเรื่องการสื่อสาร การจัดการอารมณ์ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคู่รักให้ได้เรียนรู้
สรุปคือ ถึงแม้นิสัยอย่างความหวั่นไหวง่ายทางอารมณ์จะเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราทั้งทางร่างกายและจิตใจ แต่ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ก็ลดลงได้ถ้าเรารู้ตัวและตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คู่รักชาวไทยที่กำลังหัวหมุนกับการทะเลาะกันบ่อยๆ ก็ยังมีความหวัง เพราะมีวิธีที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ชีวิตคู่มีความสุขมากขึ้นได้ โดยอาศัยทั้งความรู้สากลและภูมิปัญญาไทยเราเอง
ใครที่สนใจอ่านเพิ่มเติม รายงานฉบับเต็มมีให้อ่านในวารสาร Sexual and Relationship Therapy (อ่านสรุปงานวิจัยนี้ได้ที่นี่) ส่วนข้อมูลเรื่องการจัดการความขัดแย้งในความสัมพันธ์ ก็หาอ่านได้จากกรมสุขภาพจิตและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)