ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างคุณแม่เกือบสองแสนราย พบว่าสุขภาพจิตของคุณแม่ทั่วสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะที่น่ากังวล โดยลดลงอย่างเห็นได้ชัดระหว่างปี 2559 ถึง 2566 งานวิจัยชิ้นนี้ อ้างอิงข้อมูลจากโครงการสำรวจสุขภาพเด็กแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Survey of Children’s Health) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนของคุณแม่ที่ระบุว่าตนมีสุขภาพจิตในระดับ “ดีเยี่ยม” ลดลงจาก 38.4% เหลือเพียง 25.8% ขณะที่กลุ่มที่ระบุว่าสุขภาพจิตอยู่ในระดับ “ปานกลาง” หรือ “แย่” กลับเพิ่มสูงขึ้นจาก 5.5% เป็น 8.5% ในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ปัจจัยภายนอกอย่างผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และความตึงเครียดทางเศรษฐกิจจะเป็นที่รับรู้กันอยู่แล้ว แต่นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตกำลังพุ่งเป้าไปที่บทบาทของ “การเลี้ยงลูกแบบทุ่มเทเกินไป” (overparenting) หรือแนวโน้มที่พ่อแม่เข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตทั้งด้านอารมณ์และกิจวัตรประจำวันของลูกอย่างเข้มข้นเกินควร ซึ่งอาจเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดความเครียดสะสมและภาวะหมดไฟในกลุ่มคุณแม่โดยที่หลายคนอาจยังไม่ตระหนัก (Boston Globe)
ภาวะสุขภาพจิตของคุณแม่ที่ถดถอยลงอย่างรวดเร็วนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อครอบครัวในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนมาถึงพ่อแม่ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในประเทศไทยด้วย ในโลกยุคปัจจุบันที่เทรนด์การเลี้ยงลูกและความวิตกกังวลต่างๆ มักแพร่กระจายข้ามพรมแดนผ่านโซเชียลมีเดียและค่านิยมทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นความยากลำบากในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ความคาดหวังต่อผลการเรียนของลูกที่สูงขึ้น และภาพลักษณ์ของ “พ่อแม่ในอุดมคติ” ที่เปลี่ยนไป การทำความเข้าใจผลวิจัยจากสหรัฐฯ ครั้งนี้ จะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่คุณแม่ชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมืองและมีการศึกษา กำลังเผชิญอยู่ และยังสามารถนำข้อมูลไปปรับใช้เพื่อกำหนดแนวทางรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังคุกคามสังคมไทยได้อีกด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากผลการศึกษานี้ คือ คุณแม่จากทุกพื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้สูงเท่านั้น ที่รายงานว่าสุขภาพจิตของตนแย่ลง ที่สำคัญไปกว่านั้น แม้ว่างานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตของคุณแม่ก่อนหน้านี้มักจะให้ความสำคัญกับช่วงก่อนและหลังคลอด (perinatal period) หรือตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงหกเดือนหลังคลอดเป็นหลัก แต่การวิเคราะห์ล่าสุดนี้ครอบคลุมกลุ่มคุณแม่ที่มีลูกตั้งแต่วัยทารกจนถึงอายุ 17 ปี ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าปัญหาสุขภาพจิตนี้เป็นปัญหาที่ต่อเนื่องและยาวนาน ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วครั้งชั่วคราวหลังคลอดบุตรเท่านั้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตหลายท่าน ซึ่งรวมถึงแพทย์และนักจิตวิทยาเด็ก ที่อ้างอิงในบทความของ Boston Globe ต่างเน้นย้ำว่า ต้นตอของปัญหานี้หยั่งรากลึกกว่าเพียงแค่การแยกตัวทางสังคมในช่วงโรคระบาดหรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า “งานวิจัยนี้เผยให้เห็นถึงสุขภาพจิตของคุณแม่ที่แย่ลงในทุกกลุ่มสังคมและประชากร ซึ่งสะท้อนว่ามีปัจจัยอื่นนอกเหนือจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเข้าถึงทรัพยากร หรือความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย เราจำเป็นต้องหันมาพิจารณาถึงปัจจัยทางวัฒนธรรมที่กำลังหล่อหลอมพ่อแม่ยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสความคิดที่ว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องเดิมพันสูงและทุกอย่างต้องควบคุมได้” ข้อสังเกตดังกล่าวสอดคล้องกับสถานการณ์ในหลายวัฒนธรรมของเอเชีย รวมถึงในกลุ่มคุณแม่ชาวไทยที่ต้องเผชิญกับสภาพสังคมที่มีการแข่งขันสูง การเปรียบเทียบกันระหว่างครอบครัว แรงกดดันด้านผลการเรียนของลูก และอิทธิพลของแนวคิด “การเลี้ยงลูกแบบเข้มข้น” (intensive parenting) ที่นับวันยิ่งทวีความชัดเจน
การเลี้ยงลูกแบบทุ่มเทเกินไป ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “การเลี้ยงลูกแบบเข้มข้น” หรือ “การเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่คอยปัดกวาดอุปสรรค” (snowplow parenting) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลลูกอย่างใกล้ชิดประหนึ่งเฮลิคอปเตอร์ที่คอยบินวนตามติด (helicopter-like oversight) ทุกกิจกรรมของลูกเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงความเชื่อที่ฝังรากลึกสองประการสำคัญ ประการแรกคือ ความคิดที่ว่าอารมณ์ด้านลบต่างๆ เช่น ความกลัว ความเศร้า ความอับอาย และความเบื่อหน่าย เป็นสิ่งอันตรายต่อเด็ก และต้องหลีกเลี่ยงให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ประการที่สองคือ พ่อแม่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงในการจัดการไม่เพียงแต่สภาพแวดล้อมภายนอกของลูก แต่ยังรวมถึงโลกภายในและสภาวะทางอารมณ์ของพวกเขาด้วย ระบบความเชื่อเช่นนี้เองที่นำไปสู่พฤติกรรมการปกป้องลูกจากความล้มเหลว ความผิดหวัง และความทุกข์ใจทุกรูปแบบ บางครั้งถึงขั้นเข้าไปก้าวก่ายโดยตรงกับครู โค้ช หรือผู้ดูแลเด็กคนอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกต้องเผชิญกับความรู้สึกไม่สบายใจใดๆ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้อาจกลายเป็นดาบสองคมที่บั่นทอนความสามารถของเด็กในการสร้างความเข้มแข็งทางใจ (resilience) และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการสร้างภาระให้คุณแม่ (ซึ่งโดยมากเป็นผู้ดูแลหลัก) รู้สึกต้องรับผิดชอบต่อความสุขและความสำเร็จทุกด้านของลูกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด งานวิจัยที่อ้างอิงใน Boston Globe เผยว่า ราว 95-98% ของพ่อแม่ที่มีลูกซึ่งมีแนวโน้มวิตกกังวลง่าย มักจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองเพื่อลดความทุกข์ของลูก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางคลินิกที่เรียกว่า “การปรับตัวของผู้ปกครอง” (parental accommodation) แม้แต่ในกลุ่มพ่อแม่ทั่วไป (ที่ไม่ใช่กลุ่มที่เข้ารับการบำบัด) ประมาณ 25% ก็ยอมรับว่าพวกเขาปรับเปลี่ยนการกระทำของตนเองในชีวิตประจำวันเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกรู้สึกไม่สบายใจ นักจิตวิทยาเตือนว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาคือวงจรปัญหาที่แก้ยาก กล่าวคือ “ด้วยความปรารถนาดี พ่อแม่มักรีบเข้าไปช่วยบรรเทาความทุกข์ของลูก ทำให้เด็กได้รับสารว่าตนเองไม่สามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตัวเอง เป็นการซ้ำเติมทั้งความวิตกกังวลของเด็ก และความรู้สึกต้องรับผิดชอบอย่างไม่สิ้นสุดของผู้เป็นพ่อแม่”
ผลการค้นพบเหล่านี้ถือเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับสังคมไทย กระแสการเลี้ยงลูกแบบตะวันตก โดยเฉพาะแนวทางที่มุ่งเน้นความสำเร็จและการจัดการอารมณ์ ได้รับการนำมาปรับใช้อย่างแพร่หลายในครอบครัวคนเมืองของไทย ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งหนังสือ เว็บไซต์ และกลุ่มบนโซเชียลมีเดีย การแข่งขันอย่างดุเดือดเรื่องการสอบเข้าโรงเรียน การเรียนพิเศษ และความสำเร็จในกิจกรรมนอกหลักสูตรในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ ได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความวิตกกังวลลงในใจของคุณแม่จำนวนไม่น้อย ซึ่งสะท้อนภาพความกังวลคล้ายคลึงกับที่พบในสหรัฐอเมริกา นั่นคือความหวั่นวิตกว่าความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตหรือสุขภาพจิตของลูกอย่างแก้ไขไม่ได้
ในเชิงวัฒนธรรม สังคมไทยแต่ดั้งเดิมให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูเด็กโดยอาศัยชุมชนและครอบครัวขยาย ซึ่งมีปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องช่วยกันแบ่งเบาภาระ ทว่า การเพิ่มขึ้นของครอบครัวเดี่ยวและการย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมือง ทำให้คุณแม่จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว โดยภาระความรับผิดชอบทั้งหมดตกอยู่บนบ่าของพวกเธอ เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไป ก็เริ่มมีเสียงสะท้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า คุณแม่ชาวไทยจำนวนหนึ่งกำลังประสบกับความเครียดจาก “การเลี้ยงลูกแบบทุ่มเทเกินไป” ในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับบน ที่พยายาม “ตามให้ทัน” กระแสสังคมในโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง
แม้ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการเลี้ยงลูกแบบทุ่มเทเกินไปกับสุขภาพจิตของคุณแม่ในบริบทสังคมไทย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตจากโรงพยาบาลหลายแห่งในเขตเมืองเริ่มสังเกตเห็นแนวโน้มอัตราความวิตกกังวลและภาวะหมดไฟที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคุณแม่ นักจิตวิทยาเด็กท่านหนึ่งจากโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ ได้ให้ความเห็นในเวทีสาธารณะเมื่อไม่นานมานี้ว่า “เราพบว่าคุณแม่หลายท่านรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกับดักของความสำเร็จ ทั้งของตนเองและของลูก หลายคนแสดงความรู้สึกผิดและกังวลว่า หากไม่เข้าไปจัดการทุกความล้มเหลวของลูก ลูกจะไปไม่รอด แต่พฤติกรรมเช่นนี้อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความเหนื่อยล้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อขาดระบบสนับสนุนที่ดีหรือไม่มีเลย”
ในบริบทของภูมิภาค วัฒนธรรมไทยยังคงมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างจากสังคมตะวันตก ตัวอย่างเช่น แม้การเคารพครูบาอาจารย์และการให้เกียรติผู้มีอำนาจจะเป็นค่านิยมดั้งเดิมของไทย แต่ในปัจจุบัน พ่อแม่จำนวนไม่น้อยกลับเข้าไปมีบทบาทแทรกแซงเมื่อเกิดปัญหากับลูกที่โรงเรียนหรือเรื่องผลการเรียนบ่อยครั้งขึ้น โซเชียลมีเดียยิ่งกลายเป็นตัวเร่งความวิตกกังวล เมื่อคุณแม่หลายคนนิยมแชร์ภาพพัฒนาการของลูก รางวัลด้านการศึกษา และกิจกรรมเสริมทักษะต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดบรรยากาศของการแข่งขันและการเปรียบเทียบกันอย่างเงียบๆ ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2566 ชี้ให้เห็นถึงการใช้งานฟอรัมเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกบนโซเชียลมีเดียที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศไทย โดยกลุ่มคุณแม่ผู้ใช้งานระบุว่าได้รับทั้งการสนับสนุนทางสังคมและความรู้สึกวิตกกังวลจากการเปรียบเทียบตนเองและแนวทางการเลี้ยงลูกของตนกับผู้อื่นในโลกออนไลน์ (Bangkok Post)
ในภาพรวมระดับสากล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กลับไปสู่หลักการ “รักอย่างมีขอบเขต” (love and limits) นั่นคือการสร้างสมดุลระหว่างความรักความอบอุ่นและการสนับสนุน ควบคู่ไปกับการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและเหมาะสมกับวัย ทั้งยังสนับสนุนให้เด็กได้เรียนรู้จากความล้มเหลวเพื่อเป็นโอกาสในการเติบโต หนึ่งในแนวทางที่แนะนำคือ การรับรู้และยอมรับอารมณ์ความรู้สึกของเด็ก (เช่น “การบ้านนี้มันยากจริงๆ นะลูก”) พร้อมให้การสนับสนุน (เช่น “ถ้าต้องการไอเดียหรืออยากให้กอด บอกแม่ได้เลยนะ”) จากนั้นจึงค่อยๆ ถอยออกมา เปิดโอกาสให้เด็กได้หาวิธีรับมือและแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง วิธีนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจให้แก่เด็ก แต่ในระยะยาวยังสามารถช่วยลดความเครียดสะสมของคุณแม่ได้อีกด้วย
สำหรับประเทศไทย ผลลัพธ์จากงานวิจัยเหล่านี้มีความสำคัญไม่น้อย ในขณะที่ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษาปฐมวัยและโครงการสุขภาพจิตต่างๆ ผู้ที่มีส่วนกำหนดนโยบายอาจพิจารณาถึงการริเริ่มโครงการที่มุ่งสนับสนุนสุขภาวะที่ดีของผู้ปกครอง การจัดบริการให้คำปรึกษา และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เพื่อส่งเสริมแนวทางการเลี้ยงดูที่สมดุล หน่วยงานผู้ให้บริการด้านสุขภาพในไทยอาจพัฒนากระบวนการช่วยเหลือที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมให้คุณแม่กล้าขอความช่วยเหลือ ลดอคติหรือการตีตราต่อการยอมรับความท้าทายในการเป็นพ่อแม่ และช่วยลดแรงกดดันจากความคาดหวังที่จะต้องเป็น “คุณแม่ผู้สมบูรณ์แบบ”
สำหรับอนาคต นักวิจัยและผู้ขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมมีข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปรับใช้ได้หลายประการสำหรับพ่อแม่และชุมชนไทย ดังนี้
- ตระหนักอยู่เสมอว่าความรู้สึกไม่สบายใจและความล้มเหลวเป็นส่วนสำคัญและเป็นธรรมชาติของพัฒนาการเด็ก การเปิดโอกาสให้เด็กได้เผชิญหน้าและก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ ภายใต้ขอบเขตที่ปลอดภัยและสมเหตุสมผล จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจ
- ขอความช่วยเหลือจากครอบครัวขยาย เพื่อนฝูง และผู้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา เมื่อรู้สึกว่าภาระการดูแลนั้นหนักเกินกำลัง
- ใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีวิจารณญาณ โดยระลึกไว้เสมอว่าภาพลักษณ์และเรื่องราวที่ผ่านการปรุงแต่งของพ่อแม่ท่านอื่นอาจไม่ใช่ภาพสะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด และพยายามหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นเป็นประจำ
- ส่งเสริมให้โรงเรียนจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง โดยเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับความเข้มแข็งทางใจของเด็ก การจัดการอารมณ์ของตนเอง และประโยชน์ของการค่อยๆ ฝึกให้ลูกเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง
- ผลักดันให้มีการศึกษาวิจัยและการเสวนาสาธารณะเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพจิตของคุณแม่และแรงกดดันในการเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทย
สำหรับคุณแม่และครอบครัวชาวไทย งานวิจัยชิ้นใหม่จากสหรัฐฯ นี้ ควรเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการทบทวนและใคร่ครวญ มากกว่าที่จะสร้างความตื่นตระหนก ดังที่ผู้เชี่ยวชาญจากตะวันตกท่านหนึ่งได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในฐานะพ่อแม่ เราจำเป็นต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมที่เรากำลังเผชิญ เพื่อที่จะได้เริ่มตั้งคำถามและทบทวนพฤติกรรมและความเชื่อของตนเอง การสร้างความเข้มแข็งทางใจให้ลูกหลานของเรานั้น แท้จริงแล้วเริ่มต้นจากการที่เราต้องสามารถอดทนต่อความรู้สึกไม่สบายใจของตนเองได้ก่อน เมื่อเห็นลูกเผชิญกับความล้มเหลว ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเด็กและผู้ปกครองเอง” ด้วยการนำเอาวัฒนธรรมการดูแลแบบช่วยเหลือเกื้อกูลกันอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยมาปรับใช้ ควบคู่ไปกับแนวทางการเลี้ยงดูที่สมดุลและอ้างอิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยย่อมสามารถสร้างสรรค์เส้นทางที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของครอบครัว ลดภาวะหมดไฟในกลุ่มผู้ดูแล และสนับสนุนสุขภาวะที่ดีของคนรุ่นต่อไปได้อย่างแน่นอน
สำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน กรมสุขภาพจิตมีแหล่งข้อมูลและบริการสายด่วนให้คำปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ โรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดหลักๆ ในปัจจุบัน ได้มีการจัดกิจกรรมอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตรและกลุ่มบำบัดเพื่อจัดการความเครียด สามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ กรมสุขภาพจิต