งานวิจัยชิ้นโบแดงจากนาซากำลังปลุกกระแส “รีบาวน์เดอร์” หรือแทรมโพลีนจิ๋วที่หลายคนเมิน ให้กลับมาฮอตฮิตในแวดวงคนรักสุขภาพอีกครั้ง รายงานข่าวทั้งไทยและเทศที่เพิ่งออกมา (MSN, Times of India) ตอกย้ำผลวิจัยของนาซาที่ว่า การออกกำลังกายแบบรีบาวน์ดิงแค่ 10 นาที ให้ผลลัพธ์แจ่มกว่าการวิ่งจ็อกกิง 30 นาที ถึง 68-70% เลยทีเดียว ทั้งในเรื่องการปั๊มหัวใจให้แข็งแรง เพิ่มความอึด และสมรรถภาพโดยรวม ที่เด็ดกว่านั้นคือ มันถนอมข้อต่อกว่ากันเยอะ การค้นพบครั้งนี้อาจเปลี่ยนวิถีการออกกำลังกายของคนไทยยุคใหม่ที่เวลาน้อยนิด รวมถึงคนทั่วโลกไปเลยก็ได้

ที่กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ก็คือ “การรีบาวน์ดิง” เนี่ยแหละ ซึ่งก็คือกิจกรรมแอโรบิกง่ายๆ แค่กระโดดเป็นจังหวะบนแทรมโพลีนจิ๋ว มันต่างจากการวิ่งจ็อกกิงทั่วไปตรงที่รีบาวน์ดิงช่วยกระจายแรงกระแทกไปทั่วตัว ทำให้เป็นการออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำ ถนอมข้อต่อสุดๆ จริงๆ แล้ว งานวิจัยของนาซาเริ่มจากการช่วยนักบินอวกาศฟื้นฟูกระดูกและกล้ามเนื้อหลังกลับจากภารกิจนอกโลกนานๆ แต่ตอนนี้ ผลวิจัยนี้กลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ทั้งกูรูฟิตเนส ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และคนทั่วไปที่อยากฟิตแอนด์เฟิร์มบนโลกแบบได้ผลจริงแถมสนุกด้วย

หัวใจของงานวิจัยนี้ ที่นาซายกมาอ้างอิงและสรุปไว้ในบทวิเคราะห์ฟิตเนสหลายสำนัก (TrampoLEAN, LADbible) ก็คือ รีบาวน์ดิงช่วยให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้มากกว่า และให้ประโยชน์โดยรวมกับร่างกายได้เหนือกว่าในเวลาที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการวิ่ง ผลศึกษาของนาซาที่ถูกอ้างถึงกันให้แซ่ดระบุว่า “เมื่อเปรียบเทียบกันที่ระดับอัตราการเต้นหัวใจและการใช้ออกซิเจนใกล้เคียงกัน การกระตุ้นทางชีวกลศาสตร์จะสูงกว่าเมื่อกระโดดบนแทรมโพลีนมากกว่าการวิ่ง” (เอกสาร PDF จาก Rebound Therapy) พูดง่ายๆ คือ ตอนที่เรากระโดดเด้งดึ๋ง ร่างกายจะทำงานหนักขึ้นถึงระดับเซลล์ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้เป็นการออกกำลังกายที่โคตรจะเห็นผล

จุดเด่นอีกอย่างที่ทำให้รีบาวน์ดิงกินขาดการวิ่งจ็อกกิงคือความนุ่มนวลต่อข้อต่อ แทรมโพลีนจิ๋วช่วยซับแรงกระแทกได้ถึง 85% ลดความเสี่ยงเจ็บเข่า ข้อเท้า และสะโพก ซึ่งเจอกันบ่อยๆ ในกีฬาแรงกระแทกสูง (MSN) นักกายภาพบำบัดกลุ่มหนึ่งในไทยที่ให้ข้อมูลสำหรับรายงานนี้ชี้ว่า มันเวิร์คมากโดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือคนที่กำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ซึ่งปกติแล้วกลุ่มนี้จะเลี่ยงกิจกรรมแรงกระแทกสูงเพราะกลัวเจ็บหรือกลัวล้ม

งานวิจัยทั้งในระดับโลกและในบ้านเราต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน การทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (National Center for Biotechnology Information หรือ NCBI) ชี้ว่า การออกกำลังกายบนแทรมโพลีนจิ๋วช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ส่งออกซิเจนได้มากขึ้น กระดูกแข็งแรง แถมยังช่วยให้ขาท่อนล่างแข็งแรง ทรงตัวดี และเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (NCBI PMC) งานวิจัยทางคลินิกล่าสุดก็พบว่า รีบาวน์ดิงบนแทรมโพลีนจิ๋วช่วยให้ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินสามารถปรับองค์ประกอบร่างกายให้ดีขึ้น ฟิตขึ้น และรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย (บทคัดย่องานวิจัยจาก PubMed) ที่สำคัญกว่านั้น การออกกำลังกายบนแทรมโพลีนจิ๋วยังมีแววดีสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินและลดพุง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เข้ากับสถานการณ์ในไทยเป๊ะๆ ที่กำลังเจอปัญหาผู้ป่วยเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พุ่งสูงขึ้น (บทคัดย่องานวิจัยจาก PubMed)

กูรูฟิตเนสที่อ้างอิงใน The Economic Times บอกว่า รีบาวน์ดิงยังช่วยปั้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และฝึกการทรงตัวกับการทำงานประสานกันของร่างกาย ซึ่งสำคัญสุดๆ ในการป้องกันการบาดเจ็บและช่วยให้เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้คล่องตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิตเนสรายหนึ่งอธิบายว่า “การที่เราต้องคอยปรับท่าทางเล็กๆ น้อยๆ ตลอดเวลาเพื่อทรงตัวบนแทรมโพลีน จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อที่ช่วยในการทรงตัว (stabilizing muscles) ในแบบที่การวิ่งธรรมดาให้ไม่ได้” (Economic Times) ข้อมูลนี้ตรงกับงานวิจัยที่ชี้ว่าผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายด้วยแทรมโพลีนสามารถทรงตัวได้ดีขึ้นถึง 35% ช่วยลดความเสี่ยงล้มได้เยอะเลย (Cleveland Clinic)

สำหรับคนไทยที่ต้องเจอกับทั้งฝุ่นพิษ อากาศร้อนตับแตก หรือข้อจำกัดเรื่องที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง ความสะดวกสบายของการโดดรีบาวน์เดอร์อยู่ที่บ้านถือเป็นแต้มต่อสำคัญอีกอย่าง ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า “ชาวกรุงที่อยู่คอนโดห้องเล็กๆ หรือคนที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน จะได้ประโยชน์จากเจ้าเครื่องนี้เต็มๆ” แถมเดี๋ยวนี้แทรมโพลีนก็หาซื้อง่าย ทั้งออนไลน์ ทั้งร้านกีฬา ทำให้ใครๆ ก็เข้าถึงได้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักกีฬาอาชีพหรือคนรวยเท่านั้น

ถ้ามองในมุมวัฒนธรรม คนไทยคุ้นเคยกับการออกกำลังกายแบบกลุ่มมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ตั้งแต่เต้นแอโรบิกตามสวนสาธารณะ ไปจนถึงคลาสแม่ไม้มวยไทยในชุมชน ครูฝึกฟิตเนสย่านจตุจักรรายหนึ่งแนะว่า “รีบาวน์ดิงเนี่ย เอามามิกซ์กับเพลงป๊อปไทยหรือเพลงลูกทุ่งมันส์ๆ ได้สบายเลย กลายเป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่สนุกถูกจริตคนไทย” ความเป็นกันเองแบบนี้ บวกกับความง่ายที่ใครๆ ก็เล่นได้ทุกเพศทุกวัย ทำให้รีบาวน์ดิงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการส่งเสริมสุขภาพระดับชาติเลยทีเดียว

กระแสบนโซเชียลมีเดียของไทยก็สะท้อนให้เห็นว่าคนเริ่มสนใจการออกกำลังกายแบบใหม่ๆ ที่ไม่จำเจและประหยัดเวลามากขึ้น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวไทยบน TikTok และ YouTube ต่างก็ทำคลิปออกกำลังกายด้วยแทรมโพลีนจิ๋วออกมาเพียบ ยอดวิวถล่มทลาย ส่วนรองเท้ากระโดดแบบ “ขาจิงโจ้” ที่กำลังฮิตก็ยิ่งจุดประกายความอยากลองของชาวเมืองที่มองหาอะไรใหม่ๆ ในการออกกำลังกาย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า ถึงรีบาวน์ดิงจะดีกับคนส่วนใหญ่ แต่ใครที่มีอาการบาดเจ็บเฉพาะทาง หรือมีโรคประจำตัว เช่น เพิ่งกระดูกหัก ข้อเข่าเสื่อมรุนแรง หรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว (vestibular disorders ที่เกี่ยวกับหูชั้นใน) ควรปรึกษาหมอก่อนจะเริ่มกระโดดโลดเต้น และเหมือนกับการออกกำลังกายอื่นๆ การวอร์มอัปให้ถูกวิธี ค่อยๆ เพิ่มความหนัก และใส่ใจท่าทางให้เป๊ะ จะช่วยให้ได้ประโยชน์เต็มที่และลดความเสี่ยงเจ็บตัว

มองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า พอสังคมไทยกลายเป็นสังคมเมืองเต็มตัวและเวลามีจำกัด ความต้องการการออกกำลังกายแบบสั้นๆ แต่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยจะยิ่งพุ่งสูง กระทรวงสาธารณสุขเองก็รณรงค์ให้ออกกำลังกายที่บ้านมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ระบาด และรีบาวน์ดิงก็เข้าล็อกกับนโยบายนี้พอดิบพอดี (CNET) เป็นไปได้ว่าในอนาคต โรงเรียน ศูนย์สาธารณสุข และโครงการสุขภาพในออฟฟิศต่างๆ อาจจะนำแทรมโพลีนจิ๋วมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมประจำ เพื่อปั้นทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยยังพบว่ารีบาวน์ดิงช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นด้วย เพราะมันสนุกและช่วยคลายเครียดได้ดี (JumpSport)

สำหรับคนไทยที่กำลังมองหาวิธีออกกำลังกายที่ได้ผลจริง ปลอดภัย แถมสนุกกว่าเดิม หลักฐานมันฟ้องว่า รีบาวน์ดิงแค่วันละ 10 นาที ก็ให้ประโยชน์กับหัวใจและหลอดเลือดเท่ากับการวิ่งจ็อกกิงครึ่งชั่วโมง แถมยังช่วยให้กระดูกแข็งแรง ทรงตัวดี และแฮปปี้ขึ้นด้วย ลองเปิดเพลงไทยเพลงโปรด วอร์มอัปเบาๆ แล้วมาโดดเด้งบนแทรมโพลีนจิ๋วกันดู ถึงจะแค่แป๊บเดียว ก็อาจช่วยให้สุขภาพดี ชีวิตดี๊ดีขึ้นได้

ถ้าอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะเริ่มยังไงให้ปลอดภัย ลองปรึกษาเทรนเนอร์ฟิตเนสหรือนักกายภาพบำบัดแถวบ้านดู หรือจะลองเข้าคลาสกลุ่มเพื่อสร้างแรงจูงใจต่อเนื่องก็ดี ถ้าอยากอ่านรายละเอียดงานวิจัยที่อ้างถึงแบบเต็มๆ ก็ตามไปดูข้อมูลอ้างอิงได้จาก รายงานของนาซา งานวิจัยล่าสุดจาก PubMed และ ศูนย์ข้อมูลเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (NCBI) เพื่อดูหลักฐานวิทยาศาสตร์ล่าสุดกันได้เลย